น้ำท่วมก่อน 1 ต.ค. ยังไม่ลดได้เงิน 2 ก้อนไหม? เช็กชัดๆ ประกันภัยพิบัติ หรือ เยียวยา 9,000

น้ำท่วมก่อน 1 ต.ค. ยังไม่ลดได้เงิน 2 ก้อนไหม? เช็กชัดๆ ประกันภัยพิบัติ หรือ เยียวยา 9,000

น้ำท่วมก่อน 1 ต.ค. ยังไม่ลดได้เงิน 2 ก้อนไหม? เช็กชัดๆ ประกันภัยพิบัติ หรือ เยียวยา 9,000
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

น้ำท่วมก่อน 1 ตุลาคม 2569 แต่ยังท่วมต่อ จะได้เงินเยียวยา 9,000 บาท หรือ ค่าสินไหมประกันภัยพิบัติ หรือได้สองก้อน เปิดเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม เช็กให้ชัวร์ 

น้ำท่วมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และยังท่วมต่อเนื่องมาถึงวันที่ประกันภัยพิบัติแห่งชาติเริ่มมีผล จะได้รับเงินสองก้อนหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ได้รับสองก้อนจากเหตุการณ์เดียวกัน” เพราะรัฐบาลกำหนดให้ยึดวันที่เริ่มเกิดภัยเป็นหลัก และต้องตรวจสอบไม่ให้เงินเยียวยากับค่าสินไหมประกันภัยจ่ายซ้ำซ้อนกัน

หลังระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 หลายครอบครัวที่ยังเผชิญน้ำท่วมต่อเนื่องเกิดข้อสงสัยว่า หากบ้านเริ่มถูกน้ำท่วมก่อนวันดังกล่าว แต่ปัจจุบันน้ำยังไม่ลด จะขอเงินเยียวยา 9,000 บาท พร้อมกับค่าสินไหมจากประกันภัยได้หรือไม่

ประเด็นนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า ต้องพิจารณาจากวันที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ดูเฉพาะวันที่น้ำลดหรือวันที่ประชาชนยื่นคำร้อง หากน้ำท่วมเริ่มก่อนวันที่ 1 ตุลาคม และยังเป็นเหตุการณ์เดิมที่ต่อเนื่องกัน จะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือเดิม ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสิทธิประกันภัยเพียงเพราะเข้าสู่วันเริ่มคุ้มครอง

น้ำท่วมก่อน 1 ตุลาคม แต่ยังไม่ลด ได้เงินสองก้อนหรือไม่

ไม่ได้สองก้อน หากเป็นน้ำท่วมเหตุเดียวกันที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเริ่มประสบอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 จะได้รับการพิจารณาเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาทตามมาตรการเดิม หากมีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แม้น้ำจะยังท่วมต่อถึงวันที่ 1 ตุลาคมหรือหลังจากนั้น ก็ไม่ได้ทำให้เหตุเดิมกลายเป็นภัยครั้งใหม่โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ครัวเรือนเดียวกันจึงไม่สามารถรับทั้งเงินเยียวยา 9,000 บาทและค่าสินไหมจากประกันภัยพิบัติสำหรับความเสียหายจากเหตุการณ์เดียวกันได้

รัฐบาลระบุชัดว่า กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องตรวจสอบไม่ให้การช่วยเหลือจากกรมธรรม์ซ้ำซ้อนกับมาตรการเยียวยารูปแบบอื่นของรัฐ โดยมาตรการ 9,000 บาทยังใช้กับภัยที่เกิดก่อนกรมธรรม์เริ่มมีผล ส่วนประกันภัยใช้กับภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ น้ำท่วมแบบไหนได้เงินก้อนใด

กรณีที่ 1 น้ำเริ่มท่วมวันที่ 28 กันยายน และยังท่วมถึง 3 ตุลาคม

กรณีนี้โดยหลักถือเป็นน้ำท่วมเหตุเดิม เนื่องจากเริ่มเกิดก่อนวันที่กรมธรรม์มีผล แม้ความเสียหายจะต่อเนื่องข้ามวันที่ 1 ตุลาคม ก็ยังพิจารณาตามมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ไม่สามารถรับค่าสินไหมประกันภัยซ้ำจากเหตุเดียวกันได้

