WayV Beyond the Vision Live คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกผ่านออนไลน์ที่มาครบทุกอรรถรส

WayV Beyond the Vision Live คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกผ่านออนไลน์ที่มาครบทุกอรรถรส

คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของหนุ่มๆ WayV ก็เจองานท้าทายด้วยการเป็นคอนเสิร์ตสตรีมมิ่งออนไลน์ที่เพิ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในโปรเจกต์ Beyond Live ด้วยความร่วมมือของ SM Entertainment และ NAVER V LIVE+ นอกจากจะเป็นเป็นไลฟ์คอนเสิร์ตส่งตรงจากสตูดิโอที่เกาหลีที่มีแฟนเพลงชมจากที่บ้านพร้อมกันทั่วโลกแล้ว ยังเต็มไปด้วยแสง สี เสียง และเทคโนโลยี AR ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการชมคอนเสิร์ตให้แปลกใหม่ และน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

รูปแบบคอนเสิร์ตคร่าวๆ ของ WayV Beyond the Vision ในวันที่ 3 พ.ค. 63 เวลา 13.00 น. ผ่านแอปฯ V LIVE คล้ายๆ กับของ SuperM ครั้งก่อน เพราะเป็นคอนเสิร์ตซีรีส์เดียวกัน แต่เพิ่มความพิเศษให้อีกนิดด้วยการเพิ่มจำนวนแฟนคลับผู้โชคดีที่ได้ปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอจาก 160 คน เป็น 200 คน เปิดระบบ Sync Play ที่สามารถเชื่อมต่อแท่งไฟกับแอปฯ V LIVE เชื่อมต่อบลูทูธเพื่อเปลี่ยนสีบนแท่งไฟไปตามจังหวะเพลงเหมือนในคอนเสิร์ต (เฉพาะแอนดรอยด์ และเฉพาะการชมผ่านมือถือ)

94830940_2952505688130693_148

เริ่มต้นด้วย VCR ภาพกราฟิกสวยๆ เปิดตัวหนุ่มๆ ทั้ง 7 คน คุน เตนล์ ลูคัส วินวิน เซียวจวิ้น หยางหยาง และ เฮนเดอรี่ และบิวด์อารมณ์กันด้วย “Take Off” ที่มาพร้อมกราฟิก และภาพ AR เครื่องบิน พร้อมโลโก้ V ตัวใหญ่ด้านบน และคราวนี้มีแท่งไฟต้นหอม เอ้ย แท่งไฟตัว V สีเขียววางตั้งอยู่ในตำแหน่งหน้าเวทีเป็นตัวแทนของแฟนเพลงนับร้อยๆ อัน ไฟกระพริบตามจังหวะเพลงไปด้วย หนุ่มๆ มาในลุคเท่และทรงผมใหม่กันถ้วนหน้า วินวินผมสั้น เตนล์ผมบลอนด์ที่ยาวขึ้นเยอะ ไหนตะคุนที่มาพร้อมผมสีน้ำเงิน ต่อด้วย “Love Talk” ที่ดีใจมากที่หนุ่มๆ เลือกเวอร์ชั่นอังกฤษมาร้องกัน (เวอร์ชั่นเดียวกันกับมิวสิควิดีโอที่หลายคนฟังจนคุ้นหู) เห็นเป็นเพลงจังหวะกลางๆ แต่ก็เต้นยับน่าดู

