“Mac DeMarco” กับโชว์อภิมหาความบันเทิงสไตล์ Jizz Jazz ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

“Mac DeMarco” กับโชว์อภิมหาความบันเทิงสไตล์ Jizz Jazz ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ปลายปี 2013 คอดนตรีชาวไทยกลุ่มเล็กๆ มีโอกาสได้รับชมการแสดงสดสุดหฤหรรษ์จากนักร้อง นักกีตาร์ และนักแต่งเพลงชาวแคนาเดียน Mac DeMarco เป็นครั้งแรก ณ ร้าน Cosmic Café ที่ปัจจุบันกลายเป็น NOMA BKK ไปแล้ว เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความสุดเหวี่ยงที่เขาจัดหนักจัดเต็มให้ โดยเฉพาะการกระโดดลงมาจากชั้น 2 ของร้านที่ยังคงเป็นที่พูดถึงจากคนที่ได้เห็นกับตาในวันนั้น…

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ขึ้นเวทีน้อยใหญ่ รวมไปถึงเทศกาลดนตรีระดับโลกมากมาย Mac DeMarco หวนคืนสู่ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้งในค่ำคืนวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมากับ Singha Live Light Series Vol 3.2 - Mac DeMarco โดยผู้จัดที่เคยนำพาเขามาเยือนเมืองไทยในครั้งก่อนอย่าง HAVE YOU HEARD? พร้อมสเกลงานที่ใหญ่โตขึ้น เพราะยกพลไปจัดกัน ณ Voice Space ย่านวิภาวดีรังสิต

เดินทางสู่ที่หมายตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า เนื่องด้วยภารกิจในการสัมภาษณ์หนุ่มจอมยียวนผู้นำพาแนวดนตรี Slacker Rock โด่งดังไปทั่วโลกร่วมกับสื่อมวลชนท่านอื่นๆ หลังจากการสนทนาสั้นๆ เสร็จสิ้น ก็นั่งเล่นนอนเล่นอยู่บริเวณนั้น ใส่หูฟังอุ่นเครื่องด้วยเพลงจาก 3 อัลบั้มเต็มไม่ว่าจะเป็น 2, Salad Days และ This Old Dog กันไปเพลินๆ 2 ชั่วโมงครึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาวงเปิดวงแรกแล้วสินะ

เสื้อยืดที่ระลึกที่ Mac DeMarco นำมาจำหน่าย

Gorn Clw จากฝีมือการทำเพลงของ ก่อน-ชลวรรษ บูรณสิงห์ ประเดิมค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าซาวด์จะยังดูไม่พุ่งออกมาสู่ผู้ชมอย่างเต็มที่ ด้วยเพลงอย่าง S-B-E (saddest.body.ever)”, “Honey I’m Lonely”, Freaky Guy” และ “Hit Me (Ride)” ที่ริฟฟ์กีตาร์เท่ๆ ในแต่ละเพลงน่าจดจำเอามากๆ ผสมผสานกับซาวด์แอมเบียนต์สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวได้อย่างโดดเด่น ก่อนจะปิดท้ายด้วย “Rush Love” กับจังหวะจะโคนจากซาวด์ร็อคพลุ่งพล่าน พร้อมทั้งคำกล่าวจากหนุ่มก่อนก่อนเพลงจะเริ่มว่า “ขอไฟมืดๆ หน่อยฮะเพลงนี้” ที่พาทุกคนด่ำดิ่งไปกับความกราดเกรี้ยวของเพลงได้ชะงัดนัก จำได้ว่าเคยดูวงนี้เล่นสดมาแล้ว ซึ่งนับจากวันนั้น Gorn Clw ก็มีพัฒนาการทางด้านการแสดงสดที่ยอดเยี่ยมทีเดียว แม้ว่าบนเวทีจะยังดูเคอะเขินอยู่บ้างก็ตาม

Gorn Clw

Gorn Clw

 

ต่อกันด้วย temp. ที่เพิ่งจะโยกย้ายชายคาไปอยู่ค่าย Parinam Music ได้ไม่นาน ดึงดูดผู้ชมได้ตั้งแต่เพลงแรกอย่าง “Adult Video” รวมถึงซิงเกิลล่าสุดอย่าง “Miss Summer” ที่บอกได้เลยว่าซาวด์มาเต็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อิ่มเอมหัวใจไปกับท่วงทำนองสนุกๆ แต่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดทางดนตรีที่หากฟังดีๆ วงนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างไลน์เบสหนึบๆ กีตาร์โทนสว่าง แพตเทิร์นกลองชุดที่ซับซ้อนในบางคราว แถมด้วยทรัมเป็ตที่เป็นพระเอกในหลายๆ เพลง ยิ่งในเพลงถัดไปอย่าง “Party’s Over” โซลหม่นๆ ที่ทำเอาเศร้าอยู่เหมือนกัน หลังจากนั้นเป็นคิวของเพลงใหม่ที่พวกเขายังไม่ได้ปล่อยออกมาอย่าง “Ring Ring” ดนตรีกลิ่นอายดิสโก้เล็กๆ กับทรัมเป็ตใส่เอฟเฟกต์นี่เฟี้ยวฟ้าวได้ใจ ปิดท้ายด้วย 2 เพลงที่แฟนๆ ร้องตามกันดังทีเดียวอย่าง Moonshine” และ “Motel California” การเดินทางของ temp. ทำให้การแสดงสดของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว ทั้งเรื่องของจังหวะ ทีมเวิร์ก และซาวด์ที่ออกมาลงตัว นับเป็นไลฟ์ที่ดีที่สุดของพวกเขานับตั้งแต่ที่เคยดูมา 3-4 ครั้งก็ว่าได้

temp.

temp.

 

สี่ทุ่มครึ่งโดยประมาณ เอาล่ะ ถึงเวลาของพ่องานของเราแล้ว! Mac DeMarco เดินขึ้นสู่สเตจด้วยท่าทีสบายๆ เสื้อยืด กางเกงขาสั้น หมวกใบเก่ง ถุงเท้ายาว รองเท้าผ้าใบ ไม่ต่างอะไรจากที่เราเห็นในโลกออนไลน์ ดูเข้ากันดีอย่างแปลกประหลาดกับเวทีที่มีแป้นบาสเกตบอล 3 แป้นอยู่ด้านหลัง กับจอวิชวลสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวเหยียดเต็มเวที ก่อนจะเข้าสู่โชว์อย่างเป็นทางการ พี่แม็ก น้าแม็ก หรือลุงแม็ก ตามที่แต่ใครจะเรียกเขาว่าอะไรก็กล่าวถึงความยินดีที่ได้กลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งในรอบ 4 ปี พร้อมแนะนำตัวสมาชิกวงในทันที และเริ่มต้นด้วย “On the Level” และ Salad Days” ที่เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจากเหล่าสาวก กลิ่นความไม่ธรรมดาของโชว์หลังจากนี้เริ่มลอยแตะจมูกเข้าให้แล้ว

Mac DeMarco ประจำการบนเวที

ใครที่เคยดูโชว์ของ Mac DeMarco มาแล้วก็คงพอคุ้นเคยกับความเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องมาคอยประดิดประดอยอะไรให้มากความ อยากกรีดร้องก็จัดซะ อยากพ่นคำสบถก็ไม่ต้องรีรออะไร บรรยากาศของ Singha Live Light Series Vol 3.2 - Mac DeMarco เมื่อคืนนี้ก็ประมาณนั้นแหละ เหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่งงัดเอาพรสวรรค์ทางดนตรีมาโชว์ให้เราเห็นกับตาแบบไม่ต้องวางฟอร์มให้มากความ No Other Heart”, “For the First Time”, “The Stars Keep On Calling My Name” และ “Cooking Up Something Good” คือ 4 เพลงถัดมาที่ยังคงทำให้มวลสารความสนุกยังตลบอบอวลอย่างต่อเนื่อง

