ตรงไปตรงมา

ฟังแล้วถ้าไม่สนใจก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้าฟังแล้วอยากชี้แจงก็คงทนไม่ได้ เผอิญปีนี้ไม่ใช่ปีที่แล้ว ต่อมอดทนผมบอบบาง ตั้งใจกับตัวเองว่า จะไม่ปล่อยให้มีเรื่องค้างคาใจเลยขอต่อยอดอีกสักวัน เหตุผลที่ผมเลิกจากการเป็นโค้ชฟุตบอล คนที่เคยอ่านเคยฟังคงพอเข้าใจว่าทำไมผมถึงเลิกรา ผมไม่ได้เบื่อวงการฟุตบอลเมืองไทย ผมยังรักและหลงใหลในกลิ่นอายของฟุตบอล ยังสนุกกับการสอนฟุตบอล แต่ผมเบื่อคนห่วย ๆ ในวงการฟุตบอล ผมอยู่ในแวดวงฟุตบอลเมืองไทยมานานพอสมควร นานพอที่จะแยกแยะคนในวงการออกว่า แต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร ในแวดวงโค้ชฟุตบอลเมืองไทย ผมก็เป็นหนึ่งในแวดวงบู๊ลิ้ม ที่ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการ เคยเจ็บหนัก ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามหน้านสพ. เคยถูกปรามาสว่าเป็นคนเลว เป็นคนที่สังคมฟุตบอลในเมืองไทยร้องยี้ เป็นโค้ชฟุตบอลที่นักฟุตบอลไม่ยอมรับผลงาน เผอิญช่วงนั้น ผมเล่นบทบาทโค้ชฟุตบอล ก็ต้องทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ผมไม่มีสิทธิ์ตอบโต้ ผมใช้วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ วันที่ผมตัดสินใจเลิก ผมไม่มีความลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว เหตุผลเพราะผมไม่ได้มีอาชีพโค้ชฟุตบอล ผมไม่ได้ใช้เม็ดเงินจากการเป็นโค้ชฟุตบอลเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แต่ผมเป็นโค้ชฟุตบอลด้วยใจรัก เป็นโค้ชฟุตบอลเพราะอยากตามล่าความฝันของตัวเองให้เป็นความจริง ในเมื่อผมมองว่าสังคมโค้ชฟุตบอลเมืองไทยถึงทางตัน ผมไม่ใช่คนชอบวิ่งชนกำแพง ผมเลิกจากการเป็นโค้ชฟุตบอล โดยปีสุดท้ายผมเป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชของสโมสรบีอีซีเทโรศาสน คว้าแชมป์ถ้วยพระราชทาน ก คว้าแชมป์ไทยลีก ผมเป็นหนึ่งในสตาฟฟ์ของทีมฟุตบอลชาติไทย ที่ไปได้แชมป์ซีเกมส์ที่มาเลเซีย ผมตัดสินใจโดยเดินไปบอกลาผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพ ขอยุติบทบาทการเป็นโค้ชฟุตบอลทุกอย่างตั้งแต่วันที่เลิกรา จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ 7 ปีเต็ม แต่ละปีมีคนติดต่อผมให้กลับไปทำทีมมากมาย เสนอเม็ดเงินตัวเลข 6 หลัก แต่ผมก็ปฏิเสธเพราะผมเป็นคนชัดเจน มีคนใกล้ชิดเคยถามผมว่า เสียดายความรู้ความสามารถที่เก็บเงินเสียเวลาไปอบรมโค้ชฟุตบอลมาแล้วไม่มีโอกาสใช้งาน ถ่ายทอดให้กับน้องๆ รุ่นหลัง ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจ เพราะเวลาและเม็ดเงินที่ผมเสียไป ผมได้วิชาความรู้มากมาย ถึงจะไม่เป็นโค้ชฟุตบอล แต่ผมก็นำมาใช้งานด้านอื่น ๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะการหันเหตัวเองมาเป็นนักวิเคราะห์วิจารณ์ ผมมีโอกาสนำสิ่งต่าง ๆ จากการเรียนมาช่วยให้งานที่ผมทำสมบูรณ์มากขึ้น เวลาผมเขียนวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็ใช้หลักเกณฑ์หลักการ โดยเฉพาะเรื่องราวของการมีโอกาสเดินทางไปอบรมโค้ช ฟุตบอลมาเป็นบรรทัดฐานในการแสดงความคิดเห็น ปีก่อน ๆ ผมรู้สึกอึดอัดใจ ทุกครั้งที่มีคนมาพูดคุยกับผมเรื่องการอบรมโค้ช ฟุตบอล แต่ผมไม่อยากให้คนหมั่นไส้ ก็เลยไม่อยากสนใจ แต่ปีนี้ตั้งใจไว้แล้วว่า อะไรที่เขียนแล้วจะเป็นประโยชน์กับส่วนรวม จะขอเขียนแบบตรงไปตรงมา เรื่องโค้ชฟุตบอลสมัยผมไปอบรม AFC มร.สุราบาเนียม คนมาเลเซียเป็นพี่เลี้ยงพวกผมในการอบรมมีโค้ชมาเลเซียชื่อ ลิม ตอง คิม อยู่ร่วมห้องในการอบรมกับผม ทุกวันนี้ มร.สุราบาเนียม อายุมากขึ้น ดูเหมือนจะดูแลเรื่องเทคนิค มีวิทยากร ชื่อ ลิม ตอง คิม มาเปิดอบรมโค้ชฟุตบอลบางคอร์สในเมืองไทย ผมบอกตรง ๆ ว่า ผมไม่เคยศรัทธา ทั้งสุราบาเนียม และ ลิม ตอง คิม เพราะฉะนั้นผมมองว่า AFC บังคับว่า ในแต่ละวันช่วงเช้าภาคทฤษฏี วิทยากรที่เป็นคนอบรมจะต้องพูดเรื่องอะไร ช่วงบ่ายภาคปฏิบัติจะต้องสอนอย่างไร ผมมองแล้ว ไม่ได้สอนแบบช่วยให้คนเข้าอบรมมีความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่เปิดโอกาสให้คนเข้ารับการอบรมมีอิสระในความคิด และสิ่งสำคัญที่สุด วิทยากรในการสอน ยังไม่เคยมีบทบาททำทีมประสบความสำเร็จได้รับการยอม รับเวลามาสอนผู้เข้ารับการอบรมก็เลยไม่ได้รับการเคารพ ทั้งหมดทำให้การเรียนการสอนในคอร์สของ AFC คนที่ได้ไลเซนส์คุณภาพจึงไม่ได้มาตรฐาน แต่โค้ชไทยต้องเรียนเพราะ AFC กำหนด ถ้าไม่มีไลเซนส์ อนาคตทำงานด้านโค้ชฟุตบอลไม่ได้ครับ มีแต่ปริมาณไม่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะโค้ชฟุตบอลเลยเป็นอย่างที่แฟน ฟุตบอลออกลูกลังเลว่าของจริงหรือของปลอมทำเหมือนครับ