จากนั้นหนุ่มๆ พักเพื่อทักทาย และพูดคุยกับแฟนๆ ทั้ง 200 คนบนจอทั้งด้านข้างและด้านหลัง แน่นอนว่าทุกคนอารมณ์ดีและตื่นเต้นกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้มากๆ เพราะเป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเขา หลังจากที่เพิ่งจัด fan meeting ที่ไทยและประเทศอื่นๆ ไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าสู่ช่วงคุยกับแฟนเพลงแบบ 1:1 ที่เปิดโอกาสให้กับแฟนเพลงผู้โชคดีได้พูดคุยกับเมมเบอร์ที่เลือกพร้อมถาม 1 คำถามได้เลย สำหรับของ WayV แค่คำถามแรกที่มาจากแฟนเพลงชาวจีนก็ซึ้งจนทำให้ลูคัสถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะแฟนคนนั้นกล่าวประมาณว่า แม้ว่าวันนี้เราจะเจอกันจริงๆ ไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัวว่าแฟนเพลงจะหายไปไหน พวกเขาจะยังอยู่ตรงนี้เสมอ ขอให้รักษาสุขภาพให้แข็งแรง แล้วเรามาเจอกันใหม่ หนุ่มลูคัสถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ กล่าวขอบคุณ และบอกว่า พวกเขาพยายามมอบพลังบวกให้กับทุกๆ คน แม้ว่าบางครั้งจะรู้สึกว่ายังมอบให้ได้ไม่มากนัก แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเสมอ เพื่อตอบแทนกับพลังงานดีๆ ที่พวกเขาเองก็ได้รับกลับมาจากแฟนๆ เช่นเดียวกัน พูดจบก็เช็ดน้ำตา แล้วซึมไปหลายนาทีเลยทีเดียว คนอารมณ์ดียิ้มง่ายตลกเป็นประจำจู่ๆ น้ำตาร่วงกลางเวทีที่เพิ่งร้องเพลงไปได้ไม่กี่เพลง ทำเอาแฟนๆ ไปไม่เป็นกันหลายคนเช่นเดียวกัน

captureimage1wayv-beyond

หลังจากพูดคุยกับแฟนคลับพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็เข้าสู่โชว์อีกครั้งด้วยเพลง “Regular” และ “Yeah Yeah Yeah” ที่เป็นการแสดงสดครั้งแรก ก่อนจะเปิด VCR เผยให้เห็นช่วงฝึกซ้อม และกลับมาที่การแสดงในโปรเจกต์ Rainbow V ของสองหนุ่ม เตนล์ และวินวิน กับการเต้น contemporary dance ในเพลง “Lovely” ของ Khalid และ Billie Eilish ที่เคยเป็นคลิปไวรัลในโลกทวิตเตอร์ตั้งแต่ช่วงที่ปล่อยออกมาใหม่ๆ ต่อด้วยอีกหนึ่งเพลงในโปรเจกต์เดียวกัน “Red Bean” เพลงคัฟเวอร์จากศิลปินต้นฉบับ Khalil Fong ของโวคอลไลน์ เซียวจวิ้น และคุน ก่อนจะตัดเข้าสู่เพลงของ WayV ในเพลง “Face to Face” ของโวคอลไลน์อย่าง คุน เซียวจวิ้น และเตนล์ ในบรรยากาศร้องเพลงใต้ต้นไม้ใหญ่กับภาพกราฟิกสวยๆ ก่อนจะไปที่เพลง “King of Hearts” ที่แสดงโดยลูคัส หยางหยาง เฮนเดอรี่ และวินวิน ที่แสดงออกมาได้ทั้งเท่และเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน จิกกล้องแตกกันเป็นแถบๆ

ช่วงทอล์คกลับมาอีกครั้งพร้อมภารกิจพิเศษที่ส่งมอบโดยศิลปินรุ่นพี่ในค่ายอย่าง ชินดง Super Junior ที่นอกจากจะแซวว่าเขาไม่เคยแสดงคอนเสิร์ตออนไลน์แบบนี้มาก่อนแล้ว ยังขอให้หนุ่มๆ WayV ชวนแฟนๆ บนหน้าจอทั้ง 200 คนเต้นเพลง “Take Off” ไปพร้อมๆ กันเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จด้วย คราวนี้หนุ่มเตนล์ทำทีมสอนท่าเต้น Take Off เวอร์ชั่นง่ายๆ ให้แฟนๆ ได้ทำตามกันจนสำเร็จ พวกเขาจะมอบภาพของพวกเขาที่จะโพสต์ลงใน social network ให้เป็นของขวัญกับทุกๆ คนหลังจบคอนเสิร์ต

