กู้เรือน้ำตาลล่มยังเหลว ปลาลอยตายถึงปทุมฯ

กู้เรือน้ำตาลล่มยังเหลว ปลาลอยตายถึงปทุมฯ
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

(3 มิ.ย.) สถานการณ์กู้เรือบรรทุกน้ำตาลที่ประสบเหตุล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้น้ำตาลทรายแดงกว่า 2,400 ตันไหลลงสู่แม่น้ำช่วงอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา ยังคงล้มเหลว หลังจากที่เรือลากจูงล่มไปอีกลำ ส่งผลให้คนงานสูญหายไป 1 ราย เมื่อคืนวานนี้ (2 มิ.ย.)

ขณะที่ด้าน นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ขณะนี้น้ำเสียได้ไหลลงมาตลอด แม้จะเจือจางไปบางส่วน แต่ก็ทำให้ปลาตายไปจำนวนมาก และคาดว่าจะไหลไปทาง จ.นนทบุรี ต่อไป ซึ่งในเช้าวันนี้ อีกทั้งจะให้ประมงจังหวัดปทุมธานีไปแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทน้ำตาลทรายที่ทำเรือล่ม ส่งผลกระทบให้ปลาธรรมชาติตายเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ข้างวัดเจดีย์ทอง อ.สามโคก ชาวบ้านพบปลาราหูยักษ์ ขนาดกว้างกว่า 3 เมตร ยาวกว่า 6 เมตร น้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัม ลอยเกยตื้นริมน้ำเจ้าพระยา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ประมงบางไทร มารับปลาราหูไปอนุบาลที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ก่อนจะตายในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านต่างพากันใช้ไฟฉายส่องบริเวณทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา นำสวิงช้อนตักปลา ซึ่งมีทั้งปลาม้า ปลาตะโกก ปลาลิ้นหมา ปลาเนื้ออ่อน ปลาน้ำเงิน ปลาเครา และกุ้งแม่น้ำ โดยชาวบ้านลงทุนงมกุ้งตามใต้ถุนบ้าน ได้ไปคนละหลายสิบกิโลกรัม

ส่วน นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ คาดว่าน้ำที่ปนเปื้อนน้ำตาลน่าจะเดินทางไปถึงปากอ่าวไทยได้ในระยะเวลา 17 ชั่วโมง แต่ขึ้นกับน้ำขึ้นน้ำลงด้วย ส่วนในจุดบางไทร คาดว่าไม่เกิน 2-3 วันคุณภาพน้ำก็น่าจะดีขึ้น เพราะขณะนี้ทางเจ้าของเรือขนส่งได้สูบน้ำในเรือที่ล่มขนถ่ายน้ำลงในเรือ 2 ลำเพื่อนำไปทิ้งที่อื่น

สำหรับการปนเปื้อนของน้ำตาลในแม่น้ำเจ้าพระยานี้ เบื้องต้นยืนยันว่า จะไม่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง การตรวจสอบล่าสุดค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งการประปาฯ ทั้งนี้ คพ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกติดตามคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด โดยมีการตรวจวัดน้ำทางตอนเหนือของจุดเกิดเหตุ บริเวณจุดเกิดเหตุและท้ายน้ำ เพื่อรายงานผลรายชั่วโมงด้วย