“Mac DeMarco” กับความเชื่อที่ว่า เพลงป็อปที่ดีต้องเขียนจากความรู้สึกที่แท้จริง

“Mac DeMarco” กับความเชื่อที่ว่า เพลงป็อปที่ดีต้องเขียนจากความรู้สึกที่แท้จริง
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

1 สิงหาคมที่ผ่านมาคือหมายกำหนดการที่คอดนตรีชาวไทยได้มีโอกาสรับชมการแสดงสดของ Mac DeMarco นักร้อง นักแต่งเพลง และนักกีตาร์มากความสามารถชาวแคนาดาเป็นหนที่ 2 หลังจากเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว เขาเดินทางมาสร้างความหฤหรรษ์ขั้นสุดที่ร้าน Cosmic Café ย่านอาร์ซีเอ แต่คราวนี้ผู้จัด HAVE YOU HEARD? จัดหนักจัดเต็มขึ้นด้วยการขยายสเกลของโชว์ให้ใหญ่ขึ้น กับสถานที่จัดแสดงอย่าง Voice Space นั่นเอง

>> “Mac DeMarco” กับโชว์อภิมหาความบันเทิงสไตล์ Jizz Jazz ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

แต่ก่อนที่ชายผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของศิลปินในยุคนี้ 3 สตูดิโออัลบั้มที่เขาปล่อยออกมาทั้ง 2 (2012), Salad Days (2014) และ This Old Dog (2017) พร้อมกับเพลงที่สร้างความสุขให้แฟนๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ “My Kind of Woman”, “Still Together”, “Salad Days”, “On the Level” หรือ “My Old Man” จะขึ้นเวทีคอนเสิร์ต Singha Light Live Series Vol 3.2 - Mac DeMarco ทีมงาน Sanook! Music และสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่งก็มีโอกาสได้เข้าไปนั่งสนทนาท่ามกลางบรรยากาศชิลๆ ในห้องพักศิลปิน แม้คำถามจะหลากหลาย แต่ Mac DeMarco ก็ตอบคำถามทุกๆ คนในห้องสี่เหลี่ยมห้องนั้นอย่างจริงใจ และเป็นกันเองสุดๆ

Mac DeMarco

Mac DeMarco

 

เราอยากรู้ว่าความรู้สึกในตอนนี้ สำหรับโชว์ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับครั้งก่อนมันแตกต่างกันมากไหม?

ครั้งที่แล้วที่ผมมาเล่นที่ไทยมันเป็นโชว์เล็กๆ ผมเลยไม่แน่ใจว่า โชว์ที่สเกลใหญ่กว่าอย่างครั้งนี้จะเป็นความรู้สึกอย่างไร แต่ผมก็ตื่นเต้นนะ แถมโปรโมเตอร์ยังบอกว่า ผู้ชมก็ตื่นเต้นด้วย เพราะฉะนั้นมันน่าจะเจ๋ง

 

มาเมืองไทยครั้งนี้ได้ไปทำอะไรมาแล้วบ้าง?

ก็ไปร้านอาหารนอกห้างสรรพสินค้ามา ก็กินอาหารเผ็ดๆ ไปหลายจาน (หัวเราะ) ใช้ได้เลย

ย้อนกลับไปสักหน่อย ยังจำโชว์แรกในชีวิตของคุณได้ไหม?

ได้สิ พวกเราไปเล่นที่ลานสเก็ตบอร์ดแห่งหนึ่ง ยังเด็กกันอยู่เลย ตอนนั้นพวกเราอัพผลงานขึ้นใน MySpace แล้วผมดันไปรู้จักคนในเมืองที่สามารถจัดโชว์ขึ้นได้ ก็ไม่คิดหรอกว่าจะมีงานเล่น แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดี จากนั้นก็ค่อยๆ มีมาเรื่อยๆ

 

หลายคนยกให้คุณเป็น “เจ้าชายแห่งวงการอินดี้ร็อค” รู้สึกอย่างไรกับคำๆ นี้?

โอ้… ที่นี่เขาพูดกันอย่างนั้นเหรอ ท่าทางผมจะมีหลายชื่อแน่เลย (หัวเราะ) แต่ชื่อนี้มันออกจะแปลกไปหน่อย ไม่รู้สิ บางทีพวกคุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่า มันมีความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย ถ้าเป็น 4 ปีที่แล้ว คำว่า “เจ้าชาย (Prince)” ก็อาจจะฟังสมเหตุสมผล ซึ่งถ้าจะให้ผมนิยามดนตรีของตัวเอง ก็คงเรียกมันว่า Jizz Jazz ล่ะมั้ง แต่มันก็ฟังดูไม่เข้าท่าเลย หรืออาจจะเป็นร็อคแอนด์โรลก็ได้มั้ง ไม่แน่ใจเหมือนกัน

และหลายคนก็รู้สึกว่าคุณคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการดนตรีในยุคนี้ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?

จริงหรือ เจ๋งเลย มันมีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมทุ่มเทศึกษาดนตรีส่วนใหญ่ตั้งแต่เมื่อยุค 50 ปีที่แล้วเพื่อทำเพลงของตัวเอง แต่เด็กสมัยนี้ศึกษาแค่ในอินเทอร์เน็ต เอาเป็นว่าถ้าพวกเขาได้เห็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็เป็นเรื่องที่ดีแหละ นั่นคือหลักการ

 

ดนตรีป็อปที่ดี ต้องเขียนจากความรู้สึกที่แท้จริงไหม?

มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะ ผมว่ามันคือวิธีเดียวที่ผมสามารถทำได้ ส่วนใหญ่เขาบอกว่าเพลงป็อปที่ดี หรือเพลงฮิตดังระเบิดถูกเขียนขึ้นจากคนที่เข้าใจในเนื้อหานั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าอะไรที่จะทำให้เพลงมันฮิตได้ ผมทำเพลงมาตลอดชีวิตยังไม่รู้เลย

แล้วคุณคิดว่า เพลงป็อปที่คุณทำน่ะดีหรือเปล่า?

ก็อาจจะนะ มันอาจจะไม่ใช่เพลงฮิตที่ดีก็ได้ หรือมันอาจจะเป็นเพลงป็อปที่แย่ (หัวเราะ) แต่ผมชอบนะ แต่มันก็แย่จริงๆ แหละ

 

ความท้าทายของการเขียนเพลงในอัลบั้มล่าสุดอย่าง This Old Dog คืออะไร?

มันใช้เวลาเยอะขึ้นมาก ผมคิดว่าผมเติบโตขึ้น จากความรู้สึกที่เคยต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ในทันที ตอนนี้มันเรื่องอื่นมากมายรอบตัว เช่น เรื่องครอบครัว จนเหลือเวลาให้ผมไม่มากนัก อีกอย่างผมไม่ได้เป็นคนถ่ายทอดอารมณ์ที่เก่ง แต่มันก็ดีสำหรับผมที่ผมเป็นแบบนี้ และชอบเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย

ถ้าให้เลือกเพลงที่เศร้าที่สุดเท่าที่เคยทำมา?

โห… ยากเลย อาจจะเป็น “Sherrill” จากอัลบั้มที่มีชื่อว่า 2 แต่มันก็ไม่ได้เศร้าขนาดนั้นนะ คือเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วผมเปิดเพลงฟังในคอมพิวเตอร์ มันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่กำลังทำเพลงนั้นอยู่ ซึ่งมันก็อาจจะสะเทือนอารมณ์นิดหน่อย แต่เพลงมันออกไปทางน่ารักมากกว่าเศร้านะผมว่า

 

มาพูดถึงโชว์ของคุณบ้าง สังเกตได้ว่ามีการคัฟเวอร์หลากหลายบทเพลง มีวิธีเลือกเพลงต่างๆ เหล่านั้นมาคัฟเวอร์อย่างไร?

ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันจะมีเพลงจำนวนหนึ่งที่เด็กทั่วแคนาดาใช้ฝึกเล่นกีตาร์ อย่าง AC/DC ถ้าผมเล่นเพลงของตัวเองในโชว์จนครบหมดแล้ว ผมก็จะเล่นเพลงเหล่านี้เอาสนุก

ในฐานะที่คุณเป็นศิลปินที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่สมัยที่สตรีมมิ่งยังไม่โด่งดัง จนปัจจุบันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมหลักในการฟังเพลงไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้มีผลต่อการทำเพลงของคุณหรือไม่?

ไม่นะ อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่รู้จักวิธีใช้พวกสตรีมมิ่งก็ได้มั้ง (หัวเราะ) ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าค่ายเพลงเขาหาเงินจากสิ่งนี้กันอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเอาผลงานทุกชิ้นของผมขึ้นออนไลน์ให้ได้ฟังกันฟรีๆ อืม… แล้วก็มีเรื่องที่ผมคิดว่า สตรีมมิ่งเปลี่ยนวิถีในการเสพดนตรีของผมนะ เหตุผลที่ผมชอบยูทูปก็เพราะว่า มันมีคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับการทำอัลบั้มดนตรีแปลกๆ ที่ปกติไม่สามารถเล่นที่ไหนได้ เราแค่เปิดมันจากโทรศัพท์มือถือ แล้วก็นั่งฟังเพลงแบบร้องโอ้โหได้ตลอดเวลา มันช่วยเปิดประตูให้เราได้ค้นหาดนตรีได้หลากหลายขึ้นจากเดิมที่ผมเดินไปที่ร้านขายซีดีแล้วต้องขอคำแนะนำจากเจ้าของร้านว่า จะซื้อแผ่นไหนดี สรุปคือ มันอาจจะเปลี่ยนวิถีการฟังเพลงของผมไปโดยที่ผมก็ไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

ก่อนหน้านี้คุณมีซิงเกิล “My Old Man” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า คนชราของฉัน ออกมา เราอยากทราบว่า ในอีก 40 ปีข้างหน้า คุณอยากเป็น Old Man แบบไหนกัน?

ผมน่าจะเป็นพ่อคนนะ ผมอยากมีสุขภาพดีที่กว่า … ตอนนี้ ไม่รู้สิ เรียกว่าอยู่อย่างสงบสุขแล้วกัน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: HAVE YOU HEARD?