captureimage2wayv-beyond

จากนั้นก็เป็นช่วง performance ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น “Say It”, “Come Back”, “Moonwalk” และ “Dream Launch” ก่อนจะเปิด VCR ฉลองครบรอบ 1.5 ปีที่ WayV เดบิวต์ ที่สมาชิกแต่ละคนเผยความในใจถึงเมมเบอร์ และแฟนคลับ และกลับมาต่อกับการแสดงสดในเพลงใหม่ที่จะเป็น B-side track ของอัลบั้มเต็มที่เตรียมปล่อยในปีนี้ หนุ่มๆ มาในชุดเสื้อเชิ้ตขาวเหมือนเชิ้ตนักเรียนพร้อม badges หลากหลายสี เข็มกลัดนับสิบ และเขียนคำต่างๆ บนเสื้อ แค่เพลง B-sides ก็ทำเอา WayZenni (ชื่อแฟนคลับ WayV) ตื่นเต้นไปตามๆ กันแล้ว ยิ่งหนุ่มคุนบอกว่าอัลบั้มเสร็จแล้ว MV ก็ถ่ายเสร็จแล้ว รอคัมแบ็คเร็วๆ นี้ แฟนๆ ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปกันใหญ่ รอบนี้ไม่สปอยล์ จัดเพลงใหม่ให้ตามคำขอจริงๆ

สุดท้ายปิดโชว์ด้วย “Let Me Love You” เพลงน่ารักใสๆ ที่หนุ่มๆ ปล่อยพลังและรอยยิ้มออกมากันถ้วนหน้า โบกมือให้แฟนๆ บนจอ เล่นกับกล้องไปเรื่อยๆ ถือว่าพลังงานล้นเหลือตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายจริงๆ นอกจากนี้แฟนๆ บนจอยังทำโปรเจกต์ ชูกระดาษที่เขียนคำบอกรัก WayV เป็นภาษาต่างๆ ให้กับวง multilingual วงนี้อีกด้วย

หลังจากโบกมือลาจากเวทีไป ก็มีช่วง special talk หลังจบคอนเสิร์ตเหมือนกับของ SuperM เป็นการตอบคำถามจากแฟนๆ ที่โพสต์ทิ้งเอาไว้ในคอมเมนต์ V LIVE สดๆ หนุ่มๆ เลือกตอบคำถามนิดหน่อย ก่อนจะกล่าวขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุน และชมคอนเสิร์ตด้วยกันในวันนี้ บอกลากันเป็นภาษาต่างๆ ก่อนจะกลับเข้าหลังเวทีไปด้วยรอยยิ้ม

exfrkqmuwaozhvi

กระแสตอบรับแบบเรียลไทม์ในโลกอินเตอร์เน็ตของ WayV Beyond the Vision ค่อนข้างร้อนแรงจนแฮชแท็ก #WayV_beyondLIVE ติดเทรนด์อันดับ 1 แบบเรียลไทม์ในประเทศเกาหลี และต่างประเทศ ทั้งแบบ Worldwide และในหลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา บราซิล อินโดนีเซีย ประเทศไทย ฯลฯ รวมถึงได้รับการกดหัวใจสูงถึง 230 ล้านดวง ยืนยันถึงความสนใจอันถล่มทลายที่มีต่อ WayV และ Beyond LIVE ได้เป็นอย่างดี

นี่คือการแสดงคอนเสิร์ตในซีรีส์ Beyond Live ครั้งที่ 2 และเราได้ชมของ SuperM มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบตลอดการชมคอนเสิร์ตครั้งนี้บ้างในบางช่วงบางตอน สิ่งที่ดีขึ้นจากเดิมคือปัญหาทางเทคนิคระหว่างการสื่อสารพูดคุยของแฟนคลับผู้โชคดีกับศิลปินที่คราวนี้เป็นไปอย่างไหลลื่นกว่าเดิมมากขึ้น การเปิดซาวด์เสียงกรี๊ดหลังการแสดงจบก็พอจะช่วยให้การชมแต่ละโชว์จบให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการชมคอนเสิร์ตจริงมากขึ้น แท่งไฟที่ตั้งอยู่หน้าเวทีที่กระพริบไฟตามจังหวะเพลงได้ก็ช่วยเพิ่มอารมณ์เหมือนชมคอนเสิร์ตจริงๆ ได้มากขึ้นอีกนิดหน่อย ใครที่ sync แท่งไฟได้ก็คงตื่นเต้นไม่แพ้กัน

แต่สิ่งที่เราเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนคือ เทคโนโลยี AR ที่เคยเสนอกราฟิกแบบ 3D พุ่งๆ สวยๆ ในโชว์ของ SuperM เราเห็นได้น้อยมากในโชว์ของ WayV ทั้งๆ ที่เพลงที่ควรจะมีภาพสวยๆ แบบ AR ยิงมารัวๆ กลับไม่มี เช่นในเพลง “Moonwalk” และในเพลงอื่นๆ ที่ใช้กราฟิกบน LED อย่างเดียว และโดยภาพรวมเราว่ากราฟิก LED ของ WayV ไม่อลังการเท่ากับของ SuperM ด้วย ในขณะที่ระบบ sync แท่งไฟกับแอปฯ ก็ทำได้แค่กับผู้ใช้งาน Android เท่านั้น

ทางด้านเทคนิคต่างๆ อย่างปัญหากับไมโครโฟนของศิลปิน จอแฟนๆ บนเวทีก็มีปิดไปบ้างบางจอ และช่วงพูดคุย 1:1 กับหนุ่มๆ ก็สั้นลง ได้คุยกับแฟนๆ แค่ไม่กี่คนเท่านั้น รวมถึงซับไตเติ้ลก็ยังคงมีปัญหาซับขึ้นไม่ทัน ซับแปลไม่ครบ ยิ่งภาษาไทยยิ่งมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัดที่แปลผิดเพศ ผิดความหมายไปหมด ทำให้หลายช่วงหลายตอนระหว่างที่หนุ่มๆ พูดคุยกัน แฟนๆ หลายคนที่ฟังภาษาจีนไม่ออกน่าจะงงๆ ขาดอรรถรส และความต่อเนื่องไปบ้าง ในส่วนของการแสดงโดยรวมเราว่าเพลงน้อยไปหน่อยสำหรับ 14 เพลงในคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 2 ชั่วโมง และเราไม่ได้เห็นการแสดงของยูนิต ลูคัส หยางหยาง และเซียวจวิ้นจากโปรเจกต์ Rainbow V ด้วย

อย่างไรก็ตาม โดยรวมการแสดงของ WayV ยังคงเต็มไปด้วยพลัง และสื่ออารมณ์ได้ดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลงอารมณ์เท่ๆ ซึ้งๆ emotional ดิ่งๆ หรือจะสนุกสนานร่าเริง ทุกคนแสดงออกมาจากสีหน้าท่าทางและแววตาได้ดี การพูดคุยเป็นกันเองกับแฟนคลับก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่มีอยู่ในทุกคน ความเป็นกันเอง และเป็นตัวของตัวเองก็ยังเป็นเสน่ห์ของ WayV มาตั้งแต่วันแรกที่เดบิวต์จนถึงทุกวันนี้ เราเชื่อว่าจากการแสดงในวันนี้ แฟนๆ ล้วนแต่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันที่จะได้ชมการแสดงคอนเสิร์ตจริงๆ ต่อหน้าของ WayV มากกว่าเดิมหลายเท่า และรอคอยวันคัมแบ็คพร้อมอัลบั้มใหม่ของหนุ่มๆ มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเชื่อว่า WayV จะต้องกลับมาพร้อมเพลง และ performance อันน่าประทับใจอย่างที่เคยทำได้มาตลอดอย่างแน่นอน และเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้นที่จะเฝ้ารอคอยการเติบโตของพวกเขาด้วย

ติดตามคอนเสิร์ตคราวหน้า 10 พ.ค. กับ NCT DREAM และ 17 พ.ค. กับ NCT 127 กันด้วยนะคะ