นายกฯเล็งรื้อพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จ้องสังคายนาวิทยุชุมชนให้กลับไปสู่เจตนารมย์เดิม

นายกฯเล็งรื้อพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไม่เป็นไปตามคาดหวัง เผยคิดหนักอยากให้ช่องเอ็นบีทีเป็นทีวีสาธารณะ อยากให้แลกเปลี่ยนมุมมองนโยบายมากกว่ามุ่งทำลายทางการเมือง ชี้รายการคุยข่าวอันตราย ชี้นำตั้งแต่คำพูดยันสีหน้า ยุองค์กรวิชาชีพเข้าไปแก้ไข จ้องสังคายนาวิทยุชุมชนให้กลับไปสู่เจตนารมย์เดิม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายงานราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ นโยบายและการผลักดันปฏิรูปสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่สมาคมนักข่าว เมื่อบ่ายวันที่ 13 มกราคมว่า การปฏิรูปสื่อมีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ 1.ในเชิงของสภาวะแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร และสื่อมีบทบาทในการหล่อหลอมและสร้างค่านิยมให้กับคนมากกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองหรือครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลกของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็นค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมีอิทธิพล

2.สื่อมีบทบาทอย่างสำคัญในการนำสังคมกลับคืนสู่ความเป็นปกติให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้งทางสังคมเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลประกาศตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุดการนำบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เชื่อว่าบทบาทของสื่อมีความสำคัญมาก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพบนหลักการของความวิชาชีพและมืออาชีพในการสะท้อนข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็นมุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงานหรือผู้ปฏิบัติงานก็ประสบกับความยากลำบาก ในการทำงานให้ตรงไปตรงมาในการเสนอความคิดต่อสังคม

นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่คุกคามการทำงานของสื่อคืออำนาจรัฐและอำนาจทุน อำนาจรัฐเกิดจากความพยายามหรือความเชื่อว่าเมื่อยุคสมัยนี้เป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสารก็สามารถชนะการต่อสู้ จึงเอาสื่อมาเป็นเครื่องมือ ทำให้เป็นปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะสื่อของรัฐ ส่วนอำนาจทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับอำนาจรัฐ ยิ่งทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อจะมีความคิดเชิงอุดมคติ แต่สื่อสารมวลชนก็คือธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุนในการกดดันเกิดผลกระทบเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือน

มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดูทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน ในส่วนของอำนาจรัฐคือกฎหมายบางอย่างที่จะเอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนสิทธิเสรีภาพของสื่อต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ในฐานะที่เป็นคนเสนอกหมายเมื่อ12-13ปีที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่ากฎหมายไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ วันที่มีการเสนอกฎหมายนั้นฝ่ายตรวจสอบไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงานต้องใช้วิธีการแนวทางอื่น ไม่เห็นว่ากฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายนี้ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้เกิดทีหลังก็จะไม่เป็นปัญหา นายกฯกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ถ้าเริ่มต้นจากการทำให้ข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นสิทธิของประชาชนที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผลเฉพาะตามกฎหมาย และการปฏิรูปสื่อให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบบนกฎหมายที่คิดว่าเป็นนโยบายที่สำคัญที่ต้องผลักดันคือกฎหมายในแง่โครงสร้างสื่อของรัฐคือกฎหมายว่าด้วยวิทยุและโทรทัศน์และองค์กรกำกับคือ กสทช.เพราะเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไปพันกับกิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็นสองฝ่ายว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน วันข้างหน้ามีความยากมากว่าจะดูเป็นสองเรื่องได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้นที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้วรู้สึกตกใจและอันตรายมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับเกิดได้ยาก จะเอาองค์กรไหนมากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้านตนก็ไม่เห็นด้วยกับกระทรวงไอซีที เพราะไม่มีหลักประกัน จึงต้องหาความพอดี ที่ผ่านมาจะเห็นว่าถ้าได้เร็วเราก็ได้กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดีมาเป็นกรรมการก็มีการร้องเรียนกันไปมา จึงได้มอบโจทย์ให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดีและอิสระ อย่าทำให้เรื่องยุ่งยากหรือเกิดการร้องเรียนจนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมาก็มีความเป็นห่วงเรื่องหลักประกันของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชนหรือสื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมากฎหมายของรัฐบาลก่อนไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกันในการกระจายสื่อ บางเวลาต้องมีสาระสำหรับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อของใคร

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือประชาชนอาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะหนีรายการที่มีสาระ แต่อะไรที่เป็นเนื้อหาสาระก็ควรมี แต่ไม่ใช่มีสาระเพียงหนึ่งหรือสองแล้วปล่อยให้เป็นเรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่จะสนับสนุน แต่สำหรับสื่อของรัฐต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมคิดว่าถ้าให้ไอทีวีเดิมเป็นทีวีเสรีแล้วเปลี่ยนช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์(เอ็นบีที)เป็นทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะที่ต้องมาคิดกันว่าจะมีรูปแบบใด แต่ความจริงอยากเป็นรูปแบบสาธารณะ อย่างไรก็ตาม พื้นที่สำหรับราชการหรือรัฐต้องมีเพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง แม้เส้นแบ่งอาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้วสามารถแบ่งได้ การทำงานคือการอธิบายชี้แจงถึงมาตรการที่ได้ผลักดันออกไปว่าทำด้วยอะไร ใช้เหตุผลอะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่งในทางการเมืองไม่ได้ ส่วนเวลาสำหรับ ฝ่ายค้านก็ควรมี แม้จะเป็นการเมืองมาก เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็นเชิงแลกเปลี่ยนในมุมมองของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กันทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่การนำเสนอข่าวได้ทุกวันอยู่แล้ว

สำหรับข่าวโทรทัศน์วันนี้ที่มีการคุยข่าวไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดีคนจะได้มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของการคุยข่าวคือการชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับการอ่านข่าวหรือประกาศข่าวอย่างที่เราเห็นในอดีต ถ้าคุยอย่างเดียวไม่มีข่าวก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำตั้งแต่คำพูดไปจนถึงสีหน้าที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพควรเอาปัญหานี้มาพูดคุยกัน ความพอดีและมาตรฐานควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในสภาวะความขัดแย้งอย่างนี้ ตนเคารพการทำหน้าที่ของสื่อ แต่เวลาและสถานการณ์ที่ไม่ปกติมีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง

สำหรับปัญหาวิทยุชุมชน นายกฯกล่าวว่า เข้าใจว่าข้อกฎหมายสับสนอยู่พอสมควร ก็ต้องพยายามทำให้กลับไปเป็นเจตนารมย์เดิมคือเป็นสื่อของชุมชนจริงๆ ไม่ใช่เป็นช่องว่างของการมีคลื่นอยู่ในมือเพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงคลื่นอื่นได้ หลักคิดนี้จะต้องใช้ แต่วิธีการขณะนี้เนื่องจากข้อกฎหมายและความเห็นขณะนี้ขัดแย้งและสับสนค่อนข้างมาก ซึ่งกำลังคลี่คลายตรงนี้อยู่

เรื่องรูปแบบของช่อง 11 หรือกรมประชาสัมพันธ์ ความจริงคิดกันมาหลายรัฐบาล ซึ่งผมเป็นคนที่ทำกฎหมายองค์การมหาชนไว้ ผมไม่ชอบรูปแบบนี้อยู่แล้ว แต่ในช่วงแรกๆ ก็ถูกต่อต้าน ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำให้เห็นภาพว่าข้อดีคืออะไร นายอภิสิทธิ์กล่าว

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด