Bond Yield พุ่งรอบทศวรรษ อาจกดดันราคาทองยาวถึงสิ้นปี?

Bond Yield พุ่ง ต้นทุนการเงินสูง กดดันทองคำต่อเนื่อง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ฮั่วเซ่งเฮงชี้ Yield สูงไม่เพียงเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ แต่ยังเพิ่มต้นทุนด้านเงินทุนของภาคธุรกิจในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีเร่งลงทุน AI ครั้งใหญ่ จับตา CPI สหรัฐฯ 14 ต.ค.นี้ ตัวแปรสำคัญชี้ทิศทาง Fed และทองคำรอบถัดไป
ราคาทองคำปรับตัวลงในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Yield อายุ 10 ปีขึ้นไปแตะบริเวณ 5.29% ขณะที่อายุ 30 ปีขึ้นเหนือระดับ 5.6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนว่าตลาดยังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับการถือครองพันธบัตรระยะยาว
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อเดือนกันยายน สู่กรอบ 3.75-4.00% ทำให้ตลาดยังต้องประเมินว่า Fed จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปอีกนานเพียงใด
สำหรับทองคำ Bond Yield ที่สูงถือเป็นแรงกดดันโดยตรง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจึงสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะหากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ Real Yield ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน
Yield สูง ไม่ได้กระทบแค่ทอง แต่กำลังเพิ่ม “ต้นทุนของเงิน”
ผลกระทบของ Bond Yield ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดทองคำ เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในอัตราอ้างอิงสำคัญของระบบการเงิน เมื่อ Yield ระยะยาวปรับขึ้น ต้นทุนการออกหุ้นกู้ สินเชื่อธุรกิจ และการระดมทุนสำหรับโครงการต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย
ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ ชิปประมวลผล เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
การลงทุนของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่ม Hyperscaler รายใหญ่รวมกันอยู่ในระดับมากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Goldman Sachs ประเมินว่าการลงทุนของกลุ่มดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570
การลงทุนจำนวนมหาศาลดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ตลาดเริ่มจับตาว่า รายได้จาก AI จะสามารถเติบโตได้เร็วเพียงพอที่จะรองรับเงินลงทุนจำนวนมากหรือไม่ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนด้านเงินทุนสูงขึ้น
AI ใหญ่ขึ้น แต่ต้นทุนเงินก็แพงขึ้น
สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับ Investment Grade และมีกระแสเงินสดสูง เช่น Amazon Alphabet Microsoft และ Meta ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่ใช่ข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในระยะสั้น
แต่ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนกว่าในบริษัทขนาดกลาง ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI รายใหม่ รวมถึงธุรกิจที่ต้องพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ High Yield หรือสินเชื่อเอกชนในการระดมทุน เพราะ Yield ที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยและต้นทุนด้านเงินทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรง
หากภาวะดังกล่าวยืดเยื้อ ตลาดอาจเริ่มให้ความสำคัญกับ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” มากกว่าการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว และอาจเพิ่มความผันผวนให้กับหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การลงทุน AI ที่สูงไม่ควรถูกมองว่าเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินขึ้นอยู่กับภาพรวมของเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจ แต่การลงทุนขนาดใหญ่ในดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสามารถเพิ่มความต้องการเงินทุน ไฟฟ้า และทรัพยากรบางประเภท ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามในบริบทของแรงกดดันด้านต้นทุน
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับทองคำ?
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield กับทองคำในระยะนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะตลาดกำลังเผชิญแรงดึงจากสองด้าน
ด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่สูง และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่ง หากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง Fed อาจจำเป็นต้องรักษานโยบายการเงินที่เข้มงวด ขณะที่ Bond Yield และ Real Yield ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำและจำกัดการฟื้นตัวของราคา
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดทองคำต้องการเห็นเพื่อให้การฟื้นตัวมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงความคาดหวังว่า Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่คือ Bond Yield และ Real Yield ต้องเริ่มปรับตัวลงตามด้วย
จับตา CPI 14 ต.ค.นี้ ชี้ทิศ Yield–Fed–ทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ปัจจัยสำคัญลำดับถัดไปคือดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ (CPI) เดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ หากเงินเฟ้อชะลอตัวมากกว่าที่ตลาดคาด อาจช่วยลดความกังวลว่า Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้ Bond Yield อ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ
ในทางกลับกัน หาก CPI ยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเร่งตัวขึ้น ตลาดอาจกลับมาเพิ่มน้ำหนักต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed ส่งผลให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ยังมีโอกาสอยู่ในระดับสูง และกดดันราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า หากราคาทองคำปรับฐานลงทดสอบแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 64,000 บาทต่อบาททองคำ บริเวณดังกล่าวยังเป็นระดับที่น่าทยอยสะสม และควรติดตามทิศทาง Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อประกอบการตัดสินใจ
ในระยะนี้ นักลงทุนจึงไม่ควรให้ความสนใจเฉพาะประเด็น “Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่?” แต่ควรติดตามว่า “Bond Yield จะหยุดขึ้นเมื่อใด?” เพราะตราบใดที่ต้นทุนของเงินในตลาดยังอยู่ในระดับสูง ทองคำก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดัน แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวยังได้รับแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกก็ตาม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี