“เล่นต่อเถอะ กำลังมัน” ออกสเต็ปเพลินๆ ไปกับ #JAMnight Live! with Peach Pit

“เล่นต่อเถอะ กำลังมัน” ออกสเต็ปเพลินๆ ไปกับ #JAMnight Live! with Peach Pit
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศแคนาดาในพักหลังมานี้จะคึกคักเป็นพิเศษ ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่าง Justin Bieber, Drake, The Weeknd หรือแม้กระทั่ง Shawn Mendes ต่างประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งฟากฝั่งอินดี้อย่าง Arcade Fire, Destroyer (ที่เคยมาแสดงสดในเมืองไทยด้วย), Tegan and Sara ต่างก็มีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นอยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับวงดนตรีจากเมืองแวนคูเวอร์รายล่าสุดที่เดินทางมาเปิดการแสดงสดที่เมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (2 มีนาคม 2018) อย่าง Peach Pit ก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี จนในที่สุดงาน #JAMnight Live! with Peach Pit ก็เป็นอีกงานจากผู้จัด HAVE YOU HEARD? ที่บัตรขายหมดเกลี้ยง

เดินทางสู่ About Studio ย่านเลียบด่วนรามอินทรา สถานที่จัดงานเดียวกันกับที่ Homeshake สร้างความเคลิบเคลิ้มทางดนตรีไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา น่าเสียดายด้วยภารกิจบางอย่างทำให้เรามาไม่ทันดู Penny Time วงอัลเทอร์เนทีฟสัญชาติไทยที่ว่ากันว่าเป็นวงรุ่นใหม่ที่เล่นสดได้ดีวงหนึ่งในตอนนี้ ซึ่งระหว่างเดินจากโซนด้านนอกเข้าสู่บริเวณที่เวทีตั้งตระหง่านอยู่ก็เต็มไปด้วยบูธจากแบรนด์เสื้อผ้าและร้านค้าแผ่นเสียงที่มาเปิดให้บริการสร้างความคึกคักกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Onion, Woowarm Records, น้อง ท่าพระจันทร์, Garage Records รวมถึงร้านตัดผม Good All Day Gentleman ก็มาตัดแต่งทรงผมเท่ๆ ให้ผู้เข้าร่วมงาน และที่ขาดไม่ได้ บูธจาก Jameson ที่ให้บริการเครื่องดื่มอร่อยๆ กันทั้งค่ำคืน


Lord Liar Boots

อย่างไรก็ตาม เรามาทัน 4 หนุ่มสุดห้าวจากศาลายานามว่า Lord Liar Boots แม้จะเป็นช่วงท้ายๆ ของโชว์แล้ว แต่ 3 เพลงที่เราได้ดูได้ฟังช่างเดือดเอาการทั้ง “นางมาร”, Bullshit” และ Bhutan Girl” เพลงภาษาอังกฤษที่เวอร์ชั่นสดฟังดูอินเตอร์สุดๆ ทำเอาแฟนเพลงทั้งไทยและเทศด้านหน้าเวทีโยกกันยับ 4 สมาชิกอย่าง จิมมี่-ธนวัฒน์ ทองบริสุทธิ์แท้ (กีตาร์, ร้องนำ), แก้ว-วสวัตติ์ อินทวัฒน์ (เบส, ร้องนำ), บลู-อิงควัชร์ หิรัณย์กุลธารี (กลอง) และ อั๋น-ชัชวิชญ์ วิชัยดิษฐ (กีตาร์) ใส่กันแบบไม่ยั้ง บอกเลยว่าทีมเวิร์กและความสดคือจุดเด่นของวงดนตรีวงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผ่านท่วงทำนอง เสียงร้อง ริฟฟ์กีตาร์ ลีลาความเดือด ดูออกเลยทันทีว่าส่งผ่านออกมาจากอินเนอร์ข้างใน อีกทั้งการสื่อสารภาษาอังกฤษสำเนียงดี ชัดถ้อยชัดคำจาก แก้ว ก็ทำให้คอดนตรีต่างประเทศสามารถเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะบอกได้ แม้จะมีช่วงที่เล่นหลุดหรือกีตาร์โซโล่ดังเกินไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่ามันมาก เดือดมาก

พักเวทีกันไม่นาน ก็ถึงคิวไฮไลท์ของค่ำคืนนี้อย่าง Peach Pit วงอินดี้ป็อปที่ประกอบไปด้วย 4 สมาชิกอย่าง Neil Smith (กีตาร์, ร้องนำ), Christopher Vanderkooy (กีตาร์), Peter Wilton (เบส) และ Mikey Pascuzzi (กลอง) ที่ขึ้นมาบนเวทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง ก่อนจัดเต็มบทเพลงจากอีพี Sweet FA และอัลบั้มเต็มที่ปล่อยออกมาเมื่อปีที่แล้วอย่าง Being so Normal ให้แฟนๆ ชาวไทยได้ออกสเต็ปกันเพลินๆ ตลอด 1 ชั่วโมง


Peach Pit

เพียงแค่เริ่มต้นด้วย “Drop the Guillotine” ที่หลายๆ คนรู้จัก Peach Pit จากเพลงนี้ก็ทำเอาบรรยากาศภายในงานคึกคักสุดๆ ร้องตามกันดังสนั่น ต่อด้วย 2 เพลงจังหวะกลางๆ ที่พวกเขาได้โชว์ฝีไม้ลายมือทางดนตรีที่ไม่ธรรมดาอย่าง Peach Pit” และ “Private Presley” โดยเฉพาะในช่วงท้ายของเพลงหลังที่แม้จะเป็นเพลงที่มีเทมโป้ค่อนข้างช้า ทว่าแต่ละพาร์ตดนตรีกลับใส่กันยับราวกับว่าพวกเขาพาทุกคนในงานไปสู่โลกแห่งดนตรีโพสต์ร็อคนิดๆ ด้วยซ้ำ มองไปรอบๆ ผู้ชมต่างโยกหัวตามกันแทบทั่วทุกพื้นที่กันเลยทีเดียว

Techno Show” และ “Being so Normal” เรียกความคึกคักชวนโยกกลับมาสู่งานอีกครั้ง ก่อนจะพักเบรกกันสักหน่อยด้วย Alrighty Aphrodite” และ Hot Knifer” ที่เล่นเอาหลายคนตกอยู่ในภวังค์ สลับกลับสู่โหมดเพลงเร็วซึ่งเป็นช่วงท้ายของโชว์แล้วอย่างTommy’s Party” และ Seventeen” บอกเลยว่าในตอนนั้นหลายคนเปิดฟลอร์ออกสเต็ปกันอย่างเมามันเรียบร้อยแล้ว และก็เป็นไปตามธรรมเนียม Peach Pit ออกมาแถมในช่วงอังกอร์ให้อีก 2 เพลงกับ Sweet FA” และการนำเพลงในตำนานของ Chuck Berry อย่าง “Johnny B. Goode” มาเล่นให้ฟังแบบสดๆ เป็นการทิ้งท้าย จากอินดี้ป็อปสนุกๆ สู่กลิ่นอายร็อคแอนด์โรลในทันทีทันใด จบโชว์ครั้งแรกในเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่ว่า “เล่นต่อเถอะ กำลังมัน”

แม้จะออกตัวว่าเป็นวงอินดี้ป็อป แต่ Peach Pit เป็นวงอินดี้ป็อปที่มีพลังงานในการเล่นสดสูงมาก ยิ่งด้วยท่วงทำนองของเพลงโดยส่วนใหญ่จะออกแนวสนุกสนานสดใสถูกจริตคนไทย และทั้ง 4 หนุ่มก็ใส่กันไม่ยั้งอยู่บนเวที โดยเฉพาะฟร้อนต์แมนอย่าง Neil Smith (ซึ่งใครหลายคนรู้สึกว่า เขาคือแฝดของ Matthew Healy นักร้องนำสุดเซอร์แห่ง The 1975 ที่พลัดพรากจากกันไปนานหรือเปล่า หน้าตาและทรงผมช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน) ที่ในบางเพลงสะบัดหัวอย่างกับชาวร็อค นั่นทำให้เอเนอร์จี้ทั้งหมดถูกส่งลงมาถึงคนดู ด้านล่างมีอารมณ์ร่วมไปกับเสียงเพลงของพวกเขาได้ไม่ยาก แถมพ่อหนุ่ม Neil ก็ช่างฉอเลาะ ชวนแฟนเพลงชาวไทยคุยตลอดเวลา เม้าท์มอยเพื่อนในวงบ้าง เอ่ยปากชมอาหารไทยบ้าง แต่ที่เด็ดสุดคงหนีไม่พ้นร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นที่เขาบอกว่า “ชอบสุดๆ” กลายเป็นคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยมวลแห่งความสุขตลอด 1 ชั่วโมงเศษก็ว่าได้

ระบบแสงอาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่สิ่งที่น่าพูดถึงคือระบบเสียง ปัจจัยแรกคือสถานที่จัดงานเป็น outdoor ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคอนโทรล ซาวด์ที่เราได้ยินไม่ได้พุ่งหรือมีความเร่งเร้าแต่อย่างใด ... แต่ทว่า ดูเหมือน Peach Pit ตั้งใจให้มันออกมาเป็นแบบนั้น ซาวด์กลองไม่ต้องดังมาก มีหน้าที่แค่คุมกรู๊ฟที่บอกตรงนี้เลยว่า “กรู๊ฟแจ๋วมาก” ซาวด์เบสที่แม้ว่าจะมีช่วงที่บวมๆ อยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็สอดประสานไปกับกลองชุดได้ตลอดโชว์ เสียงร้องและกีตาร์ริทึ่มก็อยู่ในย่านกลางค่อนข้างมาก ความโดดเด่นไปตกอยู่ที่มือกีตาร์โซโล่อย่าง Christopher ที่ทั้งลูกริฟฟ์ ลูกโซโล่ชัดเจน ติดกลิ่นอายบลูส์และร็อคแอนด์โรลมาพอกล้อมแกล้มเป็นสีสัน แม้จะมีเพียงไม่กี่ตัวโน้ต แต่การเรียบเรียงกลับทำให้น่าฟังและเท่เอามากๆ อาจเรียกได้ว่า “การบาลานซ์ซาวด์บนเวที” ของ Peach Pit สร้างความกลมกล่อม ลงตัว และละมุนละไม ภายใต้ความสนุกสนานของบทเพลงของพวกเขาก็ว่าได้

อีกหนึ่งประเด็นที่ขอชื่นชมมากๆ ก็คือ จากที่เกิดเหตุการณ์แฟนเพลงต่างประเทศขึ้นไปขอเซลฟี่กับ Homeshake ถึงบนเวทีเมื่อคราวก่อน สำหรับคราวนี้ผู้จัดอย่าง HAVE YOU HEARD? จึงล้อมรั้วหน้าเวทีเพื่อระบบรักษาความปลอดภัยที่มีเพิ่มมากขึ้น จะมีก็แต่เพียงเรื่องสถานที่จอดรถซึ่งค่อนข้างน้อย หลายคนต้องไปจอดริมถนนซึ่งก็เสี่ยงต่อการถูกเฉี่ยวชนอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็พอเข้าใจถึงข้อจำกัดหลายๆ ประการของสถานที่จัดงาน

ท้ายที่สุด Peach Pit นับเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีเต็มไปด้วยความน่าสนใจ เพลงฟังง่าย เล่นสดดี หวังว่าหากพวกเขามีอัลบั้มชุดใหม่ มีปริมาณเพลงมากกว่านี้ ทั้ง 4 หนุ่มจะกลับมาวาดลวดลายแบบเต็มๆ ให้แฟนๆ ชาวไทยได้ดูและรับฟังกันอีกครั้ง ส่วนสัปดาห์หน้า HAVE YOU HEARD? เตรียมพา Beach Fossils อีกหนึ่งขวัญใจคออินดี้มาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในเมืองไทยอีกครั้ง ยังพอมีบัตรเหลือในจับจอง บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งวงที่ไม่ควรพลาด

 

Story and photos by: Chanon B.