Mike Shinoda จาก Linkin Park กับการเดินทางข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายด้วยการ “แต่งเพลง”

Mike Shinoda จาก Linkin Park กับการเดินทางข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายด้วยการ “แต่งเพลง”
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อไรก็ตามที่เราเศร้าเสียใจต่อเหตุการณ์บางอย่างที่หนักหนาสาหัส และทำให้เราทุกข์ใจอย่างที่เราก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เรามักจะมีวิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเองแตกต่างกัน บางคนหาทางออกโดยการระบายให้เพื่อนสนิท หรือครอบครัวฟัง บางคนอาจระบายผ่านโซเชียลมีเดีย หรือบางคนเลือกที่จะเก็บเอาไว้ในใจจนรอวันที่จะระเบิดออกมา

Mike Shinoda (ไมค์ ชิโนดะ) สมาชิกหลักของ Linkin Park ตัดสินใจเลือกที่จะระบายความรู้สึกเศร้าที่ถาโถมไม่หยุดหลังการเสียชีวิตของ Chester Bennington นักร้องนำ และเพื่อนสนิทคนสำคัญของเขาด้วยการระบายออกมาผ่านบทเพลงในอัลบั้ม Post Traumatic ที่เจ้าตัวเลือกที่จะเปิดเผยถึงความรู้สึกของตัวเองทั้งในยามที่จะต้องสู้กับความรู้สึกต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงจุดที่เขาเลือกที่จะลุกขึ้นมาจากอดีตอันแสนเศร้านั้นขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

Sanook! Music มีโอกาสได้ต่อสายตรงสัมภาษณ์ Mike Shinoda ทางโทรศัพท์ และพูดคุยถึงอัลบั้มนี้ที่เปรียบเสมือนการเดินทางของผู้ชายที่ชื่อ Mike Shinoda ตั้งแต่ช่วงที่ต้องต่อสู้กับการจมดิ่งกับความเศร้า และหาเหตุผลกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ จนสามารถพบทางออกให้กับตัวเองได้ในที่สุด

 >> สัมภาษณ์พิเศษ “Mike Shinoda” แห่ง Linkin Park ถามไถ่ถึงอาการล่าสุด “ทีมหมูป่า”

 

 photocreditfrankmaddocks_3Mike Shinoda จาก Linkin Park

Mike Shinoda จาก Linkin Park

 

____________________

ปกติในอัลบั้มเต็มอัลบั้มหนึ่ง มักจะมีเพลงไม่เกิน 12-13 เพลง แต่ทำไมคุณเลือกที่จะปล่อย Post Traumatic อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกในชีวิตภายใต้ชื่อตัวเองด้วยเพลงในอัลบั้มที่มากถึง 16 เพลง? 

สำหรับอัลบั้มนี้ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นการเขียนไดอารี่ ผมเลยเขียนถึงสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่างๆ และผมอยากบันทึกความจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพลงเหล่านี้ก็เลยอธิบายถึงเรื่องราวเหล่านั้นออกมา ถ้าได้ลองฟังอัลบั้มนี้ตั้งแต่ต้น ช่วง 2-3 เพลงแรกมันจะค่อนข้างเศร้าแบบดาร์กๆ หน่อย แต่ฟังไปเรื่อยๆ จนจบ ทั้งดนตรี และเนื้อเพลงมันจะค่อยๆ มีการพัฒนาไปในทางบวกมากขึ้น ไปๆ มาๆ มันก็เลยออกมาเป็น 16 เพลงนี้

 

ส่วนตัวคิดว่าเพลง I.O.U. เป็นเพลงที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มนี้ จริงๆ คิดว่าแตกต่างไปจากทุกเพลงที่คุณเคยทำด้วย เป็นเพลงที่มีซาวด์ค่อนข้างลึก และเหมือนมีกลิ่นอายของแนวฮิปฮอปใต้ดินอยู่ในเพลงด้วย เลยอยากทราบว่าคุณได้ไอเดียในการแต่งเพลงนี้มาอย่างไรบ้าง? 

