''กรุงไทย''สนองรัฐอุ้มเอสเอ็มอี เปิดทางลูกค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุน/ ''อภิศักดิ์''ปี52ต้องคุมความเสี่ยง

''กรุงไทย''สนองนโยบายรัฐบาล ''อภิศักดิ์'' สั่งศึกษาแนวทางช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายและสะดวกขึ้น แต่ต้องอยู่ในภาวะที่แบงก์ต้องคุมความเสี่ยงตัวเองได้ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเงินฝากและสินเชื่อปี 52 ขยายตัว 50,000-60,000 ล้านบาทเท่ากัน ชี้แนวโน้มหนี้เสียระบบแบงก์ปีหน้ามีโอกาสเพิ่มขึ้น

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานกลุ่มเอสเอ็มอีศึกษาถึงแนวทางที่จะสามารถตอบสนองนโยบายของภาครัฐ ในการทำให้ประชาชนโดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกันอยู่ในวิสัยที่ธนาคารกรุงไทยก็ต้องคุมความเสี่ยงของตัวเองได้ เพราะธนาคารกรุงไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่อาศัยงบประมาณของรัฐบาลได้

ยกตัวอย่าง ถ้าเอสเอ็มอีไม่มีหลักประกันอาจไม่ได้รับวงเงิน ก็ต้องดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าลูกค้ามีออร์เดอร์ ธนาคารจะให้ลูกค้ามอบสิทธิ์รับเงินออร์เดอร์จากของที่ส่งให้กับธนาคาร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีแนวทางออกมาเป็นที่ชัดเจน เป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น ลักษณะคล้ายๆแฟกตอริง ซึ่งถ้าเราทำลูกค้าก็จะสะดวกขึ้น โดยเน้นดูว่าลูกค้าอยากได้และต้องการอะไร หรือกรณีของลูกค้าอาจจะไม่มีหลักประกัน แต่ดูที่กระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะให้ความช่วยเหลือนั้นจะไม่ใช้แนวทางให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ

นายอภิศักดิ์ ยังได้กล่าวว่า ในปี 2552 ต้องยอมรับว่าเอสเอ็มอีเป็นเซ็กเตอร์ที่จะลำบากก่อนหากเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นการที่พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอียังมีไม่มากทำให้ไม่มีผลกระทบมาก แต่การขยายสินเชื่อให้เอสเอ็มอีก็ต้องดูอย่างรอบคอบว่าจะสามารถคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารได้

ที่ผ่านมา ธนาคารให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าของธนาคาร เช่น แก้ปัญหาด้วยการเติมเงินให้ลูกค้า แต่ส่วนที่จะทำใหม่คือ ลูกค้ารายอื่นที่ลำบากและต้องการให้ธนาคารช่วยเหลือ ก็อาจจะต้องหาวิธีเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็ต้องยอมรับว่าแบงก์ไหนที่จับเอสเอ็มอีก็อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าลูกค้ารายใหญ่ (คอร์ปอเรต)

ตอนนี้กำลังคิดกันอยู่ว่าลูกค้าเขาอยากได้อะไร ติดขัดอะไร โดยอาจจะกำหนดโปรดักต์ออกมาให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะที่มีความจำเป็นเพื่อให้ลูกค้าสะดวกขึ้น เช่น ลูกค้าเอสเอ็มอีไม่ค่อยมีหลักประกันจะทำอย่างไรให้มีกระแสเงินสดมาชำระหนี้ได้ นายอภิศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ อภิศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง แนวโน้มการขยายสินเชื่อในปี 2552 ว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อไว้ที่ 5-5% หรือคิดเป็นวงเงินจำนวน 50,000 -60,000 ล้านบาท จากปี 2551 ที่มียอดปล่อยสินเชื่อสุทธิ 80,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 8-9% จากยอดอนุมัติใหม่ทั้งปีรวมเกือบ 400,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายระดมเงินฝากในปี 2552 จะอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท หรือขยายตัวที่ระดับ 5-6% ใกล้เคียงกับการขยายตัวของสินเชื่อ

ส่วนแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ปีหน้า เชื่อว่าจะขยับขึ้น แต่ในวิสัยที่จะควบคุมได้ โดย ณ สิ้นปี 2551 ธนาคารกรุงไทยมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 6% ส่วนปีหน้าอาจจะปรับขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งคาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาดูแลและเรียกความเชื่อมั่นได้ทันกาลก่อนที่เอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น

ทางด้านแผนการเพิ่มสาขาของธนาคารในปีนี้ จากปัจจุบันที่มีสาขา 800 กว่าสาขาทั่วประเทศ จะเพิ่มอีก 50-60 สาขา รวมเป็นประมาณ 900 สาขา แต่จะเป็นการเลือกเปิดสาขาในพื้นที่ที่มีลูกค้าใช้บริการมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง แหล่งเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจว่า ได้สั่งการให้ธนาคารของรัฐทุกแห่งเตรียมปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการให้มากขึ้น ในระหว่างที่รองบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 2552 จำนวน 100,000 ล้านบาท ที่จะออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากคาดว่างบประมาณกลางปี 2552 จะอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ประมาณเดือนเมษายน 2552 โดยที่รมว.คลังให้ความเห็นว่า แบงก์รัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด