"The Gentlemen Live" การพบกันของสุภาพบุรุษสุดร็อคที่สร้างผลลัพธ์เหนือจินตนาการ

"The Gentlemen Live" การพบกันของสุภาพบุรุษสุดร็อคที่สร้างผลลัพธ์เหนือจินตนาการ

หลายปีที่ผ่านมา Clash, Bodyslam และ Potato เป็นศิลปินกลุ่มแนวร็อคที่มีคอนเสิร์ฺตเดี่ยวของตัวเองที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้โชว์ความร็อคและเพลงฮิตในแบบที่หลายคนคุ้นเคย และในปี พ.ศ. 2563 พวกเขาก็ได้เผชิญกับความท้าทายใหม่ ซึ่งก็คือคอนเสิร์ตกลุ่มที่มีชื่อว่า ไทยประกันชีวิต Presents The Gentlemen Live

The Gentlemen Live คือคอนเสิร์ตที่ 3 วงจะต้องปรับลุคใส่สูทและขึ้นโชว์กับ 3 ศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบแห่งวงการเพลง ไม่ว่าจะเป็น โดม-ปกรณ์ ลัม, ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา และ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ซึ่งก่อนที่จะถึงวันแสดงทุกศิลปินก็นำเพลง "ชายคนหนึ่ง" ของ ปีเตอร์-คอร์ป ไดเรนดัล มาทำใหม่ในสไตล์ตัวเองด้วย เพื่อสื่อให้ทุกคนเห็นภาพสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในงาน 

ด้วยความที่นี่จะเป็นครั้งแรกที่ Clash, Bodyslam และ Potato จะต้องสลัดลุคอันคุ้นเคย เพื่อแสดงคอนเสิร์ตที่มาพร้อมธีมที่ดูละมุนภายใต้ชุดสูท ทำให้เราตั้งคำถามว่าพวกเขาและผู้จัดอย่าง GMM Show จะตีโจทย์คอนเสิร์ตออกมายังไง และในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นการแสดงวันแรกเราก็ได้คำตอบในที่สุด

การแสดงทั้งหมดได้เริ่มขึ้นหลังการเปิดเอ็มวี "ชายคนหนึ่ง" ซึ่ง 6 ศิลปินได้ออกมาร้องเพลง "นิยามรัก" ของวง Nuvo ที่ก้อง สหรัถ เป็นสมาชิกพร้อมเรียกเสียงกรี๊ดถล่มทลาย ก่อนที่จะถึงคิววง Clash ที่ออกมาวาดลวดลายในเพลงอย่าง "ใจเย็นเย็น" ก่อนตามด้วยเพลงที่สื่อถึงความรักแบบสุภาพบุรุษอย่าง "เกินคำว่ารัก", "กอด", "เช็ดน้ำตา", "รับได้ทุกอย่าง" ซึ่งด้วยความที่วง Clash เป็นศิลปินมาพร้อมผลงานที่แฝงกลิ่นอายหลายแนวดนตรีทั้งฮิปฮอป, อีโม ไปจนถึงอาร์แอนด์บี ทำให้พวกเขาแทบไม่ต้องปรับผลงานตัวเองให้มีความเป็นป็อปมากขึ้น โดยระหว่างที่โชว์มาครั้งทาง โดม-ปกรณ์ ลัม ที่เคยอยู่ค่าย Duckbar เช่นเดียวกับ Clash ก็ขึ้นมาแจมในเพลง "กลัว" และ "Thai Girl" เพื่อเสริมทัพความเท่ให้กับโชว์ โดยระหว่างที่แสดง แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์ นักร้องนำก็เล่นมุกแบบเบาๆ แต่สร้างเสียงหัวเราะตลอดงาน โดยเมื่อโดมลงเวที ทั้งวงก็โชว์เพลง "คนไม่มีแฟน" ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ กับ "โรคประจำตัว" เพื่อสื่อถึงสถานะหัวใจของแบงค์ที่โสดก่อนตามด้วย "ไม่มีอะไรต้องกล้ว" และ "ใส่ร้ายป้ายสี" ที่มีการปรับดนตรีให้ต่างจากต้นฉบับแต่ยังให้ความรู้สึกเดือดอยู่ โดยเรามองว่าการแสดงของ Clash ถึงแม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนวิธีเล่นดนตรีชัดเจนเหมือนโชว์ของ Potato และ Bodyslam แต่เราก็มองว่าแบงค์และเพื่อนร่วมวงอย่าง  พล-คชภัค ผลธนโชติ (กีตาร์), แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง (กีตาร์), สุ่ม-สุกฤษณ์  ศรีเปารยะ (เบส) และ ยักษ์-อนันต์  ดาบเพ็ชรธิกรณ์ (กลอง) ต่างทำหน้าที่ได้เต็มที่และดูเท่สุดๆ เมื่ออยู่บนเวที

