Foo Fighters Live in Bangkok: คอนเสิร์ตรียูเนียนกับความระห่ำอันอบอุ่น

Foo Fighters Live in Bangkok: คอนเสิร์ตรียูเนียนกับความระห่ำอันอบอุ่น
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

Foo Fighters อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของยุค 90 ที่มีลายเซ็นในการเล่นคอนเสิร์ตสุดระห่ำ พร้อมพลังที่ไม่จำกัด เซ็ตลิสต์คาดเดายาก และเซอร์ไพรส์มากมาย เรียกว่าเป็นเหมือน “เพื่อนคู่ใจ” สำหรับคอเพลงทั่วโลก

และหลังจากห่างหายจากคอนเสิร์ตในประเทศไทยไปถึง 21 ปี เมื่อวานนี้ Foo Fighters กลับมาอีกครั้ง ในคอนเสิร์ต Foo Fighters Live in Bangkok ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ซึ่ง Sanook! Music ก็ได้ไปร่วมงานด้วย และขอเรียกว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นงาน “รียูเนียน” ครั้งใหญ่ระหว่างศิลปินและผู้ชม ที่มากกว่าการหวนระลึกความหลัง แต่ยังบอกเล่าความเป็นไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ Foo Fighters ด้วย

หลังจากอุ่นเครื่องด้วยวงดนตรีระดับพระกาฬอย่าง Ebola และ Silly Fools ที่ขนทั้งเพลงเก่ายอดฮิตและเพลงใหม่มาเอาใจแฟนๆ Foo Fighters ก็ขึ้นเวที โดยเดฟ โกรห์ล เอ่ยปาก (ตะโกน) ทักทายเพื่อนเก่าชาวไทยว่า “20 fxcking years!” ก่อนที่จะเท้าความหลังด้วยเพลง Everlong ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพลงสำหรับเล่นปิดคอนเสิร์ต แต่คราวนี้นำมาเล่นเปิดเพื่อปลุกความบ้าระห่ำในตัวแฟนๆ และเข้าสู่ Monkey Wrench แบบไร้รอยต่อ ให้ผู้ชมได้มันแบบไม่มีสะดุด ตามด้วย Learn to Fly ที่ลดระดับความเดือดลง แต่นาทีนั้นแฟนๆ ก็ลุกขึ้นยืนกันแทบทั้งฮอลล์ พร้อมมันกันต่อแบบไม่หยุด และจบช่วงแรกด้วย The Pretender ที่พากันเดือดทั้งศิลปินและผู้ชม ในท่อน "So who are you?" ที่ให้บรรยากาศเหมือนกอดคอเพื่อนแล้วตะเบ็งเสียงร้องเพลงด้วยกัน หลังจากไม่ได้พบกันมากว่า 20 ปี

เดฟ โกรห์ล ใช้ช่วงพัก พูดคุยกับแฟนๆ ถึงช่วงเวลาเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ที่ทางวงมีเพลงเพียง 12 เพลง ในขณะที่ตอนนี้มีเพลงถึง 150 เพลง ที่สามารถเล่นได้ทั้งคืนจนกระทั่ง 7 โมงเช้า และโกรห์ลก็สัญญาว่าจะเล่นเพลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับแฟนๆ ทุกคน ก่อนที่จะเข้าสู่เพลง Big me ในเวอร์ชั่นอะคูสติก ที่แฟนๆ ร่วมใจกันร้องอย่างสุดเสียง เป็นอีกหนึ่งช่วงที่น่าประทับใจมากเลยทีเดียว

นอกจากจะรำลึกความหลังแล้ว Foo Fighters ยังอัพเดตความเป็นไปในปัจจุบัน ด้วยการขนเพลงใหม่จากอัลบั้มล่าสุด “Concrete and Gold” มาอวดแฟนๆ กันแบบสดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง Run ที่แสนดุดัน และ Sky is a Neighborhood ซึ่งเปิดตัวในวันเดียวกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย

อีกหนึ่งช่วงที่น่าประทับใจก็คือช่วงที่เล่นเพลง My Hero เพลงช้าที่แฟนๆ ช่วยกันร้องในท่อน "There goes my hero. Watch him as he goes." ซึ่งกลายเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่หลายคนจะจดจำไปอีกนาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีฝีมือโดดเด่นไม่ใช่แค่ฟรอนท์แมนอย่าง เดฟ โกรห์ล เท่านั้น แต่ยังมีเทย์เลอร์ ฮอว์กินส์ มือกลอง ที่โชว์เสียงร้องเพลงพร้อมรัวกลองจนไม้กลองแตกในเพลง Cold Day in the Sun และ Sunday Rain รวมทั้งมือคีย์บอร์ดคนใหม่ คือรามี แจฟฟี ที่โชว์ฝีมือการเล่นแอคคอร์เดียนในเพลง Skin and Bones ที่โกรห์ลบอกว่าเป็นเพลงที่แปลกที่สุดของวง

และตามธรรมเนียมของคอนเสิร์ตทั่วไปที่มักจะมีช่วงอังกอร์ แต่สำหรับ Foo Fighters บอกเลยว่าอังกอร์ไม่มีความหมาย โดยจุดนี้ทั้งวงน่าจะอยู่ในช่วงพีคขั้นสุด เพราะโกรห์ลบอกว่าวงของเขามีเพลงอยู่ 150 เพลง แต่จะเล่น 160 เพลงเลย และจะไม่เดินกลับไปกลับมาให้คนดูร้องอังกอร์ แต่จะเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง “ชั่วโมงที่ดีที่สุดในการบอกลากัน” ก่อนที่จะระเบิดอารมณ์อีกครั้ง และจบลงพร้อมความประทับใจด้วยเพลง Best of Me ที่หลายคนรอคอย

ในการรียูเนียนครั้งนี้ นอกจาก Foo Fighters จะประเคนความมันแบบไม่ยั้งผ่านเพลงทั้งหมด 24 เพลง ด้วยฝีมืออันเหนือชั้น พลังมหาศาลและความบ้าระห่ำเหนือมนุษย์ตลอด 2 ชม. ครึ่งยังปลุกพลังในตัวคนดูได้ตั้งแต่เพลงแรก และสามารถสื่อสารกับผู้ชมผ่านเสียงเพลงและจังหวะการแสดงโดยไม่ต้องซักซ้อม หรือ “เตี๊ยม” กับผู้ชม ทำให้โชว์ลื่นไหลและเต็มไปด้วยช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ เหมือนเพื่อนที่มองตาก็รู้ใจ ไม่ต้องพูดจากันให้มากความ

ขณะที่เล่นคอนเสิร์ตในช่วงสุดท้าย โกรห์ลบอกกับแฟนๆ ว่า “ผมจะไม่รออีก 20 ปี เพื่อจะกลับมาที่นี่อีกหรอกนะ เพราะถึงตอนนั้นผมก็อายุ 70 พอดี” แต่ Sanook! Music เชื่อว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แฟนๆ ชาวไทยก็พร้อมที่กลับมาพบกับ Foo Fighters อีกครั้ง เพื่อร่วมสร้างคอนเสิร์ตรียูเนียนที่ทั้งระห่ำและอบอุ่นอย่างคอนเสิร์ตครั้งนี้อีกอย่างแน่นอน!