ผวา!แฟชั่นม็อบแรงงานถ่วงเชื่อมั่นไทย ส.อ.ท.หวั่นต่างชาติถอนลงทุน-แนะจับเข่าคุยยุติปัญหา

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้รับรายงานจากสมาชิกว่าเกิดเหตุประท้วงของแรงงานเพื่อเรียกร้องโบนัสด้วยการปิดล้อมโรงงานในหลายพื้นที่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในเรื่องดังกล่าวคงต้องระมัดระวัง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่อาจหวั่นกลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะสร้างปัญหาให้กับธุรกิจของเขาในอนาคต เคยหารือกับเรื่องนี้ไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงแรงงานแล้วเพื่อให้มาช่วยประสานในการเจรจากับแรงงาน

ทั้งนี้ การประท้วงของแรงงานหากเกิดขึ้นจนเป็นแฟชั่น อาจทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยลดลงได้ หากต่างชาติถอนการลงทุนออกไปจะส่งผลกระทบกับประเทศ และทำให้แรงงานไม่มีงานทำในอนาคต ดังนั้น หากมีปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างโรงงานกับสหภาพแรงงาน ควรใช้เวทีคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อเจรจากันจะเป็นทางออกที่เหมาะสมมากกว่า และขอให้การเรียกร้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ในขณะที่ภาครัฐก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สำหรับภาวะเศรษฐกิจปี52 คงมีแนวโน้มที่ไม่ดีนัก โดยสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นตลาดหลักของไทยมีภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ในขณะที่จีนประเทศผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลกก็ประสบปัญหาและขณะนี้ได้ลดค่าเงินหยวนลงแล้ว ดังนั้น ส.อ.ท.จึงเห็นว่ากลยุทธ์ค่าเงินอ่อน จะเป็นอาวุธสำคัญในการทำการค้าระหว่างประเทศ เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจะแข่งขันการลดราคา และมีบางประเทศใช้นโยบายค่าเงินอ่อนค่าเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแข่งขันด้วย ดังนั้น จึงขอฝากให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าเงินบาทด้วย เพราะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 1-2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยเฉพาะผลกระทบกับเกษตรกรไทยที่จะได้เงินจากการส่งออกลดลง

ส่วนสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือเร่งจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะมีจำนวนมากและเป็นผู้จ้างงานจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้งบประมาณกลางปีที่เพิ่มขึ้นมา 200,000-300,000 ล้านบาท ควรเร่งใช้จ่ายโดยเร็ว ซึ่งรวมถึงการเร่งใช้จ่ายงบค้างท่อด้วย

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานส.อ.ท.สายงานแรงงาน กล่าวว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน เปลี่ยนนโยบายจากเดิมที่จะเปิดรับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีกจำนวน 7 แสนคน มาเป็นไม่เปิดรับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่ เพื่อป้องกันการเข้าแย่งการมีงานทำในประเทศนั้น เรื่องดังกล่าวนับเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เพราะตลาดแรงงานของไทยขณะนี้มีทั้งผู้ที่กำลังจะตกงาน ผู้ที่ว่างงานอยู่แล้ว ประกอบกับกำลังจะมีผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่เข้ามาสู่ตลาดแรงงานด้วย ดังนั้น การตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงแรงงาน นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว และกระทรวงแรงงานควรติดตามสถานการณ์ตลาดแรงงานในประเทศประมาณ 6 เดือนนับจากนี้ไป โดยพิจารณาสภาพตลาดแรงงานที่ชัดเจนก่อนที่จะพิจารณาว่าจะเปิดรับให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่