จริงๆ แล้วผมเริ่มแต่งเพลงนี้เอาไว้นานแล้ว น่าจะ 2-3 ปีที่แล้วได้ ตอนที่กำลังทำอัลบั้มนี้อยู่ จู่ๆ ผมก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา ผมรู้สึกว่าในอัลบั้มนี้ควรจะมีเพลงที่ออกแนว “สนุกๆ” บ้าง ผมมองว่าเพลงนี้ให้ความรู้สึกแบบนั้นนะ มันเหมือนเป็น battle rap และผมคิดว่าน่าจะเป็นแนวเพลงที่ Linkin Park ไม่คิดจะหยิบมาทำด้วย  (หัวเราะ)

 

คุณเคยบอกว่าช่วงที่เขียนเพลงในอัลบั้มนี้ เป็นเหมือนช่วงเวลาที่คุณได้บำบัดจิตใจของตัวเองไปด้วย แต่สำหรับเพลงที่มีเนื้อเพลงค่อนข้างเศร้า และดำดิ่งสุดๆ อย่าง “Over Again” หรือ “Nothing Makes Sense Anymore” คุณร้องเพลงเหล่านี้อย่างไรโดยที่คุณไม่รู้สึกว่าเป็นการตอกย้ำถึงเรื่องราวในอดีต และจะไม่ทำให้คุณกลับไปจมกับความรู้สึกเก่าๆ อีก? 

มันขึ้นอยู่กับบริบทตอนที่ร้องเพลงเหล่านั้นออกมามากกว่า เมื่อต้องร้องเพลงเหล่านี้บนเวที ผมค่อนข้างใส่ใจกับการนำเสนอบทเพลงเหล่านั้นออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังมากกว่าจะโฟกัสที่ตัวเอง อย่างช่วงที่เริ่มแต่งเพลงแรกๆ ของอัลบั้มนี้เมื่อเดือนธันวาคมปี 2017 ราว 8-9 เพลง ผมอยากจะรีบปล่อยเพลงที่ผมเพิ่งแต่งให้ทุกคนได้ฟังกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 เลยด้วยซ้ำ แต่ค่ายเพลงของผมแนะนำให้ลองรอไปก่อนอีกสักระยะหนึ่งดูดีไหม เผื่อผมมีไอเดียในการแต่งเพลงอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ทางค่ายไม่อยากเร่งผมมากเกินไป ซึ่งก็เป็นคำแนะนำที่ดีมาก เพราะยิ่งรอนานขึ้น เพลงอื่นๆ ที่ตามมาทีหลังมันก็ยิ่งออกมาดีขึ้น เนื้อหาของเพลงก็เริ่มสนุกขึ้น ตอนนี้เลยนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าปล่อยเพลงในครึ่งอัลบั้มแรกออกมาก่อนมันจะเป็นยังไง มันคงจะเป็นอัลบั้มดาร์กๆ อัลบั้มหนึ่ง แต่ระหว่างที่ผมเพิ่มเพลงใหม่ๆ เข้าไปเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นเส้นทางของการก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นให้ชีวิตไปต่อได้ สุดท้ายอัลบั้มนี้เลยทำให้ผมผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ด้วยดี เหมือนอย่างในเพลง Hold It Together” เป็นเพลงที่เพิ่มอารมณ์ขบขันในมุมดาร์กๆ เข้าไปในเพลงด้วย เหมือนพูดถึงเพลงในแทร็กแรกๆ ของอัลบั้มนี้ว่าตอนนั้นชีวิตที่ผ่านมามันดาร์กขนาดไหน ที่ผ่านมาเศร้าได้ แต่ตอนนี้ต้องกลับมาดึงสติตัวเองให้ได้แล้วนะ สุดท้ายเลยปิดอัลบั้มด้วยเพลงที่สื่อถึงอารมณ์ที่มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และมีความหวังกับชีวิตในอนาคตของตัวเองมากขึ้น

 

มีเพลงไหนในอัลบั้มนี้ไหมที่รู้สึกว่าเอามาร้องสดบนเวทีได้ยากที่สุด? 

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บนเวทีในตอนนั้นด้วยนะ แต่ส่วนใหญ่พวก 3-4 เพลงแรกของอัลบั้มนั่นแหละที่อาจจะร้องยากกว่าเพลงอื่นๆ หน่อย อย่างเพลง Over Again” บางครั้งก็ถือว่าร้องยากเหมือนกัน มันค่อนข้างอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ชัดเจน แต่อย่างที่ผมบอกไปว่ามันอยู่ที่บริบทในตอนที่ร้องเพลงนั้นๆ มากกว่า ตอนที่ผมแสดงบนเวที ผมไม่ได้อยากให้แฟนเพลงเศร้ากันขนาดนั้น ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ว่าเพลงนี้มันมีความหมายยังไง และให้กำลังใจ เยียวยาหัวใจของคนฟังยังไงมากกว่า แต่ทุกครั้งที่ผมขึ้นแสดง ผมเล่นเพลงใหม่ๆ สลับกันไปกับเพลงของ Fort Minor และเพลงเก่าๆ ของ Linkin Park มันก็เลยทำให้บรรยากาศของโชว์โดยรวมไม่ได้เศร้าดำดิ่งขนาดนั้น ผมอยากให้โชว์ของผมมีความหมาย แต่ก็สนุกไปด้วย

 

ตั้งแต่เป็นศิลปินมา มีอะไรที่อยากจะทำ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำบ้างไหม? 

ผมคิดว่าผมยังมีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ นะ อาจจะไม่ได้ถึงขั้นมองไปถึงเป้าหมายในชีวิตอีกหลายสิบปีข้างหน้าขนาดนั้น แต่ผมพยายามมองหาสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น ตื่นตัวอยู่เสมอมากกว่า ดังนั้นผมคงใช้เวลาในการมองหาไปเรื่อยๆ ว่ายังมีอะไรที่ผมสนใจเพิ่มเติมอีกไหม แต่ตอนนี้ผมมีความสุขกับการได้โปรโมตอัลบั้มใหม่ ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ขึ้นแสดงบนเวที ผมเพิ่งจะเล่นไปแค่ 4-5 โชว์เองมั้ง ดังนั้นการที่ผมใกล้จะได้ออกไปทัวร์ แล้วได้เล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ทำให้ผมตื่นเต้นมาก ทั้งความท้าทายต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น การได้พบปะพูดคุยกับแฟนๆ การได้เลือกเพลงมาร้องบนเวที ทุกอย่างนี้ทำให้ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะให้มันมาถึงเร็วๆ มาก

 

แม้ว่าในช่วงเวลาที่อยู่ในวง Linkin Park คุณจะเป็นแร็ปเปอร์ แต่ช่วงนี้เราได้ยินคุณร้องเพลงบ่อยๆ หลังจากคุณปล่อยผลงานออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว รู้สึกยังไงบ้างที่ช่วงนี้ได้ร้องเพลงบ่อยขึ้น? 

สำหรับเพลงของ Linkin Park มันเป็นแนวเพลงที่ทุกคนในวงอยากจะให้เป็นแบบนั้น ผมก็เลยได้แร็ป จริงๆ แล้วผมไม่เคยจำกัดตัวเองว่าจะต้องแร็ป หรือร้อง หรือต้องแต่งเพลงให้ออกมาเป็นแนวไหน ผมแต่งเพลงตามอารมณ์มากกว่า ผมแต่งเพลงให้คนอื่นร้องอยู่บ่อยๆ อย่างตอนที่ผมแต่งเพลงให้ Chester ร้อง ด้วยความที่เขามีเสียงที่สูง ผมก็เลือกโทนเสียงให้สูงขึ้น และเลือกคำที่เหมาะกับสไตล์การร้องของเขา แต่สำหรับการแต่งเพลงให้ตัวเองร้อง ผมไม่เคยเขียนเพลงให้ตัวเองได้ “ร้อง” มาก่อน พอได้ลองมาแต่งก็รู้สึกว่าผมมีอิสระในการแต่งเพลงมากขึ้น อยากได้ยินเพลงแบบไหน ก็เขียนออกมาเป็นแบบนั้น มันก็รู้สึกดีไปอีกแบบ

