นายกฯห่วงของแพงสั่งสภาพัฒน์ดูราคาสินค้า

นายกฯห่วงของแพงสั่งสภาพัฒน์ดูราคาสินค้า
INN News

สนับสนุนเนื้อหา


การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามปัญหาสินค้าราคาแพงที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เริ่มขึ้นแล้ว โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่า หลังจากที่ลงไปสำรวจตลาดสดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่า ราคาส่วนใหญ่ลดลง เช่น เนื้อหมูและผัก ขณะที่ ราคาไข่ ยังมีราคาที่สูงในขณะนี้ แต่ทั้งนี้ภาพรวมถือว่า ราคาสินค้ามีแนวโน้มที่จะลดลง ทั้งนี้ ระหว่างการประชุมนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีลักษณะท่าทางที่เคร่งขรึม และสอบถามปัญหาอย่างจริงจัง นายกฯห่วงของแพงสั่งสภาพัฒน์ดูราคาสินค้าล่าสุด นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อหารือในประเด็นภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาราคาสินค้าและพลังงาน โดยมีรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยหลังจากที่ นายกรัฐมนตรี รับฟังการรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงภาวะเงินเฟ้อ ได้สั่งการให้สภาพัฒน์ กลับไปวิเคราะห์ราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาเนื้อหมูที่ราคาเนื้อหมูสด ต่างจากราคาปรุงสำเร็จไม่มาก แต่ราคาหน้าฟาร์มยังถูก และยังพบว่าไข่ไก่มีราคาแพง แต่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดจากที่มีการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม พบว่ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่การปรับขึ้นราคาสินค้าภาคครัวเรือน อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปสำรวจและหาแนวทางในการแก้ไข พร้อมกับรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ครม.เศรษฐกิจพอใจราคาสินค้าปรับตัวลดลง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันนี้ว่า เป็นการประชุมหารือข้อกังวลภาวะสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งได้ให้หน่วยงานต่าง ๆ นำข้อมูลจากส่วนราชการสำคัญ อาทิ สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์  ซึ่งพบว่ามีข้อมูลที่สอดคล้องกัน พบว่า ราคาสินค้าในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนมีนาคม ปรับตัวลดลงอย่างน่าพอใจ เนื่องจาก การขนส่งและการผลิตได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว  โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดว่า ภาวะเงินเฟ้อ จะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นปัญหา แต่ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ที่มีการปรับในสัดส่วนที่สูงจากฐานเดิม ซึ่งหากปรับค่าแรงเพิ่มแล้ว แต่ไม่มีผลผลิตที่ดีขึ้น ก็จะเป็นการกดดันในต้นทุนของผู้ผลิต และหากปรับค่าแรงในครั้งนี้ นำไปสู่การผลิตที่ดีขึ้น ก็จะไม่นำไปสู่ปัญหาความกดดันของต้นทุนการผลิตทั้งนี้ จากข้อมูลโดยรวมของหน่วยงานสำคัญ ก็พ้องกันว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงของราคาในขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ แต่สิ่งที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษในขณะนี้คือราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงทั้งนี้ นายกิตติรัตน์ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ ว่า ในที่ประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ติดตามสถานการณ์ต่างๆ เป็นสินค้ารายตัว รวมทั้งให้ขั้นตอนห่วงโซ่ตั้งแต่เริ่มการผลิต ไปยังปลายทางผู้บริโภค ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใด ที่ไม่เป็นปกติบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่สมเหตุผล โดยในการหารือ ยังได้กล่าวถึงการใช้พลังงานซึ่งได้สั่งให้ทุกหน่วยงานทบทวนการใช้พลังงาน พร้อมมีเป้าหมายให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 รวมทั้งรณรงค์ให้ภาคเอกชน ร่วมกันประหยัดพลังงาน เพื่อการบริหารต้นทุนในการผลิตให้ลดลง และเพื่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคนายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะขึ้นไปแตะ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอาจส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศบ้าง พณ.เข้มสอบราคามะนาวหลังพบการเก็งกำไร นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ว่า ขณะนี้ การจำหน่ายปลีกมะนาวมีราคาสูงมาก ถึงราคาลูกละ 7 - 8 บาท ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในช่วงหน้าแล้งระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน ปกติจะเป็นช่วงที่มะนาวให้ผลผลิตน้อย ราคาจึงสูงเป็นเรื่องธรรมดา แต่จากการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้มีผู้รวบรวมและผู้ค้าคนกลางบางรายเข้ามากว้านซื้อมะนาวเพื่อเก็งกำไร เนื่องจากทราบธรรมชาติของตลาดอยู่แล้ว ทำให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เรื่องนี้ กรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดให้มีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยจะนำมะนาวจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายโดยตรงให้กับผู้บริโภค และอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบพฤติกรรมผู้รวบรวมและผู้ค้าคนกลางที่มีการกักตุน และสร้างสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวจริง กรมฯ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอย่างไรก็ตาม กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัด ทั่วประเทศ บุญทรงยันน้ำมันปาล์มไม่ขึ้นราคาไม่ขาด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันนี้ว่า จากการที่ กระทรวง ได้ติดตามตรวจสอบและส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบตลาดสด เพื่อติดตามดูว่า ราคาในส่วนของอาหารสด มีความผิดปกติอย่างไรบ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบแล้ว พบว่า  ราคาสินค้าอาหารสด หลายรายการมีราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ไก่สด ทั้งนี้ เห็นได้ว่าสินค้าที่เป็นอาหารสด หลายรายการมีราคาลดลง และยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นในช่วงนี้   ส่วนผลกระทบถึงต้นทุนการผลิต เพียงร้อยละ 0.44 เท่านั้น พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวถึง ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด 42 บาท โดยยืนยันว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา และจะไม่ขาดแคลน อย่างแน่นอน ขสมก. ยัน ไม่ขึ้นค่าโดยสาร หวั่น กระทบปชช. นายโอภาส เพชรมุนี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจจะปรับขึ้นสูงเกินกว่า 32 บาทต่อลิตร แต่ ขสมก. จะไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน เนื่องจาก ประชาชนต้องประสบภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมากอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม ในปลายเดือน มี.ค.นี้ ขสมก. จะทำโครงสร้างต้นทุนค่าโดยสารเสนอให้ คณะกรรมการบริหาร ขสมก. ทราบถึงสถานการณ์ต้นทุนการวิ่งรถโดยสารให้บริการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อรายงานต่อไปยัง กระทรวงคมนาคม ทราบต่อไปขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ กรมการขนส่งทางบก ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง นำเรื่องการพิจารณาค่าโดยสารของรถโดยสารสาธารณะเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาในวันที่  21 มี.ค.นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการรถโดยสารและประชาชน โดยให้พิจารณาองค์ประกอบต้นทุนการให้บริการในภาพรวมทั้งหมด  ทั้งต้นทุนราคาน้ำมัน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นด้วย 

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!