เมื่อดวงไฟแห่งอินดัสเทรียลร็อคซัดสาด “Nine Inch Nails” กับความเดือดดาลแห่งปี!

เมื่อดวงไฟแห่งอินดัสเทรียลร็อคซัดสาด “Nine Inch Nails” กับความเดือดดาลแห่งปี!
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

“เมื่อซาวด์อันอื้ออึง หนักแน่น เดือดดาล ตลอด 1 ชั่วโมงครึ่งสิ้นสุดลง บอกตามตรงว่าพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอย่างไรดี ไม่รู้จะอธิบายว่าสิ่งที่ได้รับชมไปเมื่อสักครู่นี้มันยอดเยี่ยมอย่างไร มวลเสียงที่ได้ยินยังตลบอบอวลอยู่ภายในร่างกาย สลัดทิ้งออกไปไม่ได้ แม้จะผ่านข้ามวันมาแล้วก็ตาม”

นี่คือความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่พอจะสรุปใจความสำคัญได้หลังจากคอนเสิร์ต Singha Music presents Nine Inch Nails Live in Bangkok เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (14 สิงหาคม 2561) โดยผู้จัด VIJI CORP จบลง เชื่อเหลือเกินว่าคอดนตรีชาวไทยที่เดินทางไปยังสถานที่จัดแสดงอย่าง มูนสตาร์ สตูดิโอ คงรู้สึกไม่ต่างจากเราเท่าใดนัก มันคือการรอคอยอันแสนเนิ่นนาน จากอัลบั้มชุดแรกที่ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1989 กับ Pretty Hate Machine เดินทางเข้าสู่ปีที่ 30 บนถนนสายดนตรีของ Nine Inch Nails กับอัลบั้มล่าสุด Bad Witch ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ดนตรีอินดัสเทรียลร็อคของพวกเขายังคงทรงพลังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของใครบางคน

Nine Inch Nails

Nine Inch Nails

 

แปลกใจไม่น้อยที่วงเปิดของโชว์เมื่อคืนนี้ไม่ใช่วงร็อค แต่เป็น Marmosets ไซด์โปรเจกต์ของ DJ King Kong โปรดิวเซอร์และดีเจผู้คร่ำหวอดอยู่ในซีนอิเล็กทรอนิกส์เมืองไทยมายาวนานร่วม 10 ปี ซึ่งใครที่ไม่ได้ติดตามแนวทางนี้โดยเฉพาะอาจสงสัยว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่หากเราจะบอกว่า เขาคือ ปอนด์-กฤษฎา วดีศิริศักดิ์ อดีตนักร้องนำวง ปลื้ม ที่เคยมีเพลงฮิตอย่าง “ใจละเมอ”, “เลิกเจ้าชู้” และ “ลมรำเพย” แล้วล่ะก็ หลายคนคงร้องอ๋อขึ้นมาทันที

การยืนประจำการอยู่หลังบูธดีเจเมื่อคืนนี้ก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย มันไม่ใช่ซาวด์ตื๊ดๆ แบบสมัยนิยมที่ได้ยินตามผับหรือมิวสิคเฟสติวัลทั่วๆ ไป Marmosets ได้ใส่บรรยากาศบางอย่างที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สั่นประสาท ลึกลับในบางครั้ง โหวกเหวกในบางคราว พร้อมกับบีตหนักๆ ดีพๆ ที่กดประสาทคนฟังใช่ย่อย เรียกเสียงเฮจากคนฟังได้เรื่อยๆ นักผสมเสียงผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา เรียกได้ว่าก้าวสู่ระดับโลกได้สบายๆ และความแปลกใจที่เกิดขึ้นในตอนแรกก็มลายหายไป นี่คือการต้อนรับเข้าสู่โลกอันบิดเบี้ยว และเสียงดนตรีที่เต็มไปด้วยความอลหม่านอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าจะแอบเสียดายอยู่เล็กๆ ที่ช่วงพักเบรกนั้นนานไปสักนิด ทำให้ซาวด์จาก Marmosets ที่วนเวียนอยู่ในหัวนั้นค่อยๆ จางหายไป แอบคิดอยู่ว่าถ้ายังคงเสียงในลักษณะนั้นเอาไว้ระหว่างเซ็ตเวที การปะติดปะต่อทางความรู้สึกอาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่านี้ และเราก็อาจจะจมดิ่งลงไปในสุ้มเสียงเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ รอเวลาระเบิดออกมากับโชว์ของ Nine Inch Nails พอดิบพอดี

