“Blackbeans” วงอินดี้หน้าใหม่บนเส้นทางศิลปินอาชีพ

“Blackbeans” วงอินดี้หน้าใหม่บนเส้นทางศิลปินอาชีพ

Highlight

  • Blackbeans เป็นการรวมตัวของเด็กมัธยม 4 คน เมื่อปี 2013 และปล่อยอัลบั้มแรก “You (are) Mean a Lot to Me” เมื่อปี 2020
  • เป็นเจ้าของผลงานเพลงฮิตอย่าง “Wish” ที่ติดชาร์ต JOOX Thailand Top 100 และ “You” ที่ครองตำแหน่งในชาร์ต JOOX Top 50 Indie
  • “Moon” เป็นเพลงแรกที่ทาม มือกีตาร์ของวง เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง และกลายเป็นเพลงที่ทำให้ Blackbeans ค้นพบตัวตนของวง
  • จุดเด่นของ Blackbeans คือเพลงที่มีเนื้อหาสวยงาม ดนตรีฟังสบาย ซึ่งพวกเขาก็อยากให้เพลงของตัวเองเป็นที่รู้จักและจดจำในทุกยุคสมัย

สมาชิกวง Blackbeans จากซ้าย นันทกร พันธ์วุ้น (เกม), พีรวิทย์ จิตการุณ (บูม), นฤเบศร์ พัวพันบุญ (ทาม) และนลธวัช บัวเผื่อน (พีท)สมาชิกวง Blackbeans จากซ้าย นันทกร พันธ์วุ้น (เกม), พีรวิทย์ จิตการุณ (บูม), นฤเบศร์ พัวพันบุญ (ทาม) และนลธวัช บัวเผื่อน (พีท)

ในยุคปัจจุบันที่นักดนตรีสักคนจะมีผลงานเป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์เพลงและพื้นที่ออนไลน์หลากหลายแพลตฟอร์ม ที่เอื้อให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แจ้งเกิด ทำให้มีศิลปินหน้าใหม่ไฟแรงเกิดขึ้นมากมาย และสร้างสีสันให้วงการเพลงได้ขับเคลื่อนไปอย่างมีชีวิตชีวา และหนึ่งในสีสันที่เกิดขึ้นในวงการเพลงไทยเมื่อไม่นานมานี้ คือวงอัลเทอร์เนทีฟป็อบรุ่นใหม่อย่าง “Blackbeans” 4 เด็กหนุ่มที่รวมตัวกันเล่นดนตรีตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม ก่อนจะเดินตามความฝันสู่การเป็นศิลปินอาชีพ ตามด้วยการออกอัลบั้มชุดแรก “You (are) Mean a Lot to Me” เมื่อปี 2020 ที่มีเพลงฮิตอย่าง “Moon”, “Wish” และ “Dance with Me” ซึ่งติดอันดับท็อปชาร์ตในแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงแถวหน้าของเมืองไทย

หลังจากที่ปล่อยผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง “ดารา” เมื่อช่วงปลายปี 2021 Blackbeans เปิดโอกาสให้ Sanook ได้เยี่ยมชมบรรยากาศการซ้อมดนตรี และพูดคุยถึงความเป็นมาของวง และความฝันของพวกเขา

BlackBeans

จุดเริ่มต้นที่โรงเรียน

Blackbeans ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 จากนักเรียนชั้นมัธยม 4 คน และสมาชิกก็ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน Blackbeans ประกอบด้วยสมาชิกได้แก่ พีรวิทย์ จิตการุณ (บูม) นักร้องนำ, นฤเบศร์ พัวพันบุญ (ทาม) มือกีตาร์, นันทกร พันธ์วุ้น (เกม) มือเบส และนลธวัช บัวเผื่อน (พีท) มือกลอง

“จริงๆ Blackbeans มีมาก่อนแล้ว เป็นวงโรงเรียน ผมก็รู้จักมาบ้าง แต่ว่าตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ Blackbeans ครับ ตอนนั้นก็เพิ่งจะเล่นได้ไม่กี่งานเอง แต่ว่าได้มาเจอพี่ทาม ก็มาทำเพลงคัฟเวอร์เล่นด้วยกัน แต่สุดท้ายลงเอยมาอยู่ Blackbeans เฉยเลยครับ ทุกคนเป็นกันเอง อยู่กันแบบพี่น้อง เหมือนเพื่อน ช่วยเหลือกันตลอด เป็นเหมือนครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งครับ” บูม สมาชิกคนล่าสุดของวงเล่า

ด้วยแรงบันดาลใจจากวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกและอินดี้ร็อกระดับโลกอย่าง Coldplay และ Kodaline รวมถึงวงดนตรีพังก์อย่าง 5 Seconds of Summer วง Blackbeans เริ่มต้นจากการเป็นวงดนตรีที่เล่นเพลงคัฟเวอร์และเข้าประกวดในเวทีต่างๆ จนกระทั่งเมื่อทามและพีทเรียนจบชั้นมัธยม พวกเขาตัดสินใจเดินหน้าสู่เส้นทางการเป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นของตัวเอง พร้อมกับค้นหาตัวเองไปด้วย

“จริงๆ เราไม่ได้รู้เลยว่าเราเป็นวงอินดี้ จนกระทั่งเราทำเพลงไปได้สักระยะแล้วถึงเพิ่งรู้ว่า อ๋อ เราอยู่ในวงการอินดี้แล้วนะ จริงๆ เราก็ทำเป็นแนวป็อปร็อก เป็นร็อกปกติ อัลเทอร์เนทีฟปกติ ซึ่งเราก็ไม่ได้จำกัดความว่าจะต้องเป็นอินดี้อะไรอย่างนี้ครับ แต่แค่เหมือนกับสิ่งที่เราแสดงออกไปมันเป็นอินดี้ในแบบของพวกเรา” ทามกล่าว

BlackBeans

ตัวตนในเพลง “Moon”

“เพลงของ Blackbeans ส่วนใหญ่ก็จะเล่าถึงความรักที่มองได้สองด้าน คือมีทั้งสุขและเศร้า ความพิเศษของวงเราก็คือจะมีเนื้อเพลงที่สวยงาม จากมือกีตาร์ของเราที่รังสรรค์ออกมา ส่วนเนื้อเพลงก็จะพูดถึงธรรมชาติ อะไรพวกนี้ด้วย มันก็เลยดูแปลกใหม่สำหรับตอนนี้” บูมเล่าถึงจุดเด่นของเพลงของพวกเขา ซึ่งมาจากการค้นพบตัวเองผ่านเพลง Moon เพลงเนื้อหาสวยหวาน ฝีมือการแต่งเนื้อเพลงของทาม และเป็นเพลงที่เขาชอบมากที่สุดด้วย

“คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นเพลงแรกที่ผมแต่ง แล้วคนชอบหลายคนมาก ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่เปิดโลกให้ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีเพลงนี้ผมก็คงไม่กล้าแต่งเพลง” ทามกล่าว

ด้านพีท มือกลองและสมาชิกรุ่นบุกเบิกของวง เปิดเผยว่า

“ผมแค่รู้สึกว่ามันเซอร์ไพรส์ผมมาก จากการเปลี่ยนทั้งภาษา การเขียนเพลงด้วย เดโมดนตรี ทุกอย่างผมฟังออกมาแล้วมันลื่นหู มันสบายหู ซึ่งมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับผม เพราะช่วงนั้นผมขลุกอยู่แต่กับสาดๆ ร็อกๆ อย่างเดียว มันๆ อย่างเดียว พอได้มาฟังมันเลยเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเรา มันดูสวยงามมาก”

ส่วนเกม มือเบส ก็กล่าวว่า เพลง Moon นับเป็นการเปิดโลกของวง Blackbeans ที่แท้จริง ซึ่งหากไม่มีเพลงนี้ Blackbeans อาจจะยังเป็นวงร็อกอยู่ก็ได้

BlackBeans

ช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุด

เช่นเดียวกับศิลปินคนอื่นๆ ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดมักจะเป็นการเปิดตัวผลงานชิ้นแรกในชีวิต ซึ่งทามก็กล่าวว่า การปล่อยอัลบั้มแรก ที่ชื่อว่า “You (are) Mean a Lot to Me” ถือเป็นความประทับใจที่สุดของเขา

“ผมรู้สึกว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุด ได้เห็นเพลงที่เราตั้งใจทำตลอด 2 ปี ได้ออกมาเป็นอัลบั้มจริงๆ บวกกับตอนนั้นมันเริ่มมีแฟนเพลงเข้ามาฟังบ้าง มันทำให้เราใจชื้น”

ทว่าสำหรับเกมและบูม ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ประทับใจมากที่สุดกลับเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตในจังหวัดต่างๆ ซึ่งทำให้พวกเขาได้ทำความรู้จักกับผู้คนและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ในขณะที่พีทมองว่า ขณะที่เล่นคอนเสิร์ต เขาในฐานะมือกลอง กลับมองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองที่กว้างกว่าเพื่อนร่วมวง

“เวลาได้ออกไปทัวร์ คือเราเป็นมือกลอง เราได้อยู่ข้างหลัง เราก็จะได้เห็นมากกว่า เราได้เห็นฟีดแบ็กในสิ่งที่เขาส่งกลับมาหา ในตัวเพื่อนๆ เรา ในขณะที่เพื่อนเราก็ส่งสิ่งที่เขาสร้างออกมา ส่งไปให้คนฟัง แล้วเขาก็ส่งฟีดแบ็กกลับมา ผมก็ได้เห็นทั้งโมเมนต์ของแฟนเพลงด้วย แล้วก็เห็นโมเมนต์ของเพื่อนๆ ผมด้วย ที่เขาได้รับกลับมา ความรู้สึกตรงนั้น มันค่อนข้างทำให้เรามีกำลังใจในการที่จะทำเพลงต่อไป” พีทกล่าว

BlackBeans

ความท้าทายของศิลปินหน้าใหม่

จากวงดนตรีโรงเรียนสู่การเป็นศิลปินอาชีพ Blackbeans ปรับโฟกัสจากการเล่นดนตรีแบบมันสุดเหวี่ยงตามอารมณ์ และทำเพลงกันแบบ “บ้านๆ” ในโฮมสตูดิโอ เป็นการสร้างสรรค์งานอย่างพิถีพิถันและเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทั้งในแง่การเล่นสดและการอัดเพลง ทั้งนี้ก็เพื่อการทำความฝันของพวกเขาให้เป็นความจริง

“ผมเชื่อว่าเป็นความฝันของทุกคน แต่ถ้าพูดกันจริงๆ มันเป็นความฝันที่พวกเราอยากทำให้เป็นจริง ถ้าพูดตอนนั้นเราก็คิดว่าเราจะมาถึงให้ได้ แต่พอมาถึงแล้วเราก็รู้สึกว่ามันต้องไปต่อ ก็คือเป็นความฝันที่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกยินดี ณ ตอนนี้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงจุดที่พึงพอใจหรือสุดยอดอะไรเลย ยังมีอีกหลายก้าวที่ต้องไป” เกมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ของวงการเพลงไทย พวกเขามองว่าตัวเองยังเป็นเพียงมดตัวเล็กๆ ในวงการ และยังมีความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเผชิญ หนึ่งในนั้นคือ “คู่แข่ง” อย่างศิลปินหน้าใหม่จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งแนวเพลงที่เปิดกว้างและหลากหลายกว่าในอดีต ซึ่งทำให้พวกเขาต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อสร้างตัวตนให้เป็นที่จดจำในหมู่แฟนเพลง

BlackBeans

อนาคตของ Blackbeans

เมื่อถามถึงภาพในอนาคตบนเส้นทางสายดนตรีที่พวกเขาอยากจะเห็น เกม ทาม และบูม พูดตรงกันว่าอยากให้เพลงของ Blackbeans ยังคงมีคนฟังอยู่เรื่อยๆ และวงของเขายังคงเป็นที่รู้จักในทุกยุคสมัย

“ที่ผมเขียนเนื้อเพลงมา ผมไม่ได้เขียนเนื้อเพลงตามกระแสเลย แต่เขียนจากสิ่งที่รู้สึกว่ามันเป็นสโคปใหญ่ๆ ที่สามารถฟังได้ทุกยุคจริงๆ อยากให้เพลงของผมอยู่ได้เรื่อยๆ แม้ว่าตัวผมหรือเพื่อนๆ ของผมจะไม่อยู่แล้วก็ตาม” ทามกล่าว

“ผมรู้สึกว่าเราอยู่ด้วยกันมานาน การอยู่ด้วยกัน เล่นดนตรีด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผม ในการที่ผมได้ออกไปเล่น ได้เห็นแฟนเพลง ได้เห็นเพื่อนผมมีความสุขกับสิ่งนี้ ผมก็รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่ผมมอง ในอนาคตผมก็แค่อยากจะให้เล่นถึง สักวันผมก็อยากให้ภาพนี้มันเป็นภาพจำที่ดีของทุกๆ คนต่อไป” พีทกล่าวปิดท้าย