ทายาทเศรษฐีหุ้น แตง อลิสสา หลงรัก ''รองเท้า'' ซะแล้ว!

ใครว่าของที่สวมใส่เบื้องล่างไม่สำคัญ สำหรับ แตง อลิสสา อัศวโภคิน ลูกสาวคนเดียว และเป็นคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของ เสี่ยตึ๋ง อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แชมป์เศรษฐีหุ้นเมืองไทยปีล่าสุด ด้วยมูลค่าที่ใครเห็นแล้วต้องทำตาลุกวาว แค่ 1.5 หมื่นกว่าล้านบาท บอกว่าขาดรองเท้าคู่ใจแล้วก็ประหนึ่งว่าจะขาดใจ...

// //

ถามว่าชอบตั้งแต่เมื่อไรนั้น เจ้าตัวบอกจำไม่ได้ แค่เดินผ่านร้านรองเท้า มีเหตุดลใจให้ควักกระเป๋าจ่ายจับจองเป็นเจ้าของทุกที แต่อย่าเพิ่ง คอนเฟิร์ม ว่าไร้สาระนะ สาวแตงคอนเฟิร์มมันสมองเฉียบด้วยการบินไปคว้าปริญญาตรีและโทจากอเมริกาโน่น ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์สอนภาษาที่เอแบค 2 ปี แล้วแอบไปคว้าปริญญาโทอีกใบที่สถาบันศศินทร์ จุฬาฯ สุดท้ายตัดสินใจควักทุนส่วนตัวเปิดร้านสปาเก๋ๆ ย่านสาทร สบายใจเฉิบ!

เรียกว่าเป็นลูกสาวสุดเลิฟของพ่อตึ๋งที่ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่เรื่องการใช้จ่ายเงินทองก็มีเหตุผลนะ โดยเฉพาะเรื่องรองเท้า คุณหนูแตงไม่สุรุ่ยสุร่ายเกินเหตุ เน้นที่ชอบและใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมองว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เมื่อเบื่อแล้วก็สามารถนำไปขายต่อ จะบริจาค หรือให้คนอื่นก็ได้ ไม่สูญเปล่า...

ส่วนตัวไม่ชอบใส่เครื่องประดับพวกเพชรนิลจินดา จึงใส่ใจกับรองเท้าเป็นพิเศษ พอทำงานหาเงินได้เอง ก็ไม่รบกวนคุณพ่อคุณแม่ คู่แรกที่เคยเก็บบริจาคไปนานแล้ว เป็นรองเท้าสวมธรรมดา คิดว่าของมีเข้ามาก็มีออกไป แต่ก็มีนำไปขายแล้วเอาเงินไปบริจาคการกุศลด้วย เพราะบางครั้งจะเอาส้นสูงไปบริจาคก็คงไม่เหมาะเปลี่ยนเป็นเงินดีกว่า สาวแตง บอกความตั้งใจ

อารมณ์คลั่งไคล้รองเท้าของสาวคนนี้ เคยมีสถิติเก็บไว้สูงสุดราว 300 คู่ ทั้งคัทชู ส้นสูง ส้นเตี้ย ผ้าใบ รองเท้ากีฬา กระทั่งรองเท้าแตะ ทุกคู่ล้วนเกิดจากความชอบ ไม่ได้ตามแฟชั่น ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกซื้อส่วนตัวง่ายๆ ขอเพียงเป็นทีแบบคลาสสิก เห็นแล้วชอบ แล้วใส่สบาย เพราะบางครั้งสวยแต่ใส่แล้วเดินขัดๆ ก็ไม่เข้าท่า ที่สำคัญทุกคู่ต้องไม่ตกยุคง่าย สีสันไม่ฉูดฉาดเกินไป ส่วนยี่ห้อก็ไม่เกี่ยง จะถูกหรือแพง ถ้าถูกใจเป็นโดน

ว่าแล้วก็หยิบคู่โปรดโนแบรนด์ที่ซื้อจากย่านประตูน้ำมาโชว์ พร้อมบอกว่าคู่นี้ราคาแค่ 180 บาทเอง แต่ดีไซน์เหมือนยี่ห้อดังอย่างชาเนล เทียบกับราคาหมื่นกว่าบาทได้สบาย อีกคู่ที่เจ้าตัวหยิบมาพร้อมกันเป็นแบบรองเท้าบัลเลย์ เบาสบาย ใส่ได้กับทุกชุด จึงสวมใส่ไปไหนมาไหนตลอด

คู่แพงสุดราคา 3 หมื่นกว่าบาท ซื้อที่นิวยอร์ก ตอนนั้นรู้สึกผิดนิดๆ เพราะค่อนข้างแพง แต่ชอบเลยตัดใจซื้อ จริงๆ รองเท้าของผู้หญิงก็เหมือนรถที่ผู้ชายชอบกัน พิจารณาจากแบบและประโยชน์ใช้สอย สำหรับแตงทุกคู่ที่ซื้อมาแล้วได้ใส่หมด จะเปลี่ยนก็จนกว่าได้คู่ใหม่มา

แน่นอนว่าซื้อหามาแล้ว ก็ต้องดูแลรักษาดีๆ ซึ่งถ้าไม่สกปรกมากแค่เช็ดให้เรียบร้อยแล้วเก็บใส่ตู้ รองเท้าจำพวกหนังแก้วดูแลไม่ยาก แต่ถ้าทำจากผ้าซาตินก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ และเพื่อให้จดจำง่ายหยิบมาสวมใส่สะดวก เธอจะถ่ายรูปแปะหน้ากล่องทุกคู่ อ่ะแฮ่ม!..เพื่อนฝูงมาเยี่ยมบ้านอย่าแอบหยิบไปใส่โดยไม่บอกล่ะ เจ้าของจำได้ทุกคู่ งานนี้มีเคืองนะจ๊ะ

และถึงจะมีคู่โปรดอยู่มากโข แต่เธอก็สามารถหยิบสวมใส่ได้ทุกโอกาส เลือกให้เข้ากับชุด ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจเวลาก้าวออกจากบ้าน ยิ่งตอนนี้ทำร้านสปาด้วย เจ้าตัวไม่ลืมที่จะนำความรู้เรื่องการเลือกซื้อรองเท้ามาแนะนำลูกค้าสาวๆ ที่มาทำสปา โดยบอกว่าบางคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพเท้า เห็นแค่ว่ารองเท้าสวยก็หยิบมาสวม โดยเฉพาะส้นสูงมากๆ หารู้ไม่ว่านั่นเสี่ยงต่อการเป็นขาแตกลายงา หรือเส้นเลือดขอด จึงต้องเลือกให้เหมาะกับเท้าด้วย

เสื้อผ้าบอกบุคลิก รองเท้าก็เป็นแบบนั้น ถ้าชอบใส่ผ้าใบจะเป็นคนรักอิสระ สบายๆ ชอบเดินทาง ใครชอบคัทชูแสดงว่าเป็นคนมีระเบียบ มั่นใจ คนชอบรองเท้าจึงป็นคนที่รู้จักเลือก บางคนคิดว่ามันอยู่ส่วนล่างก็ไม่ค่อยใส่ใจ เวลาเท้าสบาย วันนั้นก็จะสบายตัว จิตใจก็สบายไปด้วย สาวกรองเท้าย้ำ

อย่างนี้นี่เอง เวลามีใครถามเรื่องรองเท้า เธอมักอธิบายว่าเป็นความชอบที่มากับประโยชน์ใช้สอยมากกว่าจะซื้อเก็บเพราะเห็นว่าโก้หรู แต่พอจำนวนมากขึ้นเลยดูเหมือนเป็นการสะสม เธอภูมิใจเวลาที่ใครชมว่ารองเท้าสวย อย่างน้อยแค่เปิดตู้รองเท้ามาพบของรักของหวงก็มีความสุขแล้ว

ที่บ้านเคยถามว่าจะซื้อทำไมมากมาย พอบ่อยเข้าชักเริ่มปลง ปล่อยให้คิดเอง เราก็ไม่ใช่เด็ก แต่พักหลังเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ก็เพลาๆ บ้าง จากเคยซื้อครั้งละ 10 คู่ ก็เหลือ 1 หรือ 2 คู่ ซื้อเพราะใช้ประโยชน์จริงๆ ที่สำคัญสามารถเก็บไว้ให้ลูกให้หลานได้ หรือเมื่อนำมาสวมอีกครั้งก็ทำให้ระลึกถึงสิ่งดีๆ ในช่วงนั้นได้ ใครที่รักรองเท้า ไม่ต้องแพงมาก ขอแค่ถูกใจ และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ก็พอแล้ว ทายาทสาวหนึ่งเดียวของเศรษฐีหุ้นเมืองไทย ทิ้งท้าย

เรื่อง.. ชาญยุทธ ปะวะขัง

ภาพ... อนันต์ จันทรสูตร

ตะลุยข่าว - 388 ศพสึนามิ...ยังไม่ได้กลับบ้าน

แม้พิบัติภัยสึนามิจะผ่านพ้นไปแล้ว 4 ปี ทว่าภาพความเสียหาย การล้มตาย และสูญหายไปของคนอันเป็นที่รัก ยังคงติดตรึงอยู่ในใจเหมือนภาพฝันร้ายในคืนที่แสนยุ่งเหยิง หลายครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับมหันตภัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง ครอบครัว และธุรกิจ เสียงหวีดร้องโหยหวนและร่ำไห้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ยังคงก้องอยู่ในมโนสำนึก

เรื่องล่าสุดของหมวด บันเทิง

ดูหมวด บันเทิง ทั้งหมด