ปรับแผนกู้พุ่ง5.35แสนล.หนุนฟื้นศก. นายกฯวอนต่างชาติอย่ากีดกันการค้า-ซ้ำเติมทุกปท.

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำหนดแผนกู้เงินในประเทศประจำปีงบประมาณ 52 โดยหารือกับผู้ร่วมตลาด วงเงิน 435,690 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินขาดดุลเดิม 249,500 ล้านบาท และวงเงินปรับโครงสร้างหนี้ 175,190 ล้านบาท โดยไตรมาสที่ 1 ปี52 ได้ออกไปแล้ว วงเงิน 60,000 ล้านบาท และได้ประกาศตารางการประมูลพันธบัตรรัฐบาล ในไตรมาสที่ 2 วงเงิน 109,999 ล้านบาท และจากการที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สบน.จึงได้ปรับเพิ่มการกู้เงินของรัฐบาลประจำปีงบประมาณ 52 จาก 435,690 ล้านบาท เป็น 535,690 ล้านบาท ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกและธนาคารแห่งประเทศไทย ดังที่ผ่านมา

สบน.ปรับแผนการออกพันธบัตรประจำปีงบประมาณ 52 เพิ่มการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น อายุ 2 ปี (LB116A) วงเงิน 78,000 ล้านบาท ปรับลดพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 30 ปี เนื่องจากผลตอบแทนมีระดับต่ำมาก ซึ่งจากการหารือกับนักลงทุนระยะยาว จึงเห็นควรปรับลดพันธบัตรรุ่นดังกล่าวลง 4,000 ล้านบาท ปรับลดพันธบัตรออมทรัพย์ จากเดิมที่คาดว่าจะออก 60,000 ล้านบาท เหลือ 10,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยยังออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อหล่อเลี้ยงตลาดในปริมาณที่เหมาะสม และไม่เป็นการแย่งเงินฝากของสถาบันการเงิน ปรับเพิ่มยอดคงค้างของตั๋วเงินคลังอายุ 1,3 และ 6 เดือน วงเงิน 99,000 ล้านบาท ให้สามารถรองรับอุปสงค์ของพันธบัตรระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สบน. ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้สูงสุดในการกู้เงินเพิ่มเติม ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้โดยรวม และการสร้างความต่อเนื่องของการออกพันธบัตรรุ่นที่เป็นพันธบัตรอ้างอิง ที่เอื้อต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ในการนี้ สบน. จะประกาศตารางการออกพันธบัตรรัฐบาล (LB) ให้รับทราบอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาส ซึ่งในปีงบประมาณ 52 สบน.ได้ปรับแผนการออก LB ในแต่ละรุ่น ให้สอดคล้องกับการที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม วงเงิน 100,000 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการพบปะคณะทูตานุทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ว่า การหารือมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจโลก จึงได้สอบถามว่ารัฐบาลไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไร ซึ่งตนได้บอกว่าอยากให้ทุกประเทศและทุกภูมิภาคอย่าใช้วิธีการกีดกันทางการค้า และหวังว่าทุกคนจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองได้ เพราะถ้ามัวไปกีดกันกันเอง ในที่สุดจะซ้ำเติมสถานการณ์ของทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเอกอัครราชทูตในกลุ่มประเทศอาเซียน ยืนยันว่าประเทศทั้งหมดจะเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.ถึง 1 มี.ค.ที่ประเทศไทยอย่างแน่นอน

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด