คุยกับ Dan Haggis มือกลอง The Wombats วงดนตรีที่ไม่เคยคิดจะทำอะไรง่ายๆ

คุยกับ Dan Haggis มือกลอง The Wombats วงดนตรีที่ไม่เคยคิดจะทำอะไรง่ายๆ
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

คออินดี้คงมีโอกาสได้เพลิดเพลินกับอัลบั้มล่าสุดของ The Wombats วงอินดี้ร็อคจากลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษกันมาได้สักระยะแล้ว เพราะอัลบั้ม Beautiful People Will Ruin Your Life ปล่อยออกมาให้เราได้ฟังกันตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และคว้าอันดับ 3 ใน UK Album Chart เป็นที่เรียบร้อย ใครที่ฟังแล้วมีคำถามมากมายในหัวเหมือนเรา ว่าผลงานอัลบั้มนี้ทำไมมันช่างแตกต่างจาก 3 อัลบั้มที่ผ่านมามากนัก เพราะเป็นส่วนผสมของความคลาสสิกทั้งไซคีเดลิกร็อคจากเสียงกีตาร์ ไปจนถึงพาวเวอร์ป็อปสนุกๆ และซินธิไซเซอร์สุดล้ำ ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ในอัลบั้มเดียวกันได้อย่างไร และเคล็ดลับที่ทำให้ The Wombats ยืนหยัดอยู่ในวงการดนตรีมาได้อย่างนานถึง 15 ปี ไปฟังคำตอบจาก Dan Haggis มือกลองวง The Wombats ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านอีเมลกับ Sanook! Music กัน

 

dan-haggis-the-wombats

Dan Haggis มือกลอง The Wombats ในงาน Coachella Valley Music & Arts Festival ปี 2013

 

____________________

เห็นว่าก่อนจะใช้ชื่ออัลบั้ม Beautiful People Will Ruin Your Life มีชื่อที่คิดมาก่อนหน้านี้เยอะมาก อยากรู้ว่ามีชื่ออะไรบ้าง?

ได้เลย ตอนนั้นคิดชื่ออัลบั้มบ้าๆ บอๆ กันเยอะมาก ทั้ง 'The Life and Times of Grimsby McRoadto' และ 'Stinky People Will Ruin Your Nostrils' ทีนี้คงรู้แล้วสินะว่าสุดท้ายทำไมเราถึงเลือกชื่อนี้

 

ได้ร่วมงานกับ Mark Crew (โปรดิวเซอร์เคยร่วมงานกับ Bastille และ Rag’n’Bone Man) และ Catherine Marks (เคยร่วมงานกับ Wolf Alice, Foals และ The Killers) เป็นอย่างไรบ้าง? มาร่วมงานกันได้อย่างไร?

ดีมากเลยครับ ปกติเราร่วมโปรดิวซ์อัลบั้มของพวกเราเองกันอยู่แล้ว พอดีตอนทำงานอัลบั้ม 3 (Glitterbug) เราได้ร่วมงานกับ Mark แล้วก็สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้น พวกเราชอบที่ได้ทำงานกับเขา อัลบั้มล่าสุดเราเลยเลือกที่จะร่วมงานกับเขาอีกครั้ง ส่วนกับ Catherine เป็นผู้จัดการวงของเราเป็นคนแนะนำมา เราเลยตัดสินใจที่จะทำอัลบั้มทั้งหมดร่วมกับเธอด้วย จริงๆ มันดีมากเลยที่ได้คนใหม่ๆ มาช่วยฟังช่วยปรับงานของพวกเรา ยิ่งทำงานกับโปรดิวเซอร์ 2 คน ทำให้เราต้องไปขลุกอยู่กับพวกเขาแยกกัน 2 รอบ และก็ใช้เวลาเปิดเพลงไปมา ค้นหาไอเดียใหม่มาใส่ในเพลงไปเรื่อยๆ มากขึ้นไปด้วย

 

ทุกครั้งที่ปล่อยอัลบั้มใหม่ ดนตรีของพวกคุณก็มักจะเปลี่ยนไปด้วยทุกครั้ง ครั้งนี้พวกคุณเลือกที่จะเปลี่ยนจากเสียงซินธิไซเซอร์มาเน้นที่เสียงกีตาร์จริงๆ มากขึ้น ทำไมถึงตัดสินใจทำเพลงแนวนี้ในอัลบั้มนี้?

