คลังถังแตก! เก็บรายได้ไม่ตามเป้า ตัวแดง 4.8 แสนล.

คลังถังแตก! เก็บรายได้ไม่ตามเป้า ตัวแดง 4.8 แสนล.
คลังถังแตก รัฐมนตรีคลังรับสรรพากรรายได้วืดเป้า 1.2-1.3 แสนล้าน รวมกับงบขาดดุลก่อนหน้า เท่ากับบัญชีตัวแดง 4.8 แสนล้าน สาเหตุใหญ่จากธุรกิจส่งออกชะลอ ทำภาษีรายได้วูบ "กรณ์" เล็งกู้ใน-ตปท.โปะ ผู้บริหาร"ทีดีอาร์ไอ"ยกทีมพบนายกฯ แนะปฏิรูปภาษีใหม่ ขยายฐานรายได้รับมืองบขาดดุลต่อเนื่อง 3 ปี ธ.ก.ส.จับมือ สปส.-สกอ. อัดฉีด 1 หมื่นล้าน ให้คนตกงาน-บัณฑิตใหม่ กู้เงินกลับบ้านสร้างอาชีพ คลังถังแตก-รายได้วืดเป้าแสนล. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า กรมสรรพากร ซึ่งเป็นกรมจัดเก็บรายได้หลักของกระทรวงการคลัง มีโอกาสจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2552 ต่ำกว่าเป้าร้อยละ 10 หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 1.2-1.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากรวมกับการขาดดุลงบประมาณที่ตั้งไว้เดิม 2.5 แสนล้านบาท และงบกลางปีที่จะขอเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท ก็มีโอกาสที่ปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลจะขาดดุลรวม 4.7-4.8 แสนล้านบาท ขณะที่ผู้บริหารมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐบาล โดยข้อเสนอหนึ่ง คือให้รัฐปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ เพื่อขยายฐานภาษีและการจัดเก็บรายได้ เนื่องจากใน 1-3 ปีข้างหน้า รัฐยังต้องดำเนินนโยบายขาดดุลต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการหารือกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และกรมจัดเก็บรายได้ ยอมรับว่าปัญหาการจัดเก็บรายได้เป็นเรื่องที่ท้าทายของรัฐบาล เนื่องจากกรมสรรพากรรายงานมาแล้วว่า มีความเป็นไปได้ว่าที่จะจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2552 ลดลงจากประมาณการเดิม ประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 1,318,500 ล้านบาท แต่ยืนยันว่ายังไม่มีการปรับลดประมาณการรายได้ของรัฐบาลลง และจะไม่เป็นอุปสรรคกับการทำงานของรัฐบาลแน่นอน เนื่องจากยังมีเครื่องมืออื่นๆ มากเพียงพอในการดูแลเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เช่น การกู้เงินทั้งในและต่างประเทศมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจะไม่ให้เป็นการผลักภาระหรือสร้างปัญหาให้กับประชาชน ไม่ให้กระทบต่อการรักษาวินัยทางการคลัง ฐานะคลังตัวแดงรวม4.8แสนล. "เท่าที่ดูโดยรวม รายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2552 จะต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในเอกสารประมาณ 10% ทำให้เกิดเข้อจำกัดในการจัดทำงบประมาณปี 2553 แน่นอน เพราะต้องตั้งเป็นงบประมาณขาดดุล ที่ต้องคำนึงถึงวงเงินงบและหนี้สาธารณะ ที่จะต้องกำหนดอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ผมย้ำกับกรมสรรพากรไปแล้วว่าขอให้จัดเก็บไปตามปกติ ไม่ควรรีดภาษี หรือไล่เก็บภาษีโดยไม่ยุติธรรม" นายกรณ์กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพิจารณาตัวเลขการขาดดุลงบประมาณปี 2552 ในเบื้องต้น ที่ตั้งไว้ 2.5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับ งบประมาณกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท การจัดเก็บรายได้ของรัฐในส่วนกรมสรรพากรที่ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 1 แสนล้านบาท และการจัดเก็บโดยรวมจากรัฐวิสาหกิจ และอื่นๆ ที่จะต่ำกว่าเป้าหมาย 10% เท่ากับว่าในปี 2552 รัฐบาลจะขาดดุลการคลัง 4.7-4.8 แสนล้านบาท ใช่หรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า น่าจะเป็นไปได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ และได้ชี้แจงไปแล้วในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าเป็นเรื่องเทคนิคทางบัญชี "สาเหตุที่เป็นไปได้ เพราะประมาณการณ์รายได้ปี 2552 ที่รัฐสภาอนุมัติไปอยู่ที่ 1.55 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้จะต่ำกว่าเป้า 10% คือ อยู่ที่ 1.44 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดส่วนต่าง 1 แสนล้านบาท เป็นภาระของรัฐบาล ที่ทำให้การจัดทำงบปี 2553 มีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้น" นายกรณ์ กล่าว ผลจากภาษีน้ำมัน-ส่งออกชะลอ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม ธันวาคม 2551) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 272,837 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบ 52,334 ล้านบาท หรือ 16.1% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 16.1% นายสาธิต รังคสิริ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร กล่าวถึงสาเหตุกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 1.2-1.3 แสนล้านบาท ว่า กรมได้รับสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวและรายได้ที่อาจจะไม่ตรงกับประมาณการ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2551 เนื่องจากจากการนำเข้าน้ำมันลดลง ทำให้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ลดลง รวมถึง การส่งออกที่ชะลอตัว ทำให้การนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบลดลงตามไปด้วย "ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัว คือรายได้จากภาษีอากรแสตมป์ ภาษีเงินได้จากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอลง จนหลายรายต้องลดระยะเวลาการทำงานของพนักงาน และยังมีอุตสาหกรรมสิ่งทอง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อิเลกทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ที่ล้วนชะลอตัวลง แต่เรายืนยันว่า การจัดเก็บภาษีของกรมไม่ได้ยึดตามเป้าที่วางไว้ แต่จะดูจากสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะหากเศรษฐกิจถดถอยแล้วยังเก็บภาษีหนัก จะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ" นายสาธิตกล่าว ทีดีอาร์ไอแนะนายกฯปฏิรูปภาษี วันเดียกวัน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอ เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐบาล โดยมี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายสาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกฯ เข้าร่วมรับฟังด้วย รายงานข่าวแจ้งว่า นโยบายที่ทีดีอาร์ไอ ยื่นข้อเสนอต่อนายกฯ ประกอบด้วย นโยบายเฉพาะหน้า และนโยบายระยะกลางด้านรายได้ โดยนายกฯได้รับว่าจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือกับทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ข้อเสนอด้านนโยบายเฉพาะหน้า คือการให้รัฐมนตรีที่มีความรู้การบริหารการเงินภาครัฐติดตามการใช้จ่ายเงินงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทำรายงานการเงินและการใช้จ่ายให้รัฐบาลทุกไตรมาส ส่วนนโยบายระยะกลาง ทีดีอาร์ไอ เห็นว่า รัฐบาลอาจต้องดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลในอีก 1-3 ปีข้างหน้า รวมทั้งจะมีการใช้นโยบายประชานิยม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะจนถึงระดับอันตราย ควรปฏิรูประบบภาษีโดยเร่งด่วนเพื่อขยายฐานภาษีและรายรับ โดยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษี เพื่อศึกษาโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และเพิ่มรายได้ด้วยการปรับปรุงระบบภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีสุราทุกชนิดเพื่อลดการบริโภคแอลกอฮอล์ ติงรัฐอย่าจุ้นแบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอมาตรการแทรกแซงสินค้าเกษตร โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการประกันราคาสูงกว่าราคาตลาด เป็น "ราคาที่ไม่ขาดทุน" และนำระบบประกันภัยราข้าวแบบ put option ในตลาดล่วงหน้ามาใช้แทนการจำนำข้าวในปัจจุบัน โดยระยะสั้น ยังต้องคงนโยบายจำนำข้าวเปลือกไว้ แต่ให้กำหนดราคาจำนำเพียงร้อยละ 90-95 รวมทั้ง รัฐบาลควรปลดหนี้สินให้เกษตรกรในโครงการพิเศษของรัฐบาลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นแสนล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลไม่ควรมีนโยบายผลักดันหรือแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงินโดยให้ปล่อยกู้เพิ่มแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การทำธุรกิจมีความเสี่ยง แต่ควรใช้เครื่องมือการร่วมประกันความเสี่ยงบางส่วนผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ด้านนายสาวิตต์กล่าวภายหลังการหารือว่า เรื่องที่มีการหารือกันมากที่สุด คือ สินค้าข้าว ซึ่งทีดีอาร์ไอ ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพราคาไม่ให้มีปัญหาตกต่ำ และการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ต้องมีกระบวนการดูแลที่ดี ไม่ให้มีผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาด นายสาวิตต์กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้เสนอแนวคิดต่อนายกฯ ให้จัดตั้งที่ปรึกษาขึ้นมาพิจารณาต้นทุนการผลิตก๊าซแอลพีจี และเอ็นจีวี ที่แท้จริง เพื่อใช้พิจารณากำหนดราคาก๊าซทั้งสองชนิดต่อไป น่าจะดีกว่าการให้เรื่องนี้ผูกขาดอยู่กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เพียงรายเดียว ตั้งกก.เฉพาะแก้คนตกงาน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า แผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่มตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจอนุมัติ น่าจะมีความชัดเจนภายในวันที่ 12 มกราคมนี้ ก่อนจะนำเสนอที่ประชุมครม.วันที่ 13 มกราคมต่อไป โดยกลุ่มแรงงาน เนื่องจากเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน ไม่ใช่กระทรวงแรงงานที่เดียว จึงจะตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาพิจารณาการดำเนินนโยบายโดยเฉพาะ โดยในส่วนของการฝึกอบรมคนตกงานและจัดอาชีพใหม่ ที่ตั้งเป้า 5 แสนคนนั้น คาดว่าจะใช้งบ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท เพื่อทำการอบรมคนตกงาน โดยเฉพาะคนตกงานที่จะกลับภูมิลำเนาไปประกอบอาชีพจะได้รับการพิจารณาก่อน เอกชนไม่ประทับใจแผนศก. แหล่งข่าวในวงการส่งออก กล่าวว่า หากมาตรการย่อยที่จะสนับสนุนมาตรการหลักของรัฐบาลไม่สามารถออกมาได้ภายใน 15-30 วัน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมพร้อมในการแก้ไขระบบเศรษฐกิจของไทย เพราะที่ผ่านมา แต่ละกระทรวงก็อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและข้อเสนอ ที่น่ากังวลคืออาจต้องมีการถกเถียงกันอีกระยะหนึ่งจนกว่าแผนงานจะได้รับอนุมัติ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเป็นภาพกว้าง ไม่ได้มีการเจาะลึก โดยภาคอุตสาหกรรมคงจะต้องมีการหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์จะดีกว่า ส่วนมาตรการที่ออกมาจะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ อยู่ที่ภาคปฏิบัติมากกว่า เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนกว่าจะเห็นผล ธกส.ให้กู้1หมื่นล.แรงงานคืนถิ่น วันเดียวกัน มีการลงนามโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น ระหว่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รักษาการแทนผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการ 2.5 แสนราย จะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 4-5 ล้านคน คิดเป็นสินเชื่อรวม 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น 1 แสนราย วงเงิน 4 พันล้านบาท ดอกเบี้ย 6% 2.โครงการแก้ปัญหาว่างงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ 1.5 แสนราย อัตราดอกเบี้ยปกติ นายปั้น วรรณวินิจ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า สปส.นำเงิน 4,000 ล้านบาท ฝากไว้กับ ธ.ก.ส.เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้าง หรือต้องการเปลี่ยนงาน ทำอาชีพอิสระเสริม เบื้องต้นจะฝาก 300 ล้านบาทในวันที่ 12 มกราคมนี้ หากมีความต้องการเพิ่ม ก็จะนำเงินมาฝากเพิ่มให้ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้เป็นระยะ ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 6 ผ่อนชำระ 5 ปี ยื่นขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2552-31 ธันวาคม 2553 นายพินิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการ สกอ. กล่าวว่า สกอ.ได้ประสาน ธ.ก.ส.ขอเงินสนับสนุน 6,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับนักศึกษาจบใหม่ในอัตราดอกเบี้ยปกติเพื่อเป็นเงินทุนประกอบอาชีพ 150,000 คน โดยต้องเป็นบัณฑิตจบใหม่ปีการศึกษา 2551 จากสถาบันอุดมศึกษาสังกัด สกอ. เร่งเงินอสม.เริ่มจ่ายมี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ เดือนละ 600 บาท ตามนโยบายรัฐบาล โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เบิกจ่ายได้ทันวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มีนาคมนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญ ให้มีกำลังใจทำงานช่วยเหลือภาครัฐแก้ไขปัญหาสาธารณสุขต่อไป นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ทั่วประเทศมี อสม.กว่า 830,000 คน อสม.1 คน ดูแลประชาชน 10-15 หลังคาเรือน ในการทำงานของ อสม.นั้น จะให้ทำงานร่วมกับสถานีอนามัยซึ่งมีครบทุกตำบล น้ำมันควงสว่านดิ่งเกือบ6เหรียญ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์สวีท ซื้อขายในตลาดนิวยอร์คเมื่อวันที่ 7 มกราคม ดิ่งลง 5.95 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ 42.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐได้เผยแพร่ปริมาณน้ำมันดิบสำรองประจำสัปดาห์ล่าสุดว่า เพิ่มขึ้น 6.7 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายน่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 7 แสนบาร์เรล และเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ราคาน้ำมันต่ำลงไปอีก ต่อมาในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันที่ 8 มกราคม ราคาน้ำมันขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 9 เซ็นต์ ไปอยู่ที่ 42.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ รวมทั้งความขัดแย้งเรื่องก๊าซธรรมชาติระหว่างรัสเซียและยูเครนไม่สามารถผลักดันให้ราคาขึ้นต่อไปได้อีก เพราะการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำมันสำรองของสหรัฐสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจอ่อนแอมีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่า

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!