บิ๊ก คาเมร่าลุย! เร่งพัฒนาองค์กรรับวิกฤติศก.ปีฉลู

บิ๊ก คาเมร่า เดินเครื่องพัฒนาคุณภาพองค์กรรับมือภาวะเศรษฐกิจปีวัว เร่งอบรมพนักงาน-การให้บริการ พร้อมอัดงบกว่า 20 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดปี ยันสานต่อแคมเปญ Big Camera...Big Bonus หลังดันยอดไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 โตเฉลี่ย 20% มั่นใจยอดขายปีนี้เติบโต 5%

นายชาญ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า จำกัด ตัวแทนจำหน่ายกล้องดิจิตอล และอุปกรณ์ถ่ายภาพ ภายใต้แบรนด์ บิ๊ก คาเมร่า เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงแผนการตลาดปี 2552 ว่า บริษัทจะให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพองค์กร โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีที่จะโฟกัสในส่วนของการให้ความรู้ และเปิดอบรมแก่พนักงานขาย รวมถึงการให้บริการหลังการขายที่รวดเร็วทันใจ และการพัฒนาไลน์อัพสินค้า แทนที่ของการลงทุนเพื่อขยายสาขาดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทจะใช้งบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะแคมเปญใหญ่ช่วงปลายปีที่ทางบริษัทได้จัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 อย่าง Big Camera...Big Bonus ชิงตั๋วเครื่องบินทัวร์ประเทศญี่ปุ่นฟรี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดขายช่วงไตรมาสสุดท้ายมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม บริษัทประมาณการว่า ช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดกล้องดิจิตอลจะยังคงมีอัตราการเติบโต สาเหตุจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงท่องเที่ยวอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า สภาวะเศรษฐกิจจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดการจำหน่าย และหากช่วงไตรมาส 2 สถานการณ์ต่างๆ ภายใน

ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ ภาพรวมตลาดจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5% โดยปีก่อน บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายในประเทศ ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10% ซึ่งโตต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้

บริษัทมองว่าตลาดกล้องดิจิตอลในประเทศไทยจะสามารถเติบโตได้อีกไกล เนื่องจากปัจจัยด้านต่างๆ ที่เป็นเหตุเกื้อหนุน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี รูปลักษณ์ของตัวกล้อง และฟังก์ชันที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลไกราคาที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถสัมผัสถึงตัวผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา นายชาญ กล่าว

ในส่วนของตลาดรวมกล้องดิจิตอลมูลค่า 1.1 ล้านยูนิต แบ่งเป็นสัดส่วนกล้องดิจิตอล กลุ่มคอมแพ็กต์ เฉลี่ย 95% และกล้องดิจิตอล เอสแอลอาร์ 5% ซึ่งปี 2552 บริษัทคาดการณ์ว่า ตลาดกล้องดิจิตอล คอมแพ็กต์จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% สาเหตุจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจกับกล้องดิจิตอล เอสแอลอาร์มากขึ้น ส่งผลให้อัตราการเติบโตลดลงจากปีก่อน แตกต่างกับตลาดกล้องดิจิตอล เอสแอลอาร์ที่จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20-30%

เนื่องจากราคาจำหน่ายที่ปรับลดลงต่อเนื่อง จากเดิมระหว่าง 30,000-40,000 บาท ลดลงเหลือเฉลี่ย 20,000 บาทในปัจจุบัน อีกทั้งฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย ผู้บริโภคจึงหันมาใช้กล้องกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น โดยบริษัทมองว่าสัดส่วน เชิงปริมาณในตลาดปีนี้จะปรับเป็น 92:8 จากเดิมที่ 95:5

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด