สนทนากับ "Masaaki Enami" นักสรรค์สร้างของที่ระลึกจากค่ายเกมยักษ์ใหญ่ในนาม EDITMODE

สนทนากับ "Masaaki Enami" นักสรรค์สร้างของที่ระลึกจากค่ายเกมยักษ์ใหญ่ในนาม EDITMODE
Tokyo Girls Update

สนับสนุนเนื้อหา

TOKYO CUTTING-EDGE CREATORS by Julie Watai คือซีรีส์คอลัมน์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของคนญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์ผลงานในวัฒนธรรมล้ำแปลกแหวกแนว (Cutting-Edge) ผ่านการสัมภาษณ์และพูดคุยของ จูลี่ วาตาอิ (Julie Watai) สาวมากความสามารถทั้งด้านศิลปะ ถ่ายภาพ และแฟชั่น จนได้ชื่อว่าเป็น ราชินีแห่งฮาราจูกุ ผลที่ออกมาจึงเป็นเหมือนบทสนทนาของ ‘คนวงใน’ ที่หลงใหลสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ

ที่ผ่านมา จูลี่ ได้สัมภาษณ์คนมามากมายหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น Ai☆Madonna ศิลปินนักวาดภาพ, Junya Suzuki จากแบรนด์เสื้อผ้า chloma, Etsuko Ichihara ศิลปินและผู้กำกับ, TORIENA ดีเจเพลง 8 บิต แบบในเกม (Chiptune Girl) หรือ Tadashi Shimaya ผู้พัฒนาหุ่นแอนดรอยด์สาว ASUNA ฯลฯ

มาในคราวนี้ จูลี่เดินทางไปพูดคุยกับ มาซาอากิ เอนามิ (Masaaki Enami) ตัวแทนจาก EDITMODE บริษัทผู้ออกแบบและขายของที่ระลึกจากเกมต่างๆ ที่ลิขสิทธิ์ได้จากค่ายเกมใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนินเทนโด หรือ SEGA


 

จูลี่: ไม่เจอกันนานเลยนะคะ รู้สึกว่าตั้งแต่งาน Fami-mode (งานอีเวนต์ของนักดนตรีแนว Chiptune หรือแนว 8 บิต ที่จัดขึ้นในเดือนมกราคมของทุกปีที่โตเกียว ซึ่งสาวจูลี่ก็ได้เป็นดีเจในงานนี้ด้วย) ทราบมาว่า THE KING OF GAMES (ชื่อสำหรับกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าของ EDITMODE) เปิดบูธที่งานนี้ทุกปีเลยนี่นา

มาซาอากิ: นั่นสิน่ะ ไม่เจอกันนานเลย คิดว่าน่าจะสัก 2-3 ปีแล้วมั้ง หลังจากที่เจอกันครั้งสุดท้าย

จูลี่: นานกว่าที่ฉันคิดเสียอีกนะ จะว่าไปคุณได้เปิดบูธในงาน Fami-mode 2017 หรือเปล่าคะ?

มาซาอากิ: เราไปครับ แต่พอดีว่ามีการเปลี่ยนสถานที่ เราก็เลยทำอีเวนต์ช่วงบ่ายแทนที่จะเป็นทั้งคืนอย่างปกติ

จูลี่: แบบนี้นี่เอง ฉันว่าช่วงกลางวันก็เป็นอะไรที่สนุกดีนะ คนเข้าร่วมงานดูเหมือนจะอายุมากกว่านิดหน่อย อีเวนต์ที่จัดทั้งคืนนี่ก็ทำให้เหนื่อยได้เหมือนกันนะ

มาซาอากิ: ผมก็รู้สึกแบบนั้น ผู้เข้าร่วมงานบางคนก็พาลูกๆ มาด้วยก็มีนะ

The interview was conducted via Skype. / 対談はSkypeで行われましたThe interview was conducted via Skype. / 対談はSkypeで行われました

จูลี่: ถ้าจัดตอนกลางวัน ก็จะได้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากกว่า ซึ่งเยี่ยมเลย ว่าแต่ว่า คุณอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันหรือเปล่านะ ฉันเกิดปี 1979 ล่ะ

มาซาอากิ: อ๋อ ผมเกิดปี 1974 ตอนนี้อายุ 43

จูลี่: งั้นคุณก็อายุมากกว่านิดหน่อย แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นรุ่นๆ เดียวกัน รุ่นเรานี่เป็นรุ่นที่ได้ทันใช้เกมคอนโซลรุ่นแรก ที่เป็นเครื่อง Nintendo Famicon (NES) (เครื่องเล่นเกมในตำนาน คนไทยชอบเรียกว่าเกมแฟมิลี ตัวเครื่องเป็นสีขาวแดง) สิ ใช่ไหม?

มาซาอากิ: ผมมีเกม GAME & WATCH (เกมพกพารุ่นแรกของนินเทนโด) ครั้งแรกตอนเกรด 1 ก่อน แล้วหลังจากนั้นถึงมี Famicon ตอนเกรด 3 นะ

จูลี่: GAME & WATCH เนี่ยนะ โห ย้อนไปเก่ามาก นั่นมันก่อนจะมีเครื่อง Famicon อีกนะ แล้วจำได้ไหมว่าตอนที่เล่น GAME & WATCH ครั้งแรกนี่เล่นเกมอะไร?

มาซาอากิ: อันที่จริงมันเป็นเกมพลังแสงอาทิตย์น่ะ ผลิตโดยบริษัทบันได (Bandai) ชื่อเกม Escape from the Devil’s Doom แล้วหลังจากนั้นก็มาเล่นอีกเกมหนึ่งชื่อ Donkey Kong ตอนนี้ผมยังก็เก็บไว้ทั้งคู่เลยนะ

Left:Donkey Kong, Right:Escape from the Devil's DoomLeft:Donkey Kong, Right:Escape from the Devil’s Doom

จูลี่: ตอนนั้นมีเกมพลังแสงอาทิตย์แล้วเหรอเนี่ย! แต่คิดไปก็ไม่แปลก เพราะตอนนั้นเครื่องคิดเลขพลังแสงอาทิตย์ก็มีคนใช้เยอะเหมือนกันนี่นะ เกม Donkey Kong นี่ดังมากจริงๆ ขนาดตอนนี้เครื่องที่ยังใช้งานได้ก็ยังมีขายที่ร้านย้อนยุคเลย แถมแพงมากด้วย ฉันเคยสะสมเครื่อง GAME & WATCH แบบที่ใช้ไม่ได้แล้วด้วยนะ เพราะรู้สึกว่าเอามาวางตกแต่งแล้วสวยมากเลย

มาซาอากิ: คุณพูดถูกเลย ชีวิตของเครื่องเล่นเกมขึ้นอยู่กับหน้าจอ LCD เป็นสำคัญ ถ้าส่วนนี้เสีย ทั้งหมดก็ใช้งานไม่ได้ไปด้วย

จูลี่: พวกมันมีอายุสั้นมากจริงๆ เลย

มาซาอากิ: เครื่อง GAME & WATCH มันดีมากเลยนะตอนที่คุณภาพดี แถมเสียงก็ดีมากด้วย

จูลี่: ตัวเครื่องก็ดีไซน์ให้บางเรียบ ผู้ใหญ่จะพกติดตัวไปไหนก็ง่าย

Photo:Julie Watai, Model:Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:Maki、撮影協力:deltatunePhoto:Julie Watai, Model:Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:Maki、撮影協力:deltatune

มาซาอากิ: แม้แต่โฆษณาตัวแรก ก็ดูเหมือนไม่ได้มุ่งเป้าการตลาดไปที่เด็กเลย ใช่ไหมล่ะ

จูลี่: ฉันนึกไม่ออกเลย แต่ฉันคิดว่าหน้าจอคริสตัลของ GAME & WATCH นี่คือสุดยอด ดีที่สุดแล้วในตอนนั้น


 

จูลี่: บอกฉันหน่อย ว่าสามเกมที่คุณชอบที่สุดตอนอยู่ชั้นประถมคือเกมอะไรบ้าง?

มาซาอากิ: โอ้! คำถามนี้ยาก

จูลี่: สงสัยจะชอบหลายเกมล่ะสิ งั้นลองพยายามจำกัดให้แคบลงละกัน

มาซาอากิ: โอเค งั้นก็คงมี ซูเปอร์มาริโอ้ (Super Mario Bros.), ดราก้อนเควสต์ III (Dragon Quest III) แล้วก็ เมกามิ เทนเซย์ (Megami Tensei) แต่จริงๆ แล้ว ดราก้อนเควสต์ III นี่เป็นตอนมัธยมต้นนะ

จูลี่: โอ้โห เป็นเกมคลาสสิกทั้งสามเกมเลย เกมดราก้อนเควสต์ III นี่ออกมาตอนคุณอยู่มัธยมต้นแล้วสินะ

Left:Megami Tensei, Center:Dragon Quest Ⅲ, Super Mario Bros.Left:Megami Tensei, Center:Dragon Quest Ⅲ, Super Mario Bros.

มาซาอากิ: ใช่ๆ ดราก้อนเควสต์ I กับ II ออกมาตอนอยู่ประถมปลายน่ะ

จูลี่: ฉันเล่นดราก้อนเควสต์ I ทันทีหลังจากได้เล่นดราก้อนเควสต์ III เลย คือไม่สามารถห้ามความตื่นเต้นไปจนภาคหน้าได้อีกแล้ว นั่นคือตอนประถมนะ ส่วนเกมเมกามิ เทนเซย์ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเกมสำหรับผู้ใหญ่ เพราะมันน่ากลัวมากๆ เลย

มาซาอากิ: ตอนนั้นเกมเมกามิ เทนเซย์ เป็นเกมประเภทที่ใช้สื่อแบบผสมผสาน เพราะว่ามีทั้งแบบอนิเมะ นิยาย และเกม ผมรู้จักแบบอนิเมะเป็นอย่างแรก เพราะดูรายการ Anime Daisuki! ที่ออกอากาศช่วงปิดเทอมหน้าร้อน แล้วหลังจากนั้นถึงซื้อแบบที่เป็นเกมมาเล่น

จูลี่: ฉันก็เคยดูรายการ Anime Daisuki! เหมือนกัน เพราะชอบมี OVA (Original Video Animation) หรืออื่นๆ มาให้ดู  ตอนนั้นเรื่องเมกามิ เทนเซย์ดูเป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์มากเลยนะ

มาซาอากิ: ผมชอบรายการ Anime Daisuki! มาก แบบว่าอัดวิดีโอเทปไว้เลยแหละ

จูลี่: นี่ๆ อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิ ว่าแต่ มาริโอ้ภาคไหนที่คุณเล่นบ่อยที่สุด

มาซาอากิ: แน่นอนว่าภาคแรก ยังจำได้ดีเลยว่า ตอนนั้นนั่งในห้องเรียน กำลังวาดแผนที่โลกในเกมมาริโอ้เป็นลายเส้นขยุกขยุยลงในสมุด แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเรามีโหมดแก้ไข (Edit Mode) ล่ะก็ และสิ่งนั้นแหละก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังของชื่อยี่ห้อ EDITMODE ตอนนี้ผมอยากบอกตัวเองตอนเด็กๆ จังเลยว่า วันหนึ่งนะ เขาจะทำเกม Super Mario Maker ออกมา (เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นสร้างฉากมาริโอ้ด้วยตัวเอง หรือออกแบบแล้วส่งให้เพื่อนเล่นก็ได้ ทำให้เกมนี้มีฉากออกมามากมายไม่รู้จบ) แบบที่ทำตอนนี้แหละ

Photo:Julie Watai, Model:Natsumi Goto, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:後藤夏実、撮影協力:deltatunePhoto:Julie Watai, Model:Natsumi Goto, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:後藤夏実、撮影協力:deltatune

จูลี่: แสดงว่านั่นคือเบื้องหลังที่มาของชื่อบริษัทสินะ ฉันเล่นเกมมาริโอ้ภาคแรกบ่อยมาก แล้วก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ เลยว่า อะไรกันน้าที่ทำให้เกมนี้เล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ไม่รู้เบื่อ ตอนนี้ฉันกลับมาเล่น Famicom Mini อีกรอบ (เป็นเครื่อง Famicon ที่บริษัทนินเทนโดกลับมาทำขายอีกรอบ โดยทำขนาดให้เล็กลงและมีสายเสียบ USB) ปรากฏว่าฉันยังจำแผนที่โลกในเกมได้อยู่เลย

มาซาอากิ: เดาว่าเรื่องนี้คงเกิดขึ้นเมื่อพัฒนากล้ามเนื้อสมองส่วนความจำแล้วแน่ๆ แต่ตอนนี้ผมเล่นแบบที่เคยเล่นมาก่อนไม่ได้แล้วนะ (หัวเราะ) แบบว่า แก่ขึ้นน่ะ

จูลี่: มันมีกฎเยอะมากที่จะต้องทำตาม อย่างเช่นถ้าขาดหายไปแม้แต่พิกเซลเดียวก็จะเกมโอเวอร์ทันที เป็นต้น


 

จูลี่: คุณเล่าเรื่องที่มาของชื่อบริษัทแล้ว แต่ช่วยเล่าให้ฉันฟังอีกหน่อย เรื่องที่มาเบื้องหลังชื่อ KING OF GAMES

julie_watai_EDITMODE_006

มาซาอากิ: เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเยอะมากเลยนะ แต่คือเดิมทีผมทำงานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แล้วก็ยังทำงานเป็นพนักงานค้าปลีกในบูติกเก่าแก่ที่มีชื่อแห่งหนึ่งในเกียวโตด้วย ทำงานกับเสื้อผ้าแบบที่เป็นออริจินัลจริงๆ แล้ววันหนึ่งตอนที่ผมทำงานอยู่ในร้าน ก็มีลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาลองแจ็คเก็ต แล้วที่เสื้อเชิ้ตของเขาน่ะ มีโลโก้ของนินเทนโดเขียนไว้อยู่

จูลี่: อะไรนะ?

มาซาอากิ: ตอนนั้นผมยั้งใจไม่อยู่ เลยหลุดปากไปว่า อยากได้เสื้อแบบนี้สักตัวได้ไหม ผมก็เลยได้รู้ว่า ลูกค้าคนนี้ทำงานที่บริษัทนินเทนโด แล้วเสื้อยืดที่เขาใส่น่ะ เป็นเสื้อทีมงานจากนิทรรศการชื่อ Nintendo Space World

จูลี่: เคยได้ยินว่า เกียวโตเป็นพื้นที่ของนินเทนโด ฟังดูแล้วก็เป็นไปได้นะ ที่จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

มาซาอากิ: แล้วเขาก็เลยบอกผมว่า จะเอาเสื้อยืดมาให้นะ ถ้ายังมีเหลือจากอีเวนต์ครั้งหน้า ผมก็เลยตั้งตารอสุดๆ เลย ปรากฏว่า สุดท้ายแล้วผมก็ได้เสื้อนะ เป็นเสื้อโปโลที่ปักคำว่า Gameboy ไว้ แต่ไซส์เป็นแบบอเมริกันเลยนะ คือดูกีค (Geek) มาก

จูลี่: คือตอนนั้นเสื้อยืดทำไว้แค่เพื่อแจกทีมงานเท่านั้น?

มาซาอากิ: ก็เพราะสาเหตุนี้แหละ ผมก็เลยคิดขึ้นมาว่า อยากจะทำเป็นของตัวเอง ก็เลยให้นามบัตรของผมไป แล้วก็ถามเขาว่า เป็นไปได้ไหมที่ผมจะผลิตเสื้อยืดที่มีโลโก้นินเทนโดขาย ในร้านที่จำหน่ายของออริจินัลโดยเฉพาะ ซึ่งเขาฟังแล้วก็บอกว่า “แนวคิดน่าสนใจดีนะ” พอแบบนั้นผมก็เลยรีบกลับไปจัดการ โดยออกแบบลายต่างๆ ออกมาหลายสีเลย ตอนนั้นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านเพื่อนด้วยนะ ทำอยู่หลายคืน จากนั้นก็ส่งให้เขาพร้อมกับแนบจดหมายที่เขียนข้อความเล่าว่า ผมรักนินเทนโดแค่ไหน พอส่งไปก็หายเงียบไม่มีการตอบกลับมาหลายสัปดาห์เลย ผมเลยตัดสินใจโทรหาเขาแทน ตอนที่ได้คุยกัน เขาก็บอกผมว่า เขาเป็นผู้กำกับของเกมนินเทนโดชุดมาริโอคาร์ต (Mario Kart series) ดังนั้น เขารับผิดชอบแค่ส่วนทำเกมเท่านั้น แต่จะแนะนำผมไปยังแผนกอื่นที่อาจจะรับฟังผมได้มากกว่า แล้ววันต่อมา ผมก็ได้นำเสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกให้กับนินเทนโด ยุคนั้นเขายังทำเครื่องเล่นเกมรุ่น Nintendo64 กันอยู่เลยนะ

Photo, Model:Julie Watai, Location:deltatune/撮影、モデル:Julie Watai、撮影協力:deltatunePhoto, Model:Julie Watai, Location:deltatune/撮影、モデル:Julie Watai、撮影協力:deltatune

จูลี่: ถ้างั้นเรื่องนี้ก็เกิดมาแล้วถึง 15 ปี ก่อนที่ KING OF GAMES จะเปิดตัวครั้งแรกสินะ?

มาซาอากิ: ใช่ๆ ตอนนั้นผมยังอายุ 26 อยู่เลย

จูลี่: ดูเป็นความหลงใหลมากๆ เลย

มาซาอากิ: ผมไปพรีเซนต์ให้นินเทนโดฟัง แล้วจากนั้นความหวังก็จมดิ่งไปเลย

จูลี่: ทำไมกันล่ะ?

มาซาอากิ: อย่างแรก โลโก้นินเทนโดน่ะ มีแค่บริษัทนินเทนโดเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ได้ ถึงแม้ว่าจะไปผลิตในต่างประเทศก็ตามเถอะ

จูลี่: มีกฎระเบียบมากมายแบบนั้นเลย?

มาซาอากิ: แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมาหาผมแล้วก็ถามว่า “แล้วถ้าเป็นเสื้อยืดสำหรับเกมล่ะ” พอดีตอนนั้นทางนินเทนโดกำลังจะออกเกม Animal Crossing ออกมาพอดี

จูลี่: เขาก็เลยอยากคุยเกี่ยวกับการออกแบบเสื้อยืดให้กับเกมขึ้นมา?

มาซาอากิ: ตอนนั้นที่พวกเขาให้มาเป็นหนังสือภาพเกี่ยวกับเกม Animal Crossing ผมก็เลยถามเขาไปตอนนั้นว่า แล้วผมทำเสื้อยืดซูเปอร์มาริโอ้ได้ไหม แต่พวกเขาก็บอกว่า ผมจะต้องใช้มาริโอตามแบบต้นฉบับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ หรือภาพตัวคาแรคเตอร์ 

จูลี่: ตอนนั้นพวกเขาวางเป้าหมายทางการตลาดไว้ที่เด็กนี่นะ

มาซาอากิ: จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละ สำหรับสินค้าที่เป็น Official ของนินเทนโด ว่าจะต้องใช้ภาพที่เหมือนกันกับต้นฉบับ นี่จึงเป็นสาเหตุไงว่า ทำไมซูเปอร์มาริโอ้ถึงมีแต่รูปซ้ำๆ กันอยู่ไม่กี่แบบ บนสินค้าเครื่องเขียนหลากหลายชนิด

จูลี่: ใช่เลย

มาซาอากิ: พอได้ยินแบบนี้ผมก็มีปัญหาแล้ว พอดีตอนนั้นมีคนที่ใส่ชุดลำลองคนหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมด้วยพูดขึ้นมาว่า “นี่ไม่ใช่แบบที่คุณอยากทำใช่ไหมล่ะ” สมัยนั้นผมพกสมุดโน้ตติดตัวตลอด เพื่อเขียนความคิดนู่นนี่ลงไป แล้วก็พอดีผมเคยออกแบบเสื้อยืดลายซูเปอร์มาริโอ้ไว้ด้วย ผมก็เลยหยิบสมุดโน้ตออกมาให้เขาดู พอพวกเขาได้เห็นผลงานก็เลยให้โอกาสผมอีกครั้ง ด้วยการบอกให้ลองคิดไอเดียอย่างอื่นมาอีก แล้วมาเสนอในครั้งหน้า

julie_watai_EDITMODE_008

julie_watai_EDITMODE_009

จูลี่: คนที่พูดนั่นเป็นใครเหรอเนี่ย (หัวเราะ)?

มาซาอากิ: พวกเขาบอกใบ้มาด้วยว่า “อีกไม่นานจะครบรอบ 20 ปีที่มาริโอ้มาปรากฏในเกม Donkey Kong แล้วนะ” ส่วนคนที่ใส่ชุดลำลองนี่ เขามาจากบริษัทโฆษณาชื่อ Hakuhodo เพิ่งย้ายมาทำงานที่นินเทนโด ส่วนโฆษณา เกม Famicom Wars และ The Legend of Zelda 

จูลี่: ตอนนั้นโฆษณาของเกม Famicom Wars กระแสตอบรับเงียบมาก เพราะไปเลือกใช้ภาพถ่ายจริงในงานโฆษณา คนเลยไม่คิดว่าเป็นโฆษณาของ Famicon แต่ฉันยังจำเพลงของโฆษณานี้ได้อยู่เลยนะ ดูเหมือนว่า คนๆ นั้นจะเข้าใจจุดยืดของคุณ ว่าอยากทำอะไรที่ต่างออกไป

มาซาอากิ: จากข้อความแห่งโอกาสที่เขาจุดประกายไว้ ผมก็เลยกลับมาทำงานที่บ้านเพื่อนทุกคืนอีกครั้ง แล้วก็เริ่มทบทวนทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้นเลย ตั้งแต่การจำหน่ายแบบขายในกล่อง ขายออนไลน์ ฯลฯ จากคำใบ้ที่เขาให้มาเกี่ยวกับเรื่องมาริโอ้ครบรอบ 20 ปี ก็เลยกลายเป็น THE KING OF GAMES ซึ่งลายที่ออกแบบมาค่อนข้างยากที่จะสำเร็จ อย่างแรกก็คือ มันไม่มีตัวมาริโอ้แบบพิกเซลอยู่เลย

julie_watai_EDITMODE_010

จูลี่: เขาไม่ให้คุณใช้ตัวพิกเซลมาริโอเหรอคะ?

มาซาอากิ: ผมเคยบอกว่า มาริโอ้ หรืออย่างน้อยก็มาริโอ้ที่ผมเคยนำเสนอไป มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ไม่สามารถนำเสนอแบบพิกเซลได้น่ะครับ ผมเน้นตรงนี้ว่า มาริโอ้แบบที่คนรุ่นผมโตมาเนี่ย เป็นมาริโอ้แบบตัวพิกเซล ที่ปรากฎอยู่ในจอทีวี ดังนั้นเพื่อจะโน้มน้าวใจพวกเขาได้ ผมต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกแผนกของนินเทนโดก่อน ดังนั้นทันทีที่มีคนมีประเด็นกับเรื่องนี้ ผมก็ต้องปรับมัน เป็นแบบนี้ทุกวันๆ ก้าวหน้าไปไหนไม่ได้เลย จนผ่านไปประมาณสองปีนั่นแหละ ผมถึงสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตได้

จูลี่: ฉันว่าคุณคงอยากพูดว่าเขาทำงานกันเป็นระบบ แต่ก็ดูเหมือนว่าต้องใช้เวลานานมากจริงๆ กว่าจะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ได้

มาซาอากิ: ช่วงระหว่างสองปีนี้ ผมเลยออกแบบอย่างอื่นขึ้นมาอีกเยอะเลย ได้เรียนรู้โปรแกรมวาดภาพ แล้วก็ซื้อคอมพิวเตอร์ของตัวเองแล้วด้วยนะ ดังนั้นกว่าจะออกเสื้อยืดลายท่อมาริโอ้ออกมาได้ก็ปี 2002 เข้าไปแล้ว คือมาริโอ้น่ะ มันครบรอบ 20 ปีในปี 2001 นะ แปลว่าของครบรอบ 20 ปี ออกจำหน่ายปีที่ 21 คือช้าไปเป็นปีเลย (หัวเราะ)

julie_watai_EDITMODE_011

julie_watai_EDITMODE_012

จูลี่: มันออกแบบมาดีมากเลยล่ะ

มาซาอากิ: ขอบคุณครับ ก่อนจะเริ่มขายออนไลน์ เรามีจำหน่ายแค่ที่ร้านในเกียวโตที่ผมทำงานอยู่เท่านั้นนะครับ แล้วทุกคนในร้านก็พยายามมากที่จะกระตุ้นยอดขาย ซึ่งผมซาบซึ้งใจมาก เพราะว่าภูมิหลังของผมเป็นด้านอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ดังนั้นก่อนอื่น ผมจึงอยากออกแบบเสื้อยืดเกมที่ขายในร้านเสื้อผ้าโดยตรง มุมมองของผมไม่เปลี่ยนเลยนะนับแต่ตอนนั้น ขอโทษนะครับที่เล่าเรื่องซะยาวเลย (หัวเราะ)

จูลี่: จริงๆ เรื่องการออกแบบเสื้อผ้ากับกราฟฟิกดีไซน์มันคือสองอย่างที่ต่างกันใช่ไหมล่ะ แต่ก็เห็นมีเสื้อผ้ามากมายที่ออกแบบโดยขยายแนวทางมาใช้กราฟฟิกด้วย กระนั้นบางทีเสื้อผ้าบางแบบก็ดีไซน์ลายกราฟฟิกด้านหน้าใหญ่เกินไป ทำให้ใส่ได้ยาก แต่ THE KING OF GAMES เนี่ย ออกแบบมาได้กำลังดี เหมาะเลยกับคนที่ไม่ชอบอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เหมือนต้นแบบ

Photo:Julie Watai, Model:Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:Maki、撮影協力:deltatunePhoto:Julie Watai, Model:Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:Maki、撮影協力:deltatune

มาซาอากิ: ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะครับ บางทีเรื่องพวกนี้ก็เกี่ยวข้องกับเทรนด์ด้วย จะให้พูดคงยาก แต่เอาเป็นว่า ผมออกแบบเสื้อยืดแบบที่ผมอยากใส่น่ะครับ ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ผมทำแบรนด์ของตัวเองออกมา เพราะผมคงไม่สามารถออกแบบอะไรที่ผมใส่เองไม่ได้แน่นอน คือผมชอบออกแบบลายที่คุณต้องมาดูใกล้ๆ แล้วถึงจะเห็นว่า “โอ้ นี่มันมาริโอ้นี่”

จูลี่: จะเป็นงานปักลายแบบจุดเดียว (One-point embroidery) หรือแบบลำลองก็ดีทั้งนั้น พูดถึง THE KING OF GAMES แล้ว นึกถึงทีมงานคนหนึ่ง ที่ชื่อ Chicano ที่น่ารักและโดดเด่นมาก เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณสองคนเจอกันได้อย่างไร?

julie_watai_EDITMODE_014

มาซาอากิ: Chicano เป็นนักเรียนของผู้กำกับฮาชิโมโต้ จาก Sarugakucho (บริษัทผลิตเสียงสำหรับวิดีโอเกมในโตเกียว) ตอนที่ไปสอนคอร์สเกมที่มหาวิทยาลัยเซกะ (Seika University) ในเกียวโต และเธอก็เป็นคนแรกที่เรียนจบเลยครับ

จูลี่: เอ มหาวิทยาลัยเซกะนี่ เป็นมหาวิทยาลัยศิลปะไม่ใช่เหรอคะ?

มาซาอากิ: ใช่ครับ ตอนเธอเป็นนักเรียนที่นั่น เธอนำผลงานของตัวเองไปที่งาน the Salon du Saragaku งานของคุณฮาชิโมโต้ที่จัดขึ้นที่ชิบูยะ ซึ่งผมเองก็ไปขายของที่นั่นเหมือนกัน ช่วงนั้นมีทีมงานคนหนึ่งของผมลาออกไปพอดี แล้วคุณฮาชิโมโต้ก็แนะนำผมให้รู้จักกับ Chicano ที่เพิ่งเรียนจบพอดี

จูลี่: คุณฮาชิโมโต้นี่มีโปรเจกต์ที่น่าสนใจเยอะมาก ฉันเองก็เคยเข้าร่วมงาน the Salon du Saragaku หลายครั้ง เคยไปเป็นดีเจด้วย แปลว่า หลังจากนั้นคุณก็รับเธอมาเป็นทีมงานในร้านนั่นเอง


 

จูลี่: เดือนกรกฎาคม 2017 ที่ผ่านมา คุณจัดงาน THE KING OF GAMES World Exhibition ในนากาโน่ ซึ่งคนพูดถึงกันเยอะเลยในโซเชียลมีเดีย รวมถึงในเว็บข่าวต่างๆ ด้วย ว่ากันตามจริง งานนี้คืองานแบบไหนคะ?

มาซาอากิ: เป็นงานอนุสรณ์ THE KING OF GAMES ครบรอบ 15 ปีครับ จัดที่ชั้นใต้ดินของแกลอรี METEOR ร้านแรกที่ผมเคยขายส่งสินค้าให้ ตอนนั้น METEOR ตั้งอยู่ที่แถบคิจิโจจิ (Kichijoji) แต่ตอนนี้ย้ายมานากาโน่แล้ว มีพื้นที่ชั้นใต้ดินมากพอที่จะจัดงานได้ ก็เลยมาจัดกันที่นี่ครับ

จูลี่: แม้ตอนนั้น METEOR จะตั้งอยู่แถบคิจิโจจิ แต่ก็เป็นที่รู้จักดีว่าเป็นร้านที่ขายของ 8 บิตแบบเก๋ไก๋มากๆ แล้วงานนิทรรศการของคุณมีเรื่องราวอะไรบ้าง?

เอนามิ: ผมตั้งของจัดแสดงให้ 1 ชิ้นเป็นตัวแทนของแต่ละปีครับ 15 ปี ก็มีของ 15 ชิ้น เพื่อแสดงถึงโลกแห่งเกมและของเล่นที่ THE KING OF GAMES ได้สร้างขึ้น ส่วนหลักของนิทรรศการก็คือ รูปปั้นมาริโอ้ทอง ที่ผมตั้งชื่อว่า “Mario Greed” (หัวเราะ) ผมบอกค่าใช้จ่ายงานนี้ให้ทุกคนเห็นด้วยนะ (หัวเราะ) และสุดท้าย ก็มีทอล์กโชว์ ของผมกับ Bose จาก Scha Dara Parr

จูลี่: รูปปั้นมาริโอ้ทองนี่จะมอบเป็นรางวัลให้กับสมาชิกของคลับนินเทนโด (บริการสมาชิกของนินเทนโด) ใช่ไหมคะ?

มาซาอากิ: ใช่ครับ เป็นอะไรที่บ้ามากเลย

จูลี่: ดูเหมือนว่าคุณก็เป็นนักสะสมเหมือนกันนะ ถึงขนาดทำกระเป๋าพิเศษไว้หิ้วพวกมันเลยนี่นา (หัวเราะ)

julie_watai_EDITMODE_018

julie_watai_EDITMODE_019

มาซาอากิ: ผมเป็นคนชอบของเล็กและหนัก ส่วนมาริโอ้ทองนี่เป็นส่วนหนึ่งของโบนัสครับ

จูลี่: คุณได้คุยกับ Bose จาก Scha Dara Parr ด้วย ต้องสุดยอดมากแน่ๆ

มาซาอากิ: Bose เองก็สอนที่มหาวิทยาลัยเซกะนะ แล้วก็มาเกียวโตทุกสัปดาห์ ตอนที่ผมถามเขาเรื่องทอล์กโชว์ เขาก็ตกลงทันทีเลย ผมตะลึงเลยกับความสามารถในด้านการพูดในที่สาธารณะของเขา

julie_watai_EDITMODE_020

จูลี่: คุณทั้งคู่ผูกพันกับเกียวโต แล้วยังชอบ Famicon เหมือนกันด้วย นึกออกเลยว่าต้องเป็นการคุยที่ลึกซึ้งมากแน่

มาซาอากิ: ใช่ ลึกซึ้งมากเลย (หัวเราะ)

julie_watai_EDITMODE_021

จูลี่: EDITMODE ครบรอบ 15 ปีแล้ว คุณคาดหวังอะไรในอนาคตต่อไปอีกบ้าง?

มาซาอากิ: เราก็จะมุ่งไปสู่ปีที่ 16 แต่ว่าก็จะช้าลงหน่อย เราแค่ทำสิ่งที่เราทำได้ในแต่ละวัน ค่อยๆ ขยายกิจกรรมของเราไป เราวางแผนทำสิ่งที่เราทำต่อไปจนถึงอนาคตด้วย ร่วมมือกับคนที่เราเจอ ทำสิ่งต่างๆ จัดงานอีเวนต์ ผมชอบออกแบบเสื้อผ้าจากคาแรคเตอร์ แล้วก็ทำเป็นเสื้อยืด ก็คงเป็นแนวที่มีอะไรซ่อนอยู่เหมือนเดิมแหละ (หัวเราะ) ผมว่าตราบเท่าที่ยังมีเรื่องลิขสิทธิ์ในอนุญาต ก็ยังไม่มีใครทำแบบนี้ได้หรอก

จูลี่: คงเยี่ยมเลยถ้าคุณสามารถผสมผสานสื่อกับเสื้อยืดหรือเกม เหมือนอย่างเมกามิ เทนเซย์ที่เราเคยพูดถึงกัน หวังว่าจะทำได้สำเร็จ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่คุณมาแบ่งปันให้ฟังค่ะ

มาซาอากิ: ขอบคุณที่คุยด้วยยาวเลยนะครับ

Photo:Julie Watai, Model:Kozue Haruna, Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:はるな梢、Maki、撮影協力:deltatunePhoto:Julie Watai, Model:Kozue Haruna, Maki, Location:deltatune/撮影:Julie Watai、モデル:はるな梢、Maki、撮影協力:deltatune

หลังการพูดคุย

เนื่องจากว่าฉันกับมาซาอากิเป็นคนรุ่นเดียวกัน เราเลยคุยกันเรื่อง Famicon ยาวเลย ก่อนจะมาคุยเรื่อง THE KING OF GAMES ฉันประทับใจมากเรื่องความหลงใหลของเขาที่มีต่อนินเทนโด อย่างไรก็ตามฉันได้เจอเรื่องที่น่าสนใจ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร) ระหว่างการถ่ายทำไม่ว่าจะในการคุยหรือถ่ายภาพ คนที่ฉันทำงานด้วยส่งผลต่อฉันเสมอ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเรามีบางจุดที่เชื่อมโยงถึงกันได้

ในฐานะนักเล่นเกม เรารักในเนื้อหาที่ทำให้เราเกิดความสัมพันธ์กับบริษัทนั้นๆ ด้วยเหตุผลนี้ฉันจึงเชื่อว่านักเล่นเกมคนอื่นๆ ก็คงเข้าใจถึงข้อผูกมัดในเรื่องลิขสิทธิ์เหมือนกัน ทุกคนก็เลยสนับสนุน THE KING OF GAMES มาจนถึงทุกวันนี้

 

ประวัติของมาซาอากิ เอนามิ (Masaaki Enami)

หลังจากได้ลิขสิทธิ์จากนินเทนโดในปี 2002 "THE KING OF GAMES" ก็ได้ผลิตสินค้าจากเกมนินเทนโดออกมามากมาย โดยมาซาอากิเป็นผู้รับผิดชอบงานทั้งหมด ตั้งแต่วางแผน ออกแบบ และจัดการการผลิต โดยปัจจุบันเขามีส่วนในการผลิตเสื้อยืดกว่า 120 แบบ และยังมีแผนผลิตต่อไปในอนาคต โดยส่วนใหญ่ลายของเกมที่ผลิตออกมาก็คือ Super Mario Bros., The Legend of Zelda, MOTHER, Kirby’s Dream Land, Fire Emblem, Pokémon, GAME & WATCH, และ Splatoon เยี่ยมชมผลงานของเขาได้ที่ https://editmode.jp/maintenance/ หรือ https://twitter.com/editmode_kyoto

เรื่องล่าสุดของหมวด ข่าวและบทความ

ดูหมวด ข่าวและบทความ ทั้งหมด