แล้วจู่ๆ มือคีย์บอร์ดของวงก็พาทุกคนดื่มด่ำไปในภวังค์แห่งแจ๊ซ แล้วจู่ๆ (อีกครั้ง) Mac DeMarco ก็หกสูงและตีลังกาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นำพาเข้าสู่เพลงจากอัลบั้มใหม่อย่าง “My Old Man” ก่อนจะพาย้อนกลับไปอัลบั้มแรกกับอีกหนึ่งเพลงดัง Ode to Viceroy” ที่ทั้งฮอลล์ร้องตามกันถ้วนทั่ว หลังจากนั้นเป็นคิวของ One More Love Song” ที่ Mac เรียกร้องขอแสงไฟจากผู้ชม ซึ่งปกติจะเปิดแฟลชไลท์จากโทรศัพท์มือถือใช่ไหม แต่งานนี้กว่าครึ่งฮอลล์จุดไฟแช็คชูขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ก่อนกลับสู่โหมดความคึกคักกับ Freaking Out the Neighborhood”

ลีลากรีดกีตาร์เท่ๆ ของ Mac DeMarco

Mac DeMarco ยังคงสนทนากับแฟนเพลงชาวไทยสลับกับการเล่นดนตรีอย่างต่อเนื่อง มีเล่นมุขบ้างบางครั้งบางคราว เช่น บอกว่าเป็นโชว์สุดท้ายของทัวร์แล้ว แต่ทั้งทัวร์มีแค่ 3 โชว์นะ หรือแม้แต่การให้มิสเตอร์โจ มือกลองของวงออกมาเดี่ยวไมโครโฟนเรื่องสัพเพเหระยาวนานกว่า 5 นาทีเห็นจะได้ ฟังไปฟังมานึกว่าเป็นวอยซ์โอเวอร์ของสารคดีหรือภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง นับเป็นสีสันแห่งเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ทั้งสดทั้งดิบ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอย่างแท้จริง

ท่วงทำนองของ Mac DeMarco ยังคงสร้างความสุขให้แฟนๆ อย่างต่อเนื่อง “My Kind of Woman” กับเสียงร้องตามดังสนั่นอีกครั้ง หรือแม้แต่ “Brother”, “Chamber of Reflection” และ Still Together” ที่ทุกคนคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าจะมีแต่เพลงของเขาเอง ซึ่งนับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแล้วก็ว่าได้ว่า Mar DeMarco และผองเพื่อนจะมีเพลงคัฟเวอร์มาฝาก ขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นเพลงไหนแค่นั้นเอง

เมื่อ Mac DeMarco ย้ายไปเล่นกลอง

สำหรับโชว์ครั้งที่ 2 ในเมืองไทย Mac DeMarco เลือกหยิบ Change the World” จาก Eric Clapton มาคั่นกลางระหว่างโชว์ แต่ในช่วงท้ายน่ะหรือ… เอาเป็นว่าใครอยู่ถึงนี่คงเซอร์ไพรส์แล้วเซอร์ไพรส์อีก เซอร์ไพรส์จนต้องร้องขอชีวิตกันไปข้างหนึ่ง เพราะมีตั้งแต่ Killing In the Name” จาก Rage Against the Machine ที่มิสเตอร์โจออกมาส่งเสียงคำรามอีกครั้ง ตามมาด้วยความเดือดจาก Black Sabbath กับเพลง Paranoid” กับลีลาสุดเหวี่ยงของ Mac และมือกลองของเราก็ออกมาลากยาวกับ Under the Bridge” ของ Red Hot Chili Peppers อีก 2 เพลงจาก Weezer อย่าง Undone - The Sweater Song” และ Say It Ain’t So” รวมถึง In Da Club” จาก 50 Cent ก่อนจะปิดท้ายโชว์อย่างแท้จริงกับการนำเพลง “Still Together” มาร้องบรรเลงอีกครั้ง

Mac DeMarco

Mac DeMarco

 

ใครที่ชอบโชว์เนี้ยบๆ เป๊ะแบบทุกช็อตทุกตัวโน้ต Mac DeMarco อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณ เพราะโชว์ของชายคนนี้เต็มไปด้วยความสดที่เดาทางได้ยากมาก สำหรับเรื่องเพลง แน่นอนล่ะว่าเขาต้องมีเซ็ตเพลงที่จะเล่นอยู่ในมือ แต่เพลงคัฟเวอร์ แม้ว่าในหลายโชว์ก่อนหน้าเราจะได้เห็นหลายเพลงเป็นเรื่องธรรมดา แต่บอกตามตรงว่า เราเดาไม่ออกจริงๆ ว่านี่คือเพลงที่พวกเขาเตรียมเอาไว้ หรืออยากเล่นในห้วงวินาทีนั้นจริงๆ อาทิ การโผล่มาของ “Paranoid” แห่งวงเฮฟวีเมทัลอย่าง Black Sabbath เป็นต้น

นี่ยังไม่นับการหกสูง ตีลังกา ดึงคันโยกและทุ่มกีตาร์ลงพื้นระหว่างเล่น กระโดดเตะขาไมค์ โยนกระป๋องเครื่องดื่มลงแป้นบาสฯ (ทั้งๆ ที่ยังมีของเหลวอยู่ในนั้น) การเดี่ยวไมโครโฟนของมือกลอง (พร้อมบอกเบอร์โทรที่สามารถติดต่อเขาได้และชีวิตสัพเพเหระแบบละเอียดถี่ยิบ) พร้อมทั้งกระโดดลงมาบอร์ดี้เซิร์ฟกับคนดู การเจาะรูกระป๋องเครื่องดื่มและ … เชียร์ส รวมถึงการกล่าวถึงมือมิกซ์นามว่า โจ พร้อมประสานเสียงเพลง “A Whiter Shade of Pale” จาก Procol Harum เป็นการให้เกียรติ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดบนเวทีทั้งสิ้น

ความมันสุดขั้วที่เกิดขึ้นบนเวที

บอดี้เซิร์ฟก็มา

เรารู้สึกว่า วงการดนตรีควรจะมีศิลปินแบบนี้แหละมาประดับวงการบ้าง สีสันเฉพาะตัวที่ยากจะหาใครลอกเลียนแบบ ซึ่งเปลือกนอกที่เต็มไปด้วยความดิบห่าม แต่อย่าลืมว่า Mar DeMarco คือนักแต่งเพลงชั้นเยี่ยม เป็นนักร้องที่มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะขึ้นสูง ลงต่ำ กรีดร้อง หรือว้ากคำราม เขาทำได้หมด และที่สำคัญ นี่คือนักกีตาร์ระดับเทพอีกคนของวงการ แม้จะไม่ใช่สายกีตาร์ฮีโร่ แต่เขาสามารถสร้างสรรพเสียงจากกีตาร์ของเขาได้อย่างมีเสน่ห์ และน่าจดจำทุกครั้งที่เขากรีดปิ๊กหรือนิ้วลงไปบนสาย

แม้มีหลายเสียงอาจจะบอกว่าในช่วงท้ายค่อนข้างยืดเยื้อจนมีคนเดินออกอยู่พอสมควร รวมไปถึงซาวด์เบสที่ในช่วงแรกค่อนข้างมีบทบาทต่อเพลงน้อยไปสักนิด แต่ถือว่าโชว์จาก Mac DeMarco สร้างความสุขให้คอดนตรีชาวไทยอีกครั้ง และน่าสนใจมากทีเดียวว่า ต้นฉบับแห่งดนตรี Jizz Jazz ที่ Mac บัญญัติขึ้นมาเอง จะนำพาเขาไปสู่จุดไหนต่อ โชว์จะสุดโต่งกว่านี้อีกไหม ในรูปแบบใด และที่สำคัญ …

เมื่อไหร่เขาจะกลับมาเยี่ยมเยียนแฟนเพลงชาวไทยอีกครั้ง เชื่อเหลือเกินว่ามีหลายคนรอคอยตั้งแต่บัดนี้แล้วล่ะ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: HAVE YOU HEARD?