พอการแสดงของ Clash จบก็ถึงคิวของวง Potato ที่เปิดตัวพร้อมเพลง "ทุกด้านทุกมุม" และ "ที่เดิม" ซึ่งเซอร์ไพรส์ของวงก็คือการที่พวกเขาได้พาทีมนักดนตรีเครื่องเป่าและ 2 คอรัสหญิงมาร่วมโชว์ พร้อมทั้งเรียบเรียงดนตรีใหม่ จนทำให้ 2 เพลงที่พวกเขาเลือกมาโชว์ มีกลิ่นอายความเป็นแจ๊สและฟังค์ รวมไปถึงความเป็นร็อคแอนด์โรลยุคเก่า ซึ่งเป็นบรรยากาศใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นจากวง และหลังจากนั้นพวกเขาก็โชว์เพลง "กล้าพอไหม", "คนดีไม่มีที่อยู่", "ไม่ให้เธอไป", "นี่แหละความเสียใจ", "ปากดี" พร้อมร่วมโชว์เพลง "บังเอิญโลกกลมพรหมลิขิต" และ "เธอยัง" กับตู่ ภพธร ที่นอกจากจะมาเสริมความเป็นอาร์แอนด์บีและสอน ปั๊บ-พัฒนชัย ภักดีสุข นักร้องนำ Potato เต้นด้วย โดยเมื่อตู่ลาเวที ปั๊บก็ร้องเพลง "โปรดอย่ามาสงสาร" ของตู่และเพลง "รักเธอไปทุกวัน" และ "ขอบคุณที่รักกัน" ของวง ซึ่งในพาร์ทการแสดงของ Potato นั้นนอกจากเราจะได้เห็นพวกเขานำเพลงตัวเองมาผสมผสานกับซาวด์ดนตรีอาร์แอนด์บี, ฟังค์ และ แจ๊ส ที่ทำให้เพลงละมุนแล้ว เรายังได้เห็นไหวพริบการเล่นมุกของปั๊บและการเลือกจังหวะเหมาะสมในการให้ผู้ชมร้องเพลงตาม ไปจนถึงวินาทีที่เขาแก้เขินตอนจำชื่อสมาชิกวงเครื่องเป่าผิด จนเราหวังว่าปั๊บและสมาชิกอย่าง หั่ง-ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล (กีตาร์), กานต์ อ่ำสุพรรณ (กลอง) และ โอม-ปิยวัฒน์ อนุกูร (เบส) จะลองนำซาวด์จากงาน The Gentlemen Live มาต่อยอดถ้าพวกเขามีคอนเสิร์ตเดี่ยวอีกในอนาคตอันใกล้ เพราะพวกเขาทำโชว์นี้ดีจนเราแปลกใจเลย 

เมื่อการแสดงเดินมาถึงครึ่งทาง ก็ถึงเวลาที่วง Bodyslam ขึ้นเวทีพร้อมกราฟฟิกฉากธรรมชาติที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่และวงออเคสตร้าที่มาเสริมทัพ โดยการแสดงของพวกเขาเริ่มด้วยเพลงจากอัลบั้มล่าสุดอย่าง "149.6" และผลงานที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง "คราม" และตามด้วย "ยาพิษ" ที่เปลี่ยนบรรยากาศให้เดือดขึ้นจนบางคนเริ่มลุกขึ้นเต้น และหลังจากนั้น ตูน-อาทิวราห์ฺ คงมาลัย ก็ได้พูดคุยกับแฟนๆ และถามว่าใครเป็นแฟนคลับใคร ก่อนที่จะละลายพฤติกรรมพร้อมขอให้ทุกคนเป็นแฟนเพลง Bodyslam ระหว่างโชว์ของเขา ก่อนที่จะร้องเพลง "คนที่ถูกรัก" ที่ทำให้ทุกคนในฮอลล์ยืนและกระโดดกันสุดๆ ก่อนจะสลับมาร้องเพลงช้า "นาฬิกาตาย", "ความรักทำให้คนตาบอด", "ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ", "ชัีวิตยังคงสวยงาม", "อกหัก" และ "สักวันฉันจะดีพอ" ที่มาพร้อมเซอร์ไพรส์ ซึ่งก็คือการที่ก้อง สหรัถ ขึ้นมาแสดงกับพวกเขา

พอโชว์เพลงของ Bodyslam เสร็จ ตูนและก้องก็ร้องเพลง "ลึกสุดใจ" ของ Nuvo ก่อนที่จะเล่าความประทับใจของเขาในวันที่เติบโตมากับเพลงของ Nuvo ส่วน ยอด-ธนชัย ตันตระกูล และ ปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก ก็ได้มาขอให้ก้องเซ็นเครื่องดนตรีคู่ใจต่อหน้าแฟนๆ ที่กรี๊ด ก่อนที่พวกเขาจะเล่นเพลง "เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด" และ "สุดสุดไปเลย" ซึ่งโมเมนต์บนเวทีของก้องและวง Bodyslam ก็ทำให้เราได้เห็นมุมน่ารักและความเป็นเด็กของ ตูน-ยอด-ปิ๊ด ในวันที่พบไอดอลในดวงใจ รวมถึงซีนเท่ๆ ที่ ยอด และ ปิ๊ด ประชันกีตาร์และเบสกับมือกีตาร์ยอดฝีมืออย่างก้องจนเราต้องอุทานในใจว่า "สุดยอดว่ะ!" ส่วนอีก 2 สมาชิกอย่าง โอม เปล่งขำ (คีย์บอร์ด)  และ ชัช-สุชัฒติ จั่นอี๊ด (กลอง) ถึงแม้จะไม่ได้ลงมาเล่นด้วย แต่พวกเขาก็เป็นกระดูกสันหลังของโชว์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ Bodyslam  

ด้วยความที่งาน The Gentlemen Live มี 3 วงดนตรี ทำให้เราได้พบกับเซอร์ไพรส์สุดท้ายของงาน ซึ่งก็คือการที่นักร้อง 3 วงจะสลับไปร้องกับนักดนตรีวงอื่นราวกับว่าพวกเขาเป็นสมาชิกใหม่ โดยเริ่มจากนักดนตรี Bodyslam ร้องเพลง "สติ๊กเกอร์" กับปั๊บที่โชว์พลังงานอันล้นเหลือบนเวที ก่อนตามด้วยแบงค์ที่ร้องเพลง "รักแท้ดูแลไม่ได้" กับวง Potato และปิดท้ายด้วยตูนที่ร้องเพลง "ยิ้มเข้าไว้" ซึ่งในพาร์ทนี้โชว์ที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือการแสดงของแบงค์และ Potato เพราะเรามองว่าสไตล์การร้องและเนื้อเสียงของแบงค์นั้นเข้ากับเนื้อหาอันเจ็บปวดของเพลง "รักแท้ดูแลไม่ได้" อย่างมาก โดยนอกจากการร้องและเล่นดนตรี เราก็ชอบการที่ตูนและปั๊บใช้มุกแต่งงาน และแบงค์ใช้มุกการปลูกต้นไม้บอนไซเพื่อนำเข้าสู่การสลับสมาชิกวงดนตรี

ก่อนที่จะลาเวที ทั้ง 3 นักร้องนำ Clash, Bodyslam และ Potato ก็ได้มาตกลงกันว่าใครจะร้องเพลงปิด ก่อนจะนำเพลงเด่นของพวกเขาอย่าง "ไฟรัก" ของ Clash, "แสงสุดท้าย" ของ Bodyslam และ "เพียงพอ" ของ Potato ซึ่งทั้ง 3 เพลงก็ได้ โดม, ก้อง และตู่มาร่วมแจม และหลังจากนั้นก็มีการปิดท้ายงานเมื่อ 3 ศิลปินร็อคกลับไปใส่ชุดสูทเพื่อโชว์เพลงรวม "ชายคนหนึ่ง" เพื่อส่งทุกคนกลับบ้าน 