แสงไฟสาดส่องมาถึงหน้าแผงคอนโทรล

แสงไฟสาดส่องมาถึงหน้าแผงคอนโทรล

 

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย แสงไฟสว่างจ้าลุกลามมาถึงเกือบแผงคอนโทรลบริเวณด้านหลัง พร้อมกับดรายไอซ์ขนาดมหึมา เราไม่เคยเห็นมูนสตาร์ สตูดิโอ ในภาพแบบนี้มาก่อน สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของ Nine Inch Nails ทันควัน ทั้งๆ ที่โชว์เพิ่งจะเริ่มไปได้ไม่กี่วินาที Somewhat Damaged” และ The Day the World Went Away” คือการสาดใส่ความเดือดตั้งแต่แรกพบ ไม่ต้องวอร์มร่างกายอะไรใดๆ ทั้งสิ้น … ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนของ NIN ที่ 2 สมาชิกหลักอย่าง Trent Reznor และ Atticus Ross รวมถึงผองเพื่อนพลพรรคร่วมทัวร์เป็นเจ้าของอาณาจักร

ไลท์ติ้งที่เจิดจ้าไปทั่วทั้งฮอลล์ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแต่ว่าแปรเปลี่ยนไปเป็นสีต่างๆ ทั้งส้ม, ม่วง, แดง, ฟ้า และต่างๆ นานาอีกมากมาย สลับกับ Strobe light กระพริบๆ ที่เพิ่มอณูความมันได้อีกหลายเท่าตัว Wish”, “Less Than” และอีกหนึ่งเพลงดังอย่าง March of the Pigs” คือบทเพลงเซ็ตต่อมาที่ค่อยๆ ดึงดูดผู้ชมให้ถลำลึกไปความสั่นประสาททางท่วงทำนองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเพลงหลังที่ทีมงานนำไฟฟอลโลว์ไปยิงอยู่ข้างๆ Trent และมือกีตาร์อย่าง Robin Finck ถึงบนเวที ให้อารมณ์ไปอีกแบบราวกับว่าอยู่ในโรงละครกันเลยทีเดียว

Trent Reznor

Trent Reznor

 

เซ็ตลิสต์ในการมาเยือนเมืองไทยครั้งนี้ของ Nine Inch Nails กระจายไปแทบจะทุกอัลบั้มของพวกเขา ที่ให้ทั้งความสะใจกับความดิบและดุดัน หรือล่องลอยไปกับเสียงสังเคราะห์บีบๆ กดๆ เพลงอย่าง “Piggy”, “The Frail”, “Reptile”, “The Lovers”, “Shit Mirror”, “Ahead of Ourselves” รวมถึงเพลงใหม่ล่าสุดอย่าง God Break Down the Door” ก็ถูกนำมาร้อยเรียงกันอย่างต่อเนื่อง แต่ใช่ว่า NIN จะเดือดแบบไม่บันยะบันยังกันอย่างเดียว ก็มีจังหวะให้คนดูพักหายใจกันบ้าง และแม้ว่า Trent แทบจะไม่พูดอะไรเลยนอกจากคำว่าขอบคุณ แต่ในบางครั้ง ดนตรีก็สามารถสื่อสารได้ดีกว่าคำพูดเป็นไหนๆ ไม่ใช่หรือ

โยกหัวโยกตัวกันแบบยาวๆ ในช่วงท้าย กับเพลงอย่าง “Closer” ที่เหล่าสาวกร้องตามกันกระหึ่ม, Copy of A”, “I’m Afraid of Americans” ที่นำเอาบทเพลงของ David Bowie มาคัฟเวอร์ในสไตล์ของ Nine Inch Nails ต่อด้วย Gave Up” ก่อนที่ทุกคนในฮอลล์จะกระโดดกันตัวลอยไปกับ “The Hands That Feeds” และ “Head Like a Hole” อีก 2 เพลงในตำนานที่สร้างความฮึกเหิมได้สุดพลัง ก่อนที่พวกเขาจะปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงอังกอร์ที่แถมให้ถึง 3 เพลงทั้ง Survivalism”, “Even Deeper” และส่งท้ายก่อนจากลาด้วยเพลงในดวงใจใครหลายคนอย่าง “Hurt”

เงาของ Nine Inch Nails ที่ฉาบลงบนไลท์ติ้ง

เงาของ Nine Inch Nails ที่ฉาบลงบนไลท์ติ้ง

 

หากจะหยิบยกคำว่า “สมบูรณ์แบบ” มาใช้กับ Nine Inch Nails Live in Bangkok ก็คงไม่เกินจริงไปนัก เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากผู้คนรอบกายที่เคยสัมผัสความอลังการจากพวกเขามาก่อนหน้า รวมไปถึงบทความต่างประเทศชิ้นต่างๆ ที่เอ่ยถึงนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว ดนตรีของ Nine Inch Nails ได้บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่วงดนตรีวงหนึ่งควรจะมี ควรจะเป็น ผ่านเนื้อหาของเพลงที่ไม่ค่อยจะสดใสโลกสวยเท่าใดนัก อันเป็นแบบฉบับที่ยึดมั่นมาโดยตลอด ผ่านแนวทางแห่งอินดัสเทรียลร็อคที่พวกเขายืนหยัดมาเป็นเวลาร่วม 3 ทศวรรษ ผ่านพลังงานบนเวทีที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น เดือดขึ้น สรรพเสียงวนเวียน ดังก้องอยู่ในโสตประสาท ภาพและเสียงที่ปรากฏช่างทรงพลังในแบบที่หาคำมาอธิบายได้ยากเหลือเกิน แต่รู้สึกและสัมผัสถึงได้ตลอดเวลา

Trent Reznor ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะทางดนตรีของโลก การได้ยลฝีมือและฟังน้ำเสียงของเขาแบบสดๆ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนไม่มีวันลืม ในขณะเดียวกัน คู่หูอย่าง Atticus Ross คือบุคคลที่ Trent จะขาดไปไม่ได้อย่างแน่นอน ในแวบหนึ่งเรารู้สึกว่า “เสียง” ที่เราได้ยินในเพลงต่างๆ ของ Nine Inch Nails ที่บรรจุอยู่ในแต่ละอัลบั้ม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำมาแสดงสด ร่วมหนึ่งร้อยแทร็คจาก 9 สตูดิโออัลบั้ม ผ่านกระบวนการความคิดและดีไซน์ออกมาอย่างละเอียดถี่ยิบจากทั้ง 2 คน แต่ในที่สุด เสียงเหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริงบนเวที นั่นยิ่งทำให้เราและนักฟังเพลงทั่วโลกยอมรับและขอคารวะในความเก่งกาจของวงดนตรีวงนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่แปลกที่เมื่อคืนเมื่อลองสังเกตดูแล้วก็คลาคล่ำไปด้วยศิลปินนักดนตรีมากมาย อาทิ ชัช-สุชัฒติ จั่นอี๊ด มือกลองวง Bodyslam, โดม-ปกรณ์ ลัม, วง Slur, วง BrandNew Sunset, โอ๊ค-พงศ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบสวง Big Ass, ปั๊ม-ปิย์นาท โชติกเสถียร มือกีตาร์วง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ฯลฯ รวมถึงบุคคลเบื้องหลังอย่าง เจ-มณฑล จิรา ก็มาร่วมชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้เช่นกัน

มากไปกว่านั้น การได้ยอดฝีมือทางดนตรีมาร่วมวงไพบูลย์ในการทัวคอนเสิร์ตรอบโลก ยิ่งทำให้ Nine Inch Nails เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งในทุกภาคส่วน Robin Finck มาพร้อมกับเสียงกีตาร์แตกๆ ดิบๆ ทว่าเรากลับรู้สึกว่า ทำไมมันเพราะอย่างนี้(วะ) แต่ละริฟฟ์แต่ละไลน์ทำให้เราจดจ้องเขาตาไม่กระพริบ, Alessandro Cortini มือเบสที่ควบหน้าที่มือคีย์บอร์ดและซินธิไซเซอร์ไปด้วยในตัว ก็ทำหน้าที่กระดูกสันหลังของวงร่วมกับ Ilan Rubin อีกหนึ่งมือกลองที่หวดสแนร์ได้หนักหน่วงและคมกริบในเวลาเดียวกัน ซึ่งหลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในการเป็นมือกลองให้กับวง Lostprophets หรือ Angels & Airwaves และเราก็เคยรับชมความมันทะลุกระเดื่องของเขาด้วยสองตาของตัวเองมาแล้ว เมื่อครั้งที่เขาเดินทางมากับ Paramore เมื่อราวๆ 5 ปีก่อนนั่นเอง

และเมื่อ 5 ขุนพลแห่งวงการดนตรีโลกอยู่บนเวที ซาวด์ที่ออกมาก็เกินจะบรรยาย เคลียร์ทุกเม็ด ชัดทุกไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์, เบส, กลอง เสียงร้อง หรือแม้แต่เสียงสังเคราะห์ต่างๆ ที่ไม่มีใครแย่งซีนใคร คือความลงตัว ความพอดีที่คอดนตรีตัวจริงคงอิ่มเอมกันถ้วนหน้าที่ได้รับฟังระบบเสียงที่เพอร์เฟกต์ขนาดนี้ ในขณะที่ระบบแสงก็ไร้ที่ติ อย่าลืมว่านี่คือคอนเสิร์ตที่ไม่มีจอ LED ไม่มีวิชวลใดๆ ด้านหลังเป็นผ้าขนาดมหึมาที่ขึงเอาไว้ เวทีรายล้อมไปด้วยดวงไฟไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ที่อยู่ทั้งด้านบน ด้านล่าง ขนาบซ้าย-ขวา หรือแม้แต่ด้านหลังที่ยิงไฟออกมาทำให้ทั้งฮอลล์กลายเป็นสีนั้นๆ รวมไปถึงเทคนิคที่ไม่ต้องส่องไฟด้านหน้า ปรากฏเป็น “เงา” ของศิลปินตัดกับแสงสีจัดจ้านอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เด่นชัด และเท่ชะมัดยาด พร้อมทั้งยังมีการเล่นไลท์ติ้งกับจังหวะของแต่ละเพลง เร็วช้าสลับกันอย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย นี่คือความยอดเยี่ยมที่ผ่านการซักซ้อมมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะสร้างสรรค์ความเรียบง่ายให้กลายเป็นความอลังการได้ขนาดนี้

แม้ว่าในช่วงโชว์ของ Marmosets จะมีหลายคนที่จับกลุ่มคุยกันเสียงดัง … ดังมากๆ จนเราต้องหลีกหนีไปหาพื้นที่ที่สงบเงียบ หรือแม้แต่ในช่วงการแสดงของ Nine Inch Nails ที่เราได้กลิ่นบุหรี่แม้จะมีข้อห้ามประกาศเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้าถึงตัวและนำตัวออกนอกสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวก็ถูกกลบด้วยทุกวินาทีแห่งความเดือดดาลแห่งปีจาก Nine Inch Nails อย่างแท้จริง

ไม่รู้เหมือนกันว่า แฟนเพลงชาวไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับ “พลังล้างผลาญ” ทางเสียงดนตรีจาก Nine Inch Nails ที่ทั้งแข็งกร้าว ดำดิ่ง อลหม่าน อนธการ อื้ออึง และอื่นๆ อีกมากมายหลายความรู้สึกแบบนี้อีกหรือไม่ แต่เชื่อได้เลยว่า Nine Inch Nails Live in Bangkok จะเป็นคอนเสิร์ตที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทุกๆ คนไปอีกนาน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: VIJI CORP