 

 260911_linkinpark-bangkok

Chester Bennington (ซ้าย) และ Mike Shinoda (ขวา) หลังจบการแสดงคอนเสิร์ต Linkin Park Live in Bangkok: A Thousand Sun World Tour 2011 (Credit : BEC-Tero Entertainment)

 

 

เตรียมเพลงพิเศษๆ สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่จะไปเจอคุณในคอนเสิร์ต Post Traumatic Tour ที่กรุงเทพฯ เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้บ้างหรือเปล่า? 

ยังไม่รู้เลยครับ (หัวเราะ) จริงๆ นะ ไม่ได้จะแอบเก็บเป็นเซอร์ไพรส์อะไร แต่ผมมักจะเล่นสดแบบที่สดจริงๆ ปรับเปลี่ยนเซ็ตลิสต์ไปเรื่อยๆ มีเพลงที่เตรียมมาแล้ว และก็อาจจะมีเพลงที่เล่นเดี๋ยวนั้น ตอนนั้นเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นว่ามันน่าจะเล่นเพลงอะไร

 

 

ถ้าให้นึกถึงประเทศไทย นึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก?

อาหารอร่อยๆ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมทำเพลงในห้องสตูดิโอที่บ้าน แต่แถวๆ North Hollywood ที่มีสตูดิโอทำเพลงเล็กๆ มากมาย มีโรงหนังท้องถิ่น มีงานศิลปะ และโรงเรียนต่างๆ อยู่ แถวนั้นมีร้านอาหารไทยเยอะมาก ผมกับทีมที่ทำเพลงด้วยกันมักจะสั่งอาหารไทยจากแถวนั้นมาทานกันที่บ้านราวๆ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ผมชอบ “ผัดซีอิ๊ว” และแกงอะไรที่มันเป็นสีเขียวๆ (Sanook : อ๋อ แกงเขียวหวาน ที่ใส่กะทิด้วยใช่ไหม) “แกงเขียวหวาน” เหรอ นั่นแหละๆ ถ้าได้ไปเมืองไทยจะกินแกงเขียวหวานให้ได้

  

 

สุดท้ายแล้ว ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยที่รอพบคุณใน Post Traumatic Tour ที่กรุงเทพ เดือนสิงหาคมนี้หน่อย 

ขอบคุณมากๆ ที่ให้การสนับสนุนอัลบั้มใหม่ของผมกันนะครับ ผมตื่นเต้นมากจริงๆ ที่จะได้เจอกับทุกๆ คน และได้ร้องเพลงไปด้วยกันในคอนเสิร์ต แล้วเจอกันครับ

 

 

ก่อนจากกันไป หนุ่มไมค์ยังไม่ลืมที่จะขอบคุณสำหรับชื่อภาษาไทยของ “แกงเขียวหวาน” ที่เขาตามหามานานว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร และทิ้งท้ายย้ำอีกครั้งว่าถ้าได้มาเมืองไทยจะต้องทานให้ได้ แฟนเพลงจะจัดส่งแกงเขียวหวานไปรอรับที่สนามบิน หรือที่โรงแรมก็แล้วแต่สะดวกเลย แต่อย่าลืมซ้อมร้องเพลงในอัลบั้ม Post Traumatic เอาไว้ให้แม่นๆ ด้วย จะได้ตะโกนร้องเพลงไปพร้อมๆ กับเขาในคอนเสิร์ตกันได้อย่างคล่องปาก และเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างที่พี่ไมค์อยากได้ยินยังไงล่ะ

รายละเอียด MIKE SHINODA OF LINKIN PARK POST TRAUMATIC TOUR คลิกที่นี่

 

poster-mikeshinodaver_onsa 

 

____________________

Story : Jurairat N.

Photos : Frank Maddocks

Special Thanks : BEC-Tero Entertainment