เราพยายามที่จะเปลี่ยนแนวไปอย่างละนิดละหน่อยทุกครั้งที่เราทำเพลงใหม่ๆ แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่าเราทำเพลงแนวซินธ์กันมามากพอแล้วใน 2 อัลบั้มก่อน เราเลยตั้งใจไว้ว่าอัลบั้มนี้เราจะเน้นเสียงกีตาร์มากขึ้น และเสริมด้วยดนตรีไซคีเดลิกนิดหน่อย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราตื่นเต้นที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ ในอัลบั้มนี้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรง่ายๆ ให้รอดตัวไปเรื่อยๆ

 

จากเรื่องราวการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่าง Murph (นักร้องนำ) กับภรรยา สุดท้ายกลายมาเป็นเพลง “Lemon to a Knife Fight” ได้ยังไง?

ผมว่ามันเป็นการเล่าเรื่องการบาดหมาง การทะเลาะให้มันออกมาในแบบที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ลองคิดดูว่าเอามะนาวไปสู้กับมีด มันไม่มีทางชนะได้เลย! มันเลยสื่อออกมาว่า ในสถานการณ์นั้น ภรรยาของ Murph พยายามจะเอาชนะทุกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกันนั่นแหละ

 

สำหรับซิงเกิล “Turn” ได้รับการตอบรับอย่างไรบ้าง?

การตอบรับจากเพลงนี้ค่อนข้างดีนะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเล่นเพลงนี้สดๆ บนเวทีที่เมืองวอชิงตัน ดีซี ประเทศอเมริกาเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนถึงโชว์ครั้งล่าสุดที่เมืองมัลโม ประเทศสวีเดน แฟนเพลงร้องตามเต้นตามตลอดทั้งเพลง และมีคู่รักสองสามคู่มีช่วงเวลาหวานๆ ด้วยกันด้วย

 

เพลงในอัลบั้มนี้เล่าเรื่องราวความรักทั้งในช่วงสุข และทุกข์ หากให้เลือกหนึ่งเพลงที่สื่อถึงความรักของคุณในช่วงนี้ คุณจะเลือกเพลงอะไร?

น่าจะเป็นเพลง I Don't Know Why I Like You But I Do” แม้ว่าเพลงนี้จะไม่ใช่เพลงที่เกี่ยวกับความรักเสียทีเดียว แต่ก็เป็นเพลงที่ผม และแฟนของผมชอบมากที่สุด เวลาคุณรักใคร มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันบ้าง หรือแม้กระทั่งว่าคุณตอบไม่ได้ว่าทำไมคุณถึงชอบคนๆ นั้น รู้แต่ว่าชอบ แค่นั้นแหละ

 

the-wombats

หน้าปกอัลบั้ม Beautiful People Will Ruin Your Life

 

 

คิดว่าการมาของโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีใหม่ๆ เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนเราไปบ้างไหม?

เปลี่ยนแน่นอน เป็นคำถามที่ตอบได้หลายอย่างมากนะ สำหรับผมแล้วมันมีทั้งในแง่ดี และแง่ลบ ในมุมหนึ่งเทคโนโลยีก็ช่วยให้เราใกล้ชิดกับคนที่เรารักได้ง่ายขึ้นเวลาเราออกทัวร์คอนเสิร์ต ยิ่งถ้าเทียบกับเมื่อสมัยที่เราออกทัวร์กันตอนปี 2007 ยิ่งเห็นภาพชัด แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเราอยู่ในห้องเดียวกันกับคนที่ติดมือถือมากๆ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนอยู่ห่างกันคนละซีกโลกได้เหมือนกัน

 

เมื่อคุณเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ในวงดนตรีมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนตอนนี้บางคนก็เป็นสามี เป็นพ่อคนไปแล้ว คิดว่าเวลาที่ผ่านมานี้ขัดเกลาความเป็นคุณ ที่มีต่อตัวคุณเอง ต่อวง และต่อดนตรีที่คุณทำอย่างไรบ้าง? 

ผมดีใจมากที่เรามีเพลงเก็บไว้มากมายให้ได้มองกลับไป และย้อนรำลึกถึงอดีตในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตเราได้ ราวกับเป็นเสียงที่บันทึกออกมาเป็นภาพได้ วง The Wombats ก็เหมือนครอบครัวที่มีสมาชิกแปลกหน้าเข้ามาใหม่ แล้วก็มีเพลงของพวกเขาที่เปรียบเสมือนอัลบั้มภาพครอบครัวของเราเอง อะไรทำนองนั้น

 

wombats_presshighres-1-phil

The Wombats จากซ้ายไปขวา : Tord Overland-Knudsen (เบส), Matthew Murphy (ร้องนำ, กีตาร์) และ Dan Haggis (กลอง)

 

 

รู้สึกอย่างไรบ้างที่พวกเขาอยู่ในวงเดียวกันมา 15 ปีแล้ว อะไรที่ทำให้พวกคุณยังคงอยู่ด้วยกันได้นานขนาดนี้?

สิ่งสำคัญเลยคือ พวกเราต่างก็รักในเสียงดนตรี และเราก็ได้เล่นดนตรี และท่องเที่ยวไปทั่วโลกด้วยกัน เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และเราก็มีสกิลการเจรจาต่อรองที่เก่งด้วย

 

อะไรที่ทำให้ The Wombats แตกต่างไปจากวงอื่นๆ ในยุค 2000 ต้นๆ ที่ยังคงมีผลงานอยู่จนถึงปัจจุบัน?

ก็ต้องเป็นความหล่อเหลาเอาการที่ปฏิเสธไม่ลงของพวกเราน่ะสิ

 

เห็นว่าได้ทัวร์กับ Weezer และ Pixies ในอเมริกาเหนือด้วย เป็นอย่างไรบ้าง? และมีแผนว่าจะมาทัวร์เอเชียบ้างไหม?

พวกเราตื่นเต้นมากที่จะได้แสดงร่วมเวทีเดียวกันกับวงดนตรียุค 90s’ ที่เรารักมาตลอดตั้งแต่พวกเรายังเป็นวัยรุ่นทั้ง 2 วง ถ้ามีใครมาบอกเราเมื่อสมัยที่เราอายุ 15 ปีว่าเราจะได้ร่วมทัวร์กับ 2 วงนี้ หรือแค่ 1 ใน 2 วงนี้ เราคงไม่เชื่อตัวเองแน่ๆ ส่วนประเทศในเอเชียก็เป็นที่ที่พวกเราชอบมากที่สุดในโลกที่หนึ่งเหมือนกันนะ Tord (มือเบส) เคยไปเมืองไทยมา 2 ครั้ง แล้วก็ชอบประเทศพวกคุณมากๆ ผมยังไม่เคยไป แต่ก็อยากจะไปเที่ยวประเทศอันสวยงามของพวกคุณมากจริงๆ หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่นั่นสักวัน ถ้าใครอยากจองตัวพวกเราไปเล่นที่เมืองไทย ติดต่อพวกเรามาได้เลยนะ!

 

เปิดโอกาสกันขนาดนี้ ทีมผู้จัดคนไหนสนใจ The Wombats ติดต่อพวกเขาด่วนเลย แฟนเพลงชาวไทยอยากดูคอนเสิร์ตของพวกเขาจะแย่แล้วล่ะ

 

ใครไม่เคยฟังเพลงของ The Wombats มาฟังได้ที่นี่

 

___________________

Story : Jurairat N.

Photo : Official Photos, Getty Images