''ทำโรงแรมยากกว่าศูนย์การค้า'' แต่มั่นใจ''เซ็นทารา''ต้องเป็นเบอร์1
+ทำโรงแรมยุคนี้ไม่ง่าย
นายสุทธิเกียรติ บอกว่าการบริหารในส่วนของกลุ่มกิจการโรงแรมนั้นต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจโรงแรมในยุคปัจจุบัน ถือว่ายากกว่าธุรกิจศูนย์การค้ามาก เพราะไม่เพียงแต่โรงแรมที่มีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมของไทยและชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ธุรกิจโรงแรม ยังมีความผูกพันกับปัจจัยภายนอกมาก เพราะต้องอาศัยกำลังซื้อส่วนหนึ่งจากลูกค้าชาวต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ไม่ว่าจะเป็นปัญหานอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เช่นการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือแม้แต่ความวุ่นวายของการเมืองไทยและการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ที่ผมก็อยากให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศชาติ และควรจะเน้นให้เกิดความสามัคคี เพราะตอนนี้ใกล้ช่วงไฮซีซัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆเกิดขึ้น ผมก็เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแบบวีเชฟ แต่ถ้าเกิดความวุ่นวายเหมือนที่เคยเกิดเหตุการณ์ชุมนุมอาเซียน ซัมมิท ที่พัทยา การท่องเที่ยวไทยก็คงต้องถอยหลังไปอีก
อีกทั้งจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้ที่ผ่านมาถ้าเราไม่ลดแลกแจกแถม ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา ทั้งๆที่จริงๆแล้วค่าห้องพักของโรงแรมในไทยก็ถือว่าถูกอยู่แล้ว ซึ่งลดไปแล้วก็ยังต้องรอเวลา ส่วนคนไทยพอเกิดปัญหาก็หยุดเที่ยว เรียกได้ว่ากระทบทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ
ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้า เราพึ่งลูกค้าในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นหากยอดขายตก เราก็ลดราคา จัดโปรโมชัน หรือทำแคมเปญ เพื่อดึงกำลังซื้อคนในประเทศ ก็เป็นการเพิ่มยอดขายได้ทันที ตรงข้ามกับธุรกิจโรงแรมที่ก็ต้องรอเวลาเหมือนกัน โดยเฉพาะลูกค้าชาวต่างประเทศที่เขาวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้าเป็นปี แต่แม้ในปีนี้ในกลุ่มโรงแรมของเซ็นทาราจะได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวชะลอตัว แต่เราถือว่าปรับตัวทัน เพราะจากเหตุการณ์ปิดสนามบินเมื่อปลายปี 2551 ทำให้เรารู้เลยว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวในปี 2552 เป็นอย่างมาก
ทำให้ผู้บริหารในกลุ่มเซ็นทารา มีการปรับวิธีการขาย ลดราคา การเป็นแพ็กเกจราคาพิเศษ ขายกันล่วงหน้า ทำรายได้ในกลุ่มโรงแรมในปีนี้ก็ยังคงเติบโตอยู่ แต่ไม่น่าจะเกิน 5% จากทุกปีต้องโตราว 10% ต่อปี ซึ่งปีนี้คาดว่ารายได้ในกลุ่มโรงแรมจะโตไม่ต่ำกว่า 8,200 ล้านบาท
++จัดทัพใหม่ เซ็นทารา
แม้ธุรกิจในกลุ่มโรงแรมจะมีความยากในการดำเนินธุรกิจ แต่ตราบใดที่การท่องเที่ยว ยังถือเป็นจุดเด่นของประเทศไทย ธุรกิจโรงแรมก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องอยู่ ทำให้ผมจึงมองว่าธุรกิจโรงแรมในเครือเซ็นทารายังไปได้ดี และผมวาดฝันไว้ว่าผมจะทำให้ธุรกิจโรงแรมในเครือเซ็นทารา ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในวงการโรงแรมไทยไม่ว่าจะเป็นจำนวนห้องพักและจำนวนโรงแรมมากที่สุด เหมือนกับที่พ่อผมทำให้เราเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก ศูนย์การค้า และจัดจำหน่ายสินค้า
โดยการขยายธุรกิจในเครือเซ็นทารา จะแยกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นการลงทุนโรงแรมของเราเองในนามบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ซึ่งผมมองว่าการลงทุนสร้างโรงแรมรูปแบบที่จะมาแรงจะเป็นโรงแรมในลักษณะธีมโฮเต็ล เพื่อรองรับกลุ่มตลาดไมซ์ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะนำครอบครัวมาด้วย ธีมพาร์กจึงเป็นเทรนด์ที่ดี อย่างล่าสุดโรงแรมใหม่ของผมเอง 2 แห่งก็เป็นแบบธีมพาร์ก เช่น โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา(เซ็นทรัล วงศ์อมาตย์เดิม) ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ก็ถือเป็นธีมโฮเต็ล 100% แห่งแรกในประเทศไทย คอนเซ็ปต์ ลอสท์ เวิลด์ อินเดียนาโจน ใช้งบลงทุน 4,400 ล้านบาท
หรือแม้กระทั่งโรงแรมแห่งใหม่ที่ภูเก็ต ลงทุน 2,300 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก็จะเป็นธีมโฮเต็ลในสไตล์ชิโนโปรตุกีส เปิดให้บริการปีหน้า และผมมองว่าหากโรงแรมใหม่ที่พัทยาประสบความสำเร็จดีก็มีแผนจะสร้างโรงแรมแนวธีมพาร์กในหัวหิน เป็นคอนเซ็ปต์วอเตอร์ เวิลด์ด้วย ซึ่งแม้การลงทุนโรงแรมแนวธีมพาร์ก จะใช้งบในการลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนในโรงแรมในระดับ 5 ดาวเหมือนกัน แต่เราก็สามารถคิดค่าห้องพักในราคาสูงกว่าได้
ส่วนที่สองเป็นโรงแรมที่ทางบมจ.เซ็นทรัลพลาซา จะเข้าไปร่วมทุน ซึ่งจากวิกฤติที่เกิดขึ้นก็เป็นโอกาสได้ เพราะที่ผ่านมาเซ็นทารา ได้รับการติดต่อจากธนาคารหลายแห่ง เนื่องจากธุรกิจโรงแรมที่ทางแบงก์ให้สินเชื่อเริ่มมีปัญหา ซึ่งเราก็คงต้องดูความเหมาะสม หากสนใจก็สามารถเข้าไปร่วมทุนและรับบริหารให้ อย่างเซ็นทาราแกรนด์ไอส์แลนด์ รีสอร์ทและสปา มัลดีฟส์ เราก็ไปร่วมทุนด้วยโดยลงทุนราว 2,000 ล้านบาท สัมปทาน 21 ปี เปิดให้บริการเดือนพฤศจิกายน 2552
หรือการรับบริหารให้เพียงอย่างเดียว เช่น โรงแรมม็อกชา หิมาลายา สปา รีสอร์ท ประเทศอินเดีย สัญญารับบริหาร 10 ปี และมองทำเลอีกหลายแห่งในบาหลี ตะวันออกกลาง เป็นต้น
ส่วนที่สามเป็นการขยายการรับบริหารโรงแรมทั้งในและนอกประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทเซ็นทารา อินเตอร์เนชั่นแนล แมเนจเม้นต์ จำกัด หรือซีไอเอ็ม เพื่อทำหน้าที่รับบริหารโรงแรมโดยเฉพาะ ซึ่งซีไอเอ็มมีบมจ.เซ็นทรัลพลาซาถือหุ้น100% โดยมอบหมายให้นายเควิน วอลเลซ เป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ ซึ่งในขณะนี้ได้รับการติดต่อจากโรงแรมต่างๆที่อยากจะให้เราเข้าไปบริหาร 20-30 แห่ง และยังมองไปถึงการแยกธุรกิจสปาออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทลูก เพื่อขยายธุรกิจในส่วนนี้ด้วย
++ขยาย77 แห่งขึ้นเบอร์ 1 รร.ไทย
การขยายการรับบริหาร ถือเป็นก้าวใหม่สำหรับเซ็นทารา เพราะแม้ในอดีตผมจะมีการลงทุนในโรงแรมในต่างประเทศอยู่บ้าง เช่น ในสหรัฐอเมริกา หรือโรงแรมเรือในพม่า แต่ก็ขายไปนานแล้ว และหลังจากดำเนินธุรกิจโรงแรมมา 30 ปี จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาและการเดินทางมาทั่วโลก ทำให้ในขณะนี้ผมเชื่อว่าเซ็นทารา จะรุกเข้าสู่ธุรกิจรับบริหารโรงแรมได้ไม่แพ้เชน
โฮเต็ลจากต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เราจะเรียกเก็บกับโรงแรมที่จะให้เซ็นทาราบริหารก็คงไม่ต่างกับเชนโฮเต็ล แต่จะมีความยืดหยุ่น และเราเข้าใจหัวอกของเจ้าของมากกว่า เพราะเราเป็นเจ้าของโรงแรมเหมือนกัน
การรับบริหารโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ เซ็นทารา จะเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรมหรือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีโรงแรมในเครือรวม 77 แห่ง เป็นโรงแรมที่เข้าไปรับบริหาร 65 แห่ง เพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 21 แห่ง จำนวน 4,712 ห้องโดย 9 แห่งเป็นโรงแรมที่เราลงทุนเอง อีก 4 แห่งเป็นการร่วมทุนและอีก 8 แห่งเป็นโรงแรมที่รับบริหารอยู่ (ตารางประกอบ)
ทั้งนี้การรับบริหารโรงแรมของเซ็นทารา เราจะเน้นครอบคลุมเครือข่ายโรงแรมในทุกระดับ ตั้งแต่ 5 ดาวไปจนถึง 2 ดาว ภายใต้
แบรนด์ เซ็นทาราแกรนด์ เน้นบริหารโรงแรม 5 ดาว แบรนด์ เซ็นทารา เน้นบริหารโรงแรม 4 ดาว แบรนด์ เซ็นทารา บูติกคอลเลกชัน เน้นโรงแรมหรูสไตล์บูติก มีจำนวนห้องพักระหว่าง 70-100 ห้อง โดยมีจำนวนห้องพักระดับพรีเมียมเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าห้องประเภทธรรมดา และแบรนด์บัดเจต บริหารโรงแรมระดับ3-2 ดาว ซึ่งในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการคัดเลือกชื่อแบรนด์ที่เหมาะสม คาดว่าจะเปิดตัวได้ในกลางปีหน้า รวมไปถึงมองการรับบริหารในส่วนของเรสิเด้นต์แบบสวีตด้วย
++5 ปีรายได้พุ่ง1.4 หมื่นล้าน
สำหรับการเติบโตของธุรกิจโรงแรมในอีก 5 ปีข้างหน้า จะส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ของ
บมจ.เซ็นทรัลพลาซา จาก 8,200 ล้านบาท ในปี 2551 เป็น 1.4 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า และเป็นการปรับฐานรายได้จากโรงแรมเป็น 50 % และรายได้จากอาหารและเครื่องดื่ม 50% จากปัจจุบันที่มีรายได้จากอาหารอยู่ที่ 57% และโรงแรมอยู่ที่ 43%
ส่วนการลงทุนใหม่ของกลุ่มบมจ.เซ็นทรัลพลาซาในส่วนของโรงแรม เราก็ยังมีแลนด์แบงก์ที่สามารถนำมาพัฒนาได้ เช่น ที่ดินบริเวณ เกาะมุก เกาะลันตา เป็นต้น และมีแผนลงทุนและบริหารโรงแรมราคาประหยัดหรือบัดเจตโฮเต็ล ซึ่งเป็นการลงทุนในแนวรถไฟฟ้า หรือในจุดที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนด้วย เพราะใช้งบลงทุนไม่มากแห่งละ 100-200 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตามแผนการลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ของบริษัท หากเปิดโรงแรมใหม่ที่ภูเก็ตแล้ว นับจากปี 2554 บริษัทจะมีกระแสเงินสดอยู่ราวปีหนึ่ง 2 พันล้านบาท ทำให้ในทุก 2 ปี จะสามารถลงทุนโรงแรมใหม่ที่จะใช้งบลงทุนในหลัก 1,500-2,000 ล้านบาทได้แบบสบายๆ
ในส่วนของโซฟิเทล เซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ หลังจากได้ต่อสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือร.ฟ.ท.เป็นเวลา 20 ปี วงเงิน 2 หมื่นล้านบาทเรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีโนเวตโรงแรมให้ คาดว่าใช้งบราว 1,000 ล้านบาท คาดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ทั้งหมดล้วนการเปิดแนวรุกใหม่ของเซ็นทารา ภายใต้ฝันของสุทธิเกียรติ กับการก้าวสู่เบอร์ 1 ธุรกิจโรงแรมไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)