บริษัทเจ๊งระนาว-จ่อตกงานอีก2แสนคน จี้รัฐอัดฉีดเงินพยุงโรงงาน-ผวา!กลางปีเจอเงินฝืด

นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี51 จนถึงเมื่อวันที่ 5 ม.ค.52 มีสถานประกอบการได้ปิดกิจการแล้ว 698 แห่ง รวมลูกจ้างตกงาน 55,419 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 87 แห่ง และมีสถานประกอบการมีแนวโน้มจะปิดกิจการเพิ่มอีก 357 แห่ง รวมลูกจ้างเสี่ยงตกงานเพิ่ม 204,244 คน ส่วนประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, สิ่งทอ, เครื่องเรือน และท่องเที่ยว โดยพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเลิกจ้างมากที่สุดคือ จ.ชลบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา

นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงการเตรียมขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อนำมาแก้ปัญหาการว่างงานทั้งระบบว่า ล่าสุดแต่ละหน่วยงานได้เสนอโครงการที่ครอบคลุมปัญหาการว่างงานทั้งระบบ ทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งตนเห็นว่ามากเกินไป จึงให้แต่ละหน่วยงานนำกลับไปพิจารณาให้เหลือเฉพาะเรื่องที่เร่งด่วน โดยให้อยู่ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และให้จัดทำให้เสร็จเรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า เพื่อนำเสนอครม.พิจารณาอีกครั้ง

ส่วนการเตรียมนำเงินกองทุนประกันสังคมจำนวน 10,000 ล้านบาท ไปฝากธนาคารให้นายจ้างและลูกจ้างกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างนั้น ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคารที่จะเข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นเงินดังกล่าวจะแบ่งให้ผู้ประกอบการกู้ 6,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% และมีเงื่อนไขต้องไม่เลิกจ้างคนงาน ส่วนที่เหลืออีก 4,000 ล้านบาท จะให้ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนกู้ไปประกอบอาชีพส่วนตัว ดอกเบี้ย 6%

ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรัดให้งบประมาณค้างท่อ และเร่งรัดงบประมาณกลางปีที่รวมกันแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท ให้ออกมาภายใน 3 เดือนแรกของปีนี้ หากช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมประคองตัวได้ในช่วง 3 เดือนนี้ คงจะไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ไปมากกว่านี้

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.5-2.5% เป็นตัวเลขที่น่าหนักใจ เพราะหากอัตราการขยายตัวลงมาใกล้ 0% เท่ากับเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยประเมินว่าหากไตรมาสแรกจีดีพีโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 6.3 แสนคน ไตรมาส 2 หากจีดีพีขยายตัว 0% การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือ 9 แสนคน ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยเสนอแนะให้นำงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ของคณะกรรมการแก้ปัญหาการว่างงานมาลงทุนจ้างงานในภาคชนบท และจับคู่แรงงานป้อนให้อุตสาหกรรมที่ยังต้องการแรงงานอย่างรวดเร็วที่สุด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ขยายตัวเป็นบวกได้ ปัญหาการว่างงานยังเพิ่มขึ้น ช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ของปีนี้หรือในช่วงกลางปีไทยจะต้องเจอกับปัญหาภาวะเงินฝืดแน่นอน

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด