เทรนด์ใหม่ ''เข้าตา'' ธุรกิจฟาสต์ฟูด 2552

เศรษฐกิจหดตัว อัตราเลิกจ้างพุ่งทะยาน พนักงานบริษัทเงินเดือนลด ราคาบ้านยังไม่กระเตื้อง ภาพเหล่านี้คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และจะยังคงเป็นต่อไปในศักราชใหม่ 2552 ธุรกิจหลากแขนงต้องฟันฝ่าความยากลำบากนานัปการอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก เพราะหลายสำนักวิจัยคาดว่า ครึ่งปีหลังสถานการณ์อาจจะคลี่คลายตัว แต่ก็ยังเอาแน่ไม่ได้เพราะบ้างก็มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะยังคงอับเฉาไปตลอดถึงสิ้นปีฉลู การสำรวจความเห็นของผู้อ่านทางออนไลน์ของนิตยสารเชนลีดเดอร์ ช่วยตอกย้ำคำพยากรณ์ดังกล่าว โดย 77% ของผู้ร่วมแสดงความเห็น เชื่อว่าคงต้องรอสิ้นปี 2552 จึงจะได้เห็นเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับธุรกิจเชนร้านฟาสต์ฟูดซึ่งเป็นธุรกิจใหญ่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2551 ไม่น้อยไปกว่าธุรกิจแขนงอื่นๆ มีข้อมูลจากสมาคมธุรกิจร้านอาหารแห่งชาติ หรือเอ็นอาร์เอ ระบุว่า วิกฤติเศรษฐกิจขาลงของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารประสบความยากลำบากอย่างมาก และเป็นไปได้ว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นจะรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงครั้งก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980

อย่างไรก็ตาม มีรายงานตัวเลขช่วงท้ายปี 2551 ออกมาแล้วว่า บุคลากรในอุตสาหกรรมร้านอาหารของสหรัฐฯ ได้ถูกเลิกจ้างไปแล้วประมาณ 36,000 คน ซึ่งเป็นการลดคนงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2551 นับเป็นการปลดคนงานชุดใหญ่ครั้งแรกในรอบ 40 ปีของอุตสาหกรรมร้านอาหารของสหรัฐฯ ไม่เพียงเท่านั้น จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการยังพบว่า กว่า 40% มีความวิตกกังวลในเรื่องภาวะเศรษฐกิจมากที่สุดในเวลานี้

นายฮัดสัน รีห์ล รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายวิจัยและบริการข้อมูลของเอ็นเออาร์ เปิดเผยถึงผลวิจัยในอีกแง่หนึ่งว่า ผู้บริโภควัยผู้ใหญ่ 1 คนในทุกๆ 3 คนยอมรับว่า คงไม่เข้าใช้บริการร้านอาหารหรือแม้กระทั่งบริการซื้อกลับไปกินที่บ้านได้บ่อยอย่างที่ใจต้องการในสถานการณ์เช่นนี้ ขณะเดียวกัน ในฟากผู้ประกอบการ บางส่วนนอกจากลดจำนวนพนักงานแล้ว ยังลดเวลาการทำงานของพนักงานที่ยังเหลืออยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าโอกาส (ทำเงิน) ยังคงมีอยู่ท่ามกลางวิกฤติ นาย เดนนิส ลอมบาร์ดี รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดับเบิ้ลยูดี พาร์ทเนอร์ส ที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหารในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เปิดเผยว่า แนวโน้มอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจคือบทบาทของผู้บริโภคกลุ่มที่เรียกว่า เดอะ มิลเลนเนียล (The Millennials) ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2523-2543 จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลจำนวน 7,000 คน พบว่า พวกเขาเข้าร้านอาหารทุกรูปแบบบ่อยกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2489-2507) ถึง 40% ดังนั้นผู้ประกอบการที่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของลูกค้ากลุ่มนี้ (มิลเลนเนียล) คงจะต้องเสียโอกาสทองในปีหน้า

ลอมบาร์ดียังกล่าวด้วยว่า ลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งอยู่ในวัยตั้งแต่ 9 - 29 ปี ยังมีแนวโน้มที่จะเข้าไปดูเว็บไซต์ของร้านอาหารมากกว่ากลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ (วัยตั้งแต่ 45- 63 ปี) ถึง 3 เท่า ทั้งยังชอบเข้าไปให้ความเห็นทางออนไลน์ตามเว็บไซต์อย่าง www.yelp.com ด้วย สิ่งที่พวกเขามองหาในร้านอาหารที่เข้าไปใช้บริการยังได้แก่ บริการเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ตไร้สายด้วยความเร็วสูง (WiFi) ร้านที่มีไวน์และเบียร์ให้เลือกหลากหลาย มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และสามารถเข้าใช้บริการจนดึกดื่น ผลสำรวจยังระบุว่า ร้านอาหารฟาสต์ฟูดที่พวกมิลเลนเนียลเทใจให้ได้แก่ ร้านซับเวย์ แอปเปิ้ลส์บี และชิโพทเล

อีกเทรนด์ที่คาดว่าจะมาแรงคือ ร้านเบอร์เกอร์ที่เน้นคุณภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การคัดสรรคุณภาพของเนื้อที่นำมาใช้ทำเบอร์เกอร์ และการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกสรรไส้เบอร์เกอร์ได้ตามใจชอบ ยกตัวอย่างร้านเบอร์เกอร์ เดอะ เคาน์เตอร์ (The Counter) ในลอสแองเจลีส ที่โฆษณาว่าสามารถผลิตเบอร์เกอร์ให้ลูกค้าตามสั่งได้อย่างแตกต่างกันถึง 312,120 แบบ

นอกจากนี้ลูกค้าในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมของทางร้านมากขึ้นด้วย

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด