ทศวรรษใหม่ของ “ดิว อรุณพงศ์” กับการเผชิญหน้าความเคว้งคว้างด้วยทุกสิ่งที่มี

ทศวรรษใหม่ของ “ดิว อรุณพงศ์” กับการเผชิญหน้าความเคว้งคว้างด้วยทุกสิ่งที่มี

เมื่อก้าวสู่ปี 2020 ศิลปินมากฝีมืออย่าง ดิว-อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ ได้พบเจอกับ 2 ความท้าทายใหญ่ ทั้งการที่ออกมาทำเพลงกับสังกัดใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Neon Music ร่วมกับ พอยท์-ปนัสฐ์ นาครําไพ อดีตมือคีย์บอร์ดวง Klear และ เม่น-ณปภัช กาญจนรัตน์ โดยมีทั้งผลงานซิงเกิลใหม่ที่มีชื่อว่า "ไอ้บ้าเอ๊ย" ออกมา 

นอกจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการทำเพลง ดิว อรุณพงศ์ เองก็เข้าแข่งขันรายการ The Mask งานวัด ในฐานะ หน้ากากปาโป่ง จนสามารถเข้าถึงรอบสุดท้าย ซึ่งเขาได้โชว์ความสามารถในการร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ และทำให้หลายคนได้รู้จักดิวในฐานะศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานเพื่อมอบความสุขให้กับแฟนๆ และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวที่เขารักได้ไปพร้อมๆ กัน

เมื่อการแข่งขัน The Mask งานวัดจบลง และแฟนๆ ได้ฟังเพลง "ไอ้บ้าเอ๊ย" ทาง Sanook ก็ได้สนทนาพูดคุยกับดิวถึงการเปลี่ยนแปลงค่าย และ สิ่งที่ได้รับจาก The Mask งานวัด ไปจนถึงสิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดในวงการเพลง รวมถึงเป้าหมายในอนาคตของเขาที่หลายคนอาจยังไม่ทราบมาก่อน   

ก่อนจะพูดถึงเพลงใหม่ อยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พี่ดิวตัดสินใจออกมาทำผลงานกับ Neon Music หลังหมดสัญญากับค่ายเดิม?

ตอนหมดสัญญาคือเคว้งเลย คือเราไม่รู้เลยว่าหมดสัญญา ตอนนั้นก็มีโปรเจกต์ Sad/Tur/Day ที่เราต้องแต่งเพลง และระหว่างที่ทำโปรเจกต์ก็ย้อนไปดูสัญญา ก็พบว่ามันหมดแล้ว พอทำเพลง "คาถาน้ำตา" ก็คุยกับพี่ๆ ในค่าย ซึ่งพี่เขาก็บอกว่า "จริงๆ พี่ไม่ติดนะถ้าจะออกไปลองทำอะไรแบบไม่มีกรอบของค่าย ก็ลองดูก่อนได้ ลองไปใช้ประสบการณ์ให้เต็มที่ แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งอยากกลับมา ก็มาคุยกันได้" พอพี่เขาพูดจบเราก็ตัดสินใจลองออกมาดู ตอนนี้มันก็คลำหาทางไป คือตอนนี้ไม่มีค่ายใหญ่คอยสนับสนุน หรือมีผู้ติดตามหลัก 10 ล้านใน YouTube เหมือนแต่ก่อน และเป็นค่ายเล็กที่มีคนแค่ 3 คน บวกน้องสาวผมที่มาช่วย และไม่มีแผนการโปรโมทเลย คือมันเหมือนเริ่มใหม่จากศูนย์ ก็ต้องลองไปเรื่อยๆ ไม่ว่ามันจะผิดหรือถูก คือถ้าสิ่งที่ทำมันไม่ได้ ก็ต้องลองหาวิธีอื่น แต่โชคดีที่มีผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา มีทีม PR จากค่ายเดิมที่ช่วยเหลือ และบอกว่าต้องทำอะไร คือโชคดีที่มีพี่ๆ ใจดีคอยช่วยอยู่ครับ

ทำไมถึงเลือกเพลง “ไอ้บ้าเอ๊ย” มาเปิดตัวกับค่าย Neon Music?

จริงๆ เพลงนี้ทำมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อยู่ค่ายเดิมเลย ก็รอมา 2 ปี ทุกอย่างและเมโลดี้ มันเสร็จมา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้ปล่อยออกมาสักที ซึ่งเพลงนี้เริ่มจากการที่ไปเจอพี่พอยท์ในงานโชว์เคสงานหนึ่งที่มีวง Blue Shade อยู่ด้วย ก็คุยกันเรื่องทำเพลงด้วยกัน จนนัดไปทำเพลง "ไอ้บ้าเอ๊ย" ออกมา ซึ่งระหว่างนั้นก็มีผู้กำกับซีรีส์เขาก็ถามว่าเรารับทำเพลงไหม ก็คุยกับพี่พอยท์และพี่เม่น ก็เลยได้เริ่มสร้างทีม Neon Music ทำเพลงซีรีส์ "ไม่ว่าอะไร" ของซีรีส์ บังเอิญรัก และก็ทำมาเรื่อยๆ ทั้งเพลงละคร "ลูกกรุง" ที่ กัน (นภัทร อินทร์ใจเอื้อ) ร้อง หรือเพลง "ไม่มีวันปล่อยมือ" จากละคร หน้ากากแก้ว ก็ทำให้แผนการปล่อยเพลง "ไอ้บ้าเอ๊ย" มันหยุดไปครับ จนได้กลับมาปล่อยในตอนนี้พอดีกับจังหวะที่ไปแข่ง The Mask งานวัด

จุดเริ่มต้นในการแต่งเพลงของดิวมีที่มาอย่างไร ?

มันเริ่มมาจากตอนอายุ 6-8 ขวบเลยครับ คือผมไม่รู้ว่าเด็กคนอื่นเป็นไหม ผมเริ่มจากการกดคีย์บอร์ดและร้องเพลงตามแบบเด็กๆ และแต่งเพลงร้องในห้องน้ำ พอมาอยู่มหาวิทยาลัยก็อยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนเรียนจบมันก็ต้องทำภาพยนตร์ เราก็คิดที่จะทำเพลงขึ้นมาใหม่เพื่อหนังของเราโดยเฉพาะ แต่โปรเจกต์นั้นก็พับไปเพราะมาแข่ง The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ซะก่อน ซึ่งช่วงที่เป็น The Star เราก็ร้องเพลงที่ค่ายมองว่าเหมาะสมกับเรามาตลอด แต่พอมาอยู่ GMM Grammy จากคำชวนของพี่ ตี่-กริช โทมัส ก็เจอพี่ โจ-เหมือนเพชร อำมะระ ที่บอกให้เราลองเขียนเพลง ก็เริ่มเขียนกับพี่โจนี่แหละครับ ก่อนที่จะมีเพลง "ไอ้บ้าเอ๊ย" ก็มีแต่งเพลงเล่นๆ ให้แฟนคลับ ให้แม่ฟังบ้าง แต่ไม่ได้เรียบเรียงจริงจัง การแต่งเพลงของผมเริ่มแรกจากแต่งเนื้อร้องทำนองพร้อมกัน พอมาเรียนปริญญาตรีใบที่สอง เกี่ยวกับ Music Production ที่ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ได้เริ่มแต่งเพลงจากทำนองก่อน เพื่อให้การทำงานง่าย และแต่งเนื้อหาต่อไปให้เสร็จ ปัจจุบันนี้พออยู่กับทีมผมก็จะแต่งเนื้อร้อง โดยมีพี่พอยท์ดูในส่วนทำนอง และพี่เม่นเป็นคนเรียบเรียงและรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ครับ

พอแต่งเพลงมาระยะหนึ่ง คุณเคยสังเกตเรื่องลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ในการแต่งเพลงของตัวเองบ้างไหม?

จริงๆ ไม่เคยสังเกตเรื่องการแต่งเพลงนะครับ แต่ก็จะมีคนบอกว่าคำของเราสละสลวย ซึ่งเราไม่ได้คิดว่าตัวเองสละสลวยแบบนั้น คือถ้าถามว่าการแต่งเพลงชัดเจนเหมือนพี่ แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ไหม หรือมีความสามารถแบบพี่ นิ่ม สีฟ้า ไหม เราต้องบอกตรงๆ ก่อนว่าตอนนี้เราเป็นนักเรียนฝึกหัดในการแต่งเพลง แต่เราโชคดีว่าเพลงที่เราแต่งมันได้ใช้จริง

ก่อนหน้านี้ตอนคุณทำเพลง "คาถากั้นน้ำตา" ก็ได้ปรึกษากับ "นิ่ม สีฟ้า" ด้วย การพูดคุยครั้งนั้นให้อะไรกับคุณบ้าง?

ตอนที่แต่งเพลง "คาถากั้นน้ำตา" เราแต่งแล้วมันไม่ผ่าน ค่ายบอกว่ามันขาดอะไรไปบางอย่างในเนื้อร้อง เราก็คิดว่าจะไปทางไหนดีหนอ ก็คิดไม่ออกเพราะเรายังฝึกฝน ตอนนั้นได้ถามทางค่ายว่าขอให้พี่นิ่ม สีฟ้า ช่วยได้ไหม และพี่เขาก็ยินดีช่วย ตอนนั้นก็เจอกันที่ร้านกาแฟพี่นิ่มก็บอกว่าฮุคเพลงนี้ดี แต่เรื่องด้านหน้าตรงอินโทรมันไม่เดิน พี่นิ่มก็อ่าน 5-10 นาทีจนสามารถแก้เนื้อร้องดีขึ้นเลย เขาแนะนำให้เราแต่งเพลงไปก่อนและเกลา ซึ่งวันนั้นพี่นิ่มก็บอกว่านักแต่งเพลงคนหนึ่งเวลาสร้างผลงานจะคิดแล้วคิดอีก มันต้องใช้เวลา และอีกอย่างที่เราฟังแล้วนำมาใช้ก็คือการที่เพลงเพลงหนึ่งต้องมีคำที่จดจำได้ อย่างเช่น "คาถากั้นน้ำตา" หรือ "ไอ้บ้าเอ๊ย"

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณได้เข้าร่วมแข่ง The Mask งานวัด อะไรคือสิ่งที่ยากสุดในการแข่งรายการนี้?

ความยากที่สุดก็คือการชาเลนจ์ตัวเองครับ อย่างในการแข่งขันก็มี โดม (จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม) ซึ่งเป็นคนที่ชอบ และสามารถทำเพลงที่ธรรมดาให้มีชีวิตขึ้นมา พอมารู้ว่าต้องแข่งด้วย ก็ต้องคิดว่าจะทำอะไรดี คือในการแข่ง The Mask Singer เราได้งัดทุกความสามารถที่มีในตอนนี้ออกมาหมดแล้ว คือใส่หมดทุกอย่างเท่าที่คิดได้ แต่สุดท้ายเราก็มามองว่าการแข่งขันนี้มันเป็นการแข่งกับตัวเอง เราไม่รู้หรอกว่าคู่แข่งเป็นใครและจะทำอะไร เราทำได้แค่ใส่เต็มความสามารถทั้งหมดที่มีเท่านั้นเอง สรุปแล้วการแข่ง The Mask Singer มันคือการแข่งกับตัวเองครับ

อะไรคือสิ่งที่คุณได้รับจากการเข้าร่วมรายการ The Mask งานวัด?

เราได้มิตรภาพและพบว่าทีมงานน่ารักมากๆ ครับ เราได้ศักยภาพของนักร้องคนอื่น อย่างบางคนเราก็ได้เห็นอยู่แล้วอย่าง โดม จารุวัฒน์ แต่พอมา The Mask Singer ก็เห็นมากกว่าเดิม หรืออย่างเราก็เห็นน้อง เจมส์ Trinity (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) เราเห็นว่าเขาแสดงได้ดีมาก เป็นนักเล่าเรื่องที่สุดยอดและทำให้เราอยากเอาใจช่วยเขา ร้องไห้ไปกับสตอรี่ที่เขาเล่าถ่ายทอดมา หรือน้อง เติร์ด (ลภัส งามเชวง) ก็เสียงหล่อมาก ร้องเพลงดีเต้นก็ดี หรือแม้แต่พี่ พัดชา เอนกอายุวัฒน์ และน้อง มุก (วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์) อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ หน้ากากม้าหมุน ที่เก่งมาก และเรานับถือเขามากที่เห็นเขาสู้มานานกว่าจะเป็น WonderFrame (ศุภัคชญา สุขใบเย็น) ทุกวันนี้ คือมันประทับใจในทุกหน้ากากที่มา หรือ แม้แต่ หน้ากากบิงโก อย่าง ตั้ม (วราวุธ โพธิ์ยิ้ม) ที่เรามองว่าเสียงเขาหล่อมากจนเราคิดว่าถ้าเราแต่งเพลงให้เขาร้องมันจะเป็นยังไงนะ

ตอนท้ายซีซั่นเราได้เห็นคุณโชว์เพลงเร็วแบบที่แฟนๆ ไม่เคยเห็น คุณเคยคิดอยากทำเพลงเร็วบ้างหรือเปล่า?

มันก็คิดเรื่องทำเพลงเร็วนะ แต่ต้องดูก่อนว่าถ้าเราทำลงไปมันจะออกมาในทิศทางไหน ก็อาจจะทำเพลงป็อปที่มีความเป็นลูกทุ่งอีสาน ก็อยากเอาความเป็นลูกทุ่งมาผสม อยากลองทำดูเพราะมันเป็นอะไรที่ท้าทายและน่าลอง เพราะเราเขียนภาษาอีสานไม่ได้ ก็อาจจะต้องหาคนที่ร้องได้และสามารถแปลคำร้องเป็นภาษาอีสานได้ 

ใน The Mask งานวัด ก็มี อาม ชุติมา ที่เป็นศิลปินลูกทุ่งอีสาน มาร่วมแข่ง มีได้พูดคุยเรื่องการร่วมงานบ้างไหม?

เขาจะอยากร่วมงานกับเราไหมเนี่ย (หัวเราะ) The Mask งานวัดซีซั่นนี้ ก็ต้องยกให้ อาม (ชุติมา โสดาภักดิ์) คือเสียงเขามีเสน่ห์มาก และโดนเสียงเขาตก คือที่ผ่านมาเราได้รู้จักเขาจากข่าว เขาจะดูแข็งๆ แต่พอมาร่วมงานจริงก็พบว่าเขาเป็นเด็กที่น่ารักมาก

ปี 2020 เป็นที่ที่คุณออกจากคอมฟอร์ทโซนอย่างชัดเจน การออกจากโซนสบายมีความยากง่ายอย่างไร?

คือทุกคนมีความเคยชิน และความสบายใจ ที่ทำให้เราไม่ต้องเจอสิ่งที่ไม่คาดฝัน  แต่การออกจากคอมฟอร์ทโซน มันคือการเตรียมใจว่าเราจะเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน มันเป็นอะไรน่ากลัวมาก คือถ้าเจอเรื่องร้ายเราก็แค่เลือกที่จะเผชิญหน้ามัน แต่ถ้าเจอสิ่งที่ไม่รู้ คือเราจะทำตัวไม่ถูกทันที ผมมองว่าคนส่วนใหญ่กลัวกับเจอสิ่งที่ไม่รู้มากที่สุด คือถ้าเราไม่รู้อะไร มันจะมีภาวะความกลัวอยู่ แต่สุดท้ายถ้าเราไม่ก้าวต่อ เราก็จะได้รับผลลัพธ์แบบเดิมๆ ต่อไป หรือมีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าไม่มีอะไรจะเสียก็ลุยไปเลยดีกว่าครับ 

นอกจากการนำเงินไปดูแลครอบครัวแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยืนหยัดทำผลงานมานานกว่า 10 ปี?

มันต้องมีใจก่อนครับ ต้องตอบว่าเรารักอะไร ถ้าเรามาเพื่อหาเงิน และชื่อเสียง หรืออะไรที่เป็นระยะสั้น เราก็จะได้แบบนั้นครับ คือมีคำหนึ่งที่หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) บอกว่า วงการบันเทิงมันศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเราคิดอะไร ก็จะได้แบบนั้น ถ้าอยากได้เงิน เราก็จะได้เงินและจบไป แต่ถ้าคุณอยากเป็นนักร้องที่ดี เป็นนักแสดงที่ดี คนอยากสร้างผลงานที่ดีและมีความสุขเรื่อยๆ เราก็จะได้สิ่งนั้น คือผมมองว่าที่ตัวเองอยู่มาได้ขนาดนี้ได้ ก็คงเป็นเพราะผมรอที่จะสร้างผลงานให้ทุกคนมีความสุข ก็อยากฝากน้องๆ ว่า ถ้าอยากเป็นศิลปินและอยู่ให้นาน เราต้องขายวิญญาณให้กับผลงาน เราต้องเอาใจข้างในออกมาสื่อสารกับคนฟัง

สุดท้ายนี้หลังจากผ่าน 10 ปีแรกในวงการไป คุณวางเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร?

ผมอยากเขียนให้ได้ 100 เพลงครับ อยากมีเพลงที่ประสบความสำเร็จในแง่ยอดวิว ในแง่ของการที่คนฟังเพลงเราและชอบ จนมันเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา ก็คงเป็นเป้าหมายตรงนี้ก่อน ส่วนอีกทศวรรษก็คงผันตัวไปทำหนังและเล่าเรื่อง อยากสร้างอะไรที่ประทับใจคนให้เกิดขึ้นได้ครับ