สิ่งที่เราชอบที่สุดเกี่ยวกับคอนเสิร์ตก็คือการรักษาบาลานซ์ระหว่างธีม The Gentlemen Live และความเป็นร็อคของ 3 ศิลปินหลัก เพราะนอกจากการได้ฟังเพลงดนตรีที่มีกลิ่นอายออเคสตร้ากับแจ๊สและฟังค์ พร้อมทั้งได้เห็นศิลปินในลุคสูทแล้ว เรายังได้กระโดดและสนุกไปกับเพลงร็อคของ Clash, Bodyslam และ Potato ด้วย โดนงานนี้มีการสลับไปมาระหว่างความละมุนและร็อคแบบไม่หลุดธีม โดยส่วนตัวแล้วเราเองชอบสตอร์รี่บอร์ดของงานครั้งนี้เพราะนอกจากมันจะทำให้ทั้ง 6 ศิลปินได้ก้าวออกจากกรอบทางดนตรีตัวเองแล้ว เรายังมองว่าการจัดงานในรูปแบบ The Gentlemen Live สามารถชดเชยความสนุกที่หายไปจากจัดงานในรูปแบบ New Normal เพราะถ้าว่ากันตามตรงความสนุกหลักของคอนเสิร์ตร็อคคือการที่ศิลปินสามารถปลดปล่อยความเดือดได้เต็มที่และเล่นกับคนดูได้สนุกสนานแบบใกล้ชิด ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้จุดนี้ต้องโดนลดทอนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทว่าการจัดงานในรูปแบบธีมสุภาพบุรษทำให้ถึงแม้ความสนุกในแง่ความเดือดและใกล้ชิดหายไป แต่เรากลับได้สนุกกับดนตรีที่หลากหลาย รวมไปถึงความบันเทิงรูปแบบใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นในคอนเสิร์ตร็อคทั่วไป 

แต่ถึงแม้เราจะชอบภาพรวมของงาน แต่ก็มีส่วนที่เรามองว่าควรปรับก็คือการที่ตู่และโดมมีโอกาสโชว์น้อยมาก โดยทั้ง 2 ได้ร่วมร้องเพลงกับศิลปินหลัก 2 เพลง และเพลงรวมอีก 3 ที่เรามองว่าคนที่ดูภาพโปรโมทแล้วตั้งใจมาดูตู่และโดมอาจรู้สึกประหลาดใจกับจุดนี้ โดยเราเองก็เป็นคนนึงที่คาดหวังจะได้ดูโชว์ของโดมในเพลง "คนที่ฆ่าฉัน" จากภาพยนตร์ 5 แพร่ง และดูเขาร้องเพลงวง Nologo ที่เขาทำตอนอยู่ค่าย GMM Grammy ซึ่งถ้าทั้งสองมีโอกาสโชว์ร่วมกับ Potato และ Clash เพิ่มอีกคนละ 1-2 เพลง เราว่าแฟนๆ ที่ตั้งใจมาดูพวกเขาจะเต็มอิ่มมากขึ้น

ในด้านของการแสดงทั้ง 6 ศิลปินนั้นทำออกมาในเกณฑ์ดีทั้งการร้องไปจนถึงการเล่นดนตรีที่สมาชิกแต่ละวงมีช่วงที่โชว์ของระหว่างเพลง โดยงานครั้งนี้เราเองก็ได้เห็นบางศิลปินก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเองด้วย อย่างเช่นวง Potato ที่ทดลองการเรียบเรียงดนตรีให้มีความร็อคผสมผสานกับแจ๊สและฟังค์จนได้ซาวด์บนเวทีที่แตกต่าง และนอกจากการแสดงดนตรีแล้ว เรายังได้เห็นความโดดเด่นทางบุคลิกของ 6 ศิลปิน โดยระหว่างการแสดงเราได้เห็นปั๊บที่มาพร้อมความตลกและขี้เล่น ได้เห็นแบงค์ที่ถึงแม้จะมีมาดที่ดูนิ่ง แต่ก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้เป็นระยะด้วยการเล่นมุกที่น้อยแต่สร้างอิมแพ็คได้มาก รวมไปถึงได้เห็นบุคลิกของตูนที่สามารถดึงความสนใจแฟนๆ ให้ฟังเรื่องตลกรวมไปถึงคำขอต่างๆ ของเขา ในขณะที่อีก ตู่-ก้อง-โดม ก็เผยมุมเฮฮาบนเวทีในแบบฉบับตัวเอง จนทำให้นอกจากความร็อคและละมุนแล้ว เราเองยังได้หัวเราะเรื่อยๆ ตลอด 4 ชั่วโมง 

ทางด้านของโปรดักชั่น ถึงแม้ว่างาน The Gentlemen Live จะไม่มีเอฟเฟกต์พลุหรือการโปรยกระดาษ แต่ทางทีมงานก็ได้เตรียมจอขนาดใหญ่บนเวที และมีจอที่เชื่อมกับเพดานที่สร้างบรรยากาศงานให้คล้ายกับเวทียุคเก่า โดยระหว่างที่โชว์ ทีม HUI ที่ดูแลโปรดักชั่นก็ได้นำกราฟฟิกหลายแบบมาใช้กับจอ ไม่ว่าจะเป็นภาพธรรมชาติในเพลงเศร้า ภาพสีสันสดใสสไตล์ฮิปฮอปในเพลงเร็ว รวมไปถึงกราฟฟิกที่สื่อถึงความรักความสัมพันธ์ในเพลงฟีลกู้ด และการทำภาพกราฟฟิกการ์ตูนของ เรียกได้ว่า 38 เพลงที่นำมาโชว์ แทบไม่มีกราฟฟิกที่ซ้ำกันเลย ส่วนการออกแบบเวทีก็มีการเล่นระดับที่ทำให้นอกจากจะสามารถให้ทั้ง 6 ศิลปินอยู่บนเวทีพร้อมกันแล้ว ยังทำให้การเปลี่ยนเครื่องดนตรี 3 วงทำได้เร็วมาก จนแทบไม่มีช่วงเดดแอร์ระหว่างการเปลี่ยนและเคลื่อนย้ายเครื่องดนตรีของแต่ละวง

ในพาร์ทของดนตรี ทางผู้จัดได้ทำซาวด์ออกมาค่อนข้างโอเค โดยตัวเราซึ่งนั่งในโซนตรงกลางหน้าเวทีชั้่น 1 ของฮอลล์อิมแพ็ค อารีน่า ก็สัมผัสปัญหาของเสียงบ้างอย่างขณะวง Clash โชว์เพลง "ใจเย็นเย็น" และ "เกินคำว่ารัก" ที่เรามองว่าเสียงกลองนั้นแอบกลบเสียงแบงค์และเครื่องดนตรีอื่นๆ จนเราแอบไม่ได้ยินบางคำที่แบงค์ร้องออกมา รวมไปถึงปัญหาซาวด์ตีกันเล็กน้อยช่วงที่ 6 ศิลปินร้องประสานเพลง "นิยามรัก" และตอนที่ Bodyslam เริ่มโชว์กับวงออเคสตร้า แต่ถึงแม้จะมีช่วงไม่สมบูรณ์ เราเองก็ยังประทับใจกับการใช้ซาวด์โดยรวมอยู่ 

เนื่องจากหลายคนในเวลานี้ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิด-19 ของหลายๆ ผู้จัดคอนเสิร์ตรวมถึงทาง GMM Grammy ที่จัดงาน The Gentlemen Live ส่วนตัวเรามองว่างานนี้ทางผู้จัดได้พยายามอย่างเต็มที่ในการลดความเสี่ยง โดยเก้าอี้คนดูจะมีการตั้งเว้นระยะชัดเจน และมีการวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรองก่อนเข้างาน รวมถึงการเข้มงวดเรื่องลงทะเบียนผู้ชมและสแกนไทยชนะ และในขณะเดียวกันเวลาอยู่ในคอนเสิร์ตเราเองก็ต้องสวมหน้ากากตลอดโดยการ์ดจะคอยเตือนคนที่ถอดมาสก์ และพอถึงเวลาคอนเสิร์ตจบ ก็มีการแบ่งแถวเดินออกจากงาน เพื่อป้องกันการเบียดเสียดที่อาจเสี่ยงต่อการสัมผัสไวรัสด้วย ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้เราอยากบอกทุกคนที่จะชมคอนเสิร์ตในยุค New Normal ว่าขอให้ทุกคนเผื่อเวลามากกว่าเดิมในการเข้าฮอลล์ เพราะขั้นตอนจากการตรวจคัดกรอง ไปจนถึงการตรวจบัตรและตรวจกระเป๋า อาจใช้พอสมควรและทำให้คุณพลาดช็อตเริ่มต้นของคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด 

สำหรับเราแล้วคอนเสิร์ต The Gentlemen Live นอกจากจะเป็นเวทีที่ทำให้ 6 ศิลปินได้ปล่อยของและทำโชว์แบบแปลกใหม่แล้ว เรายังมองว่ามันเป็นคอนเสิร์ตที่เหมาะกับการจัดงานยุคที่ทุกคนต้องกังวลกับโควิด-19 มากเพราะ ถึงแม้ความสนุกจากคอนเสิร์ตร็อคที่ทุกคนคุ้นเคยจะหายไปบ้าง แต่ตัวธีมงานที่สื่อถึงความเป็นสุภาพบุรุษก็ทำให้ได้เพลิดเพลินกับสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากมายทั้งในพาร์ทดนตรีและการแสดง จนทำให้เฝ้ารอและอยากรู้ว่าหลังจากนี้คอนเสิร์ตยุค New Normal งานอื่นจะสามารถบาลานซ์ความสนุกและข้อจำกัดในปัจจุบันด้วยวิธีไหน