กรณีที่ 2 น้ำท่วมก่อน 1 ตุลาคม ลดลงแล้ว แต่กลับมาท่วมอีกครั้ง

หากน้ำระลอกเดิมลดลงหรือสถานการณ์สิ้นสุดไปแล้ว จากนั้นเกิดฝนตกหนัก น้ำหลาก หรือน้ำท่วมขึ้นมาใหม่หลังวันที่ 1 ตุลาคม เหตุการณ์ครั้งหลังอาจได้รับการพิจารณาเป็นภัยระลอกใหม่ภายใต้ประกันภัยพิบัติแห่งชาติได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเพียงน้ำลดแล้วเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจะถูกนับเป็นเหตุใหม่ทันที หน่วยงานที่รับผิดชอบและบริษัทประกันต้องตรวจสอบวันเวลา สาเหตุ พื้นที่เกิดภัย และประกาศของทางราชการ เพื่อพิจารณาว่าเป็นคนละเหตุการณ์กับน้ำท่วมครั้งก่อนจริงหรือไม่

กรณีที่ 3 บ้านไม่เคยท่วมก่อนหน้านี้ แต่เริ่มท่วมตั้งแต่ 1 ตุลาคม

หากเหตุอุทกภัยเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่การพิจารณาตามประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยจากน้ำท่วมมีค่าสินไหมเบื้องต้น 10,000 บาท และอาจได้รับเพิ่มเติมตามความเสียหาย รวมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัย ภายใต้เงื่อนไขของกรมธรรม์ 

คำว่า “น้ำท่วมระลอกใหม่” ดูจากอะไร

การจะพิจารณาว่าเป็นน้ำท่วมระลอกใหม่ ไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึกของผู้ประสบภัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลทางราชการและข้อเท็จจริงในพื้นที่ เช่น วันที่เริ่มเกิดเหตุ สาเหตุของน้ำท่วม ระดับน้ำ ช่วงเวลาที่น้ำลด และประกาศเขตประสบสาธารณภัย

หากน้ำยังท่วมต่อเนื่องโดยไม่เคยสิ้นสุด แม้จะมีระดับเพิ่มขึ้นหรือลดลงในบางช่วง ก็อาจยังถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุการณ์เดิม แต่หากสถานการณ์เดิมสิ้นสุดแล้วและมีภัยจากสาเหตุใหม่เกิดขึ้นภายหลัง จึงอาจเข้าข่ายเป็นภัยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องรอการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประชาชนควรเตรียมหลักฐานอะไรไว้บ้าง

เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิทำได้ง่ายขึ้น ผู้ประสบภัยควรบันทึกหลักฐานตั้งแต่วันแรกที่น้ำเริ่มเข้าบ้าน โดยถ่ายภาพหรือวิดีโอให้เห็นวันที่ เวลา ระดับน้ำ ตัวบ้าน และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน หากน้ำลดแล้วกลับมาท่วมใหม่ ก็ควรบันทึกภาพทั้งช่วงน้ำลดและช่วงที่เกิดเหตุรอบใหม่ไว้ด้วย

  • ภาพถ่ายหรือวิดีโอวันแรกที่น้ำเริ่มท่วม
  • ภาพระดับน้ำและความเสียหายภายในบ้าน
  • ภาพช่วงที่น้ำลดหรือเหตุการณ์เดิมสิ้นสุดลง
  • ภาพและวันเวลาที่น้ำระลอกใหม่เข้าท่วม
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
  • เอกสารรับรองผู้ประสบภัยจากหน่วยงานในพื้นที่
  • ใบเสร็จหรือหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม หากมี

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่แยกได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุเดิมหรือภัยระลอกใหม่ ประชาชนไม่ควรรีบทิ้งสิ่งของที่เสียหายหรือซ่อมแซมทั้งหมดก่อนถ่ายภาพและแจ้งหน่วยงานในพื้นที่

ได้เงิน 9,000 บาทครบทุกบ้านหรือไม่

เงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาทไม่ได้จ่ายให้ทุกครัวเรือนโดยอัตโนมัติ ผู้ยื่นคำร้องต้องมีที่อยู่อาศัยประจำได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาที่เข้าเกณฑ์ รวมถึงผ่านการสำรวจและรับรองจากหน่วยงานท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ของรัฐ

เช่นเดียวกับประกันภัยพิบัติ วงเงินที่ประกาศเป็นวงเงินคุ้มครองสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านจะได้รับเต็มจำนวน การจ่ายค่าสินไหมต้องพิจารณาจากความเสียหายจริงและเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละกรณี

สรุป น้ำท่วมข้ามวันที่ 1 ตุลาคม ได้เงินสองก้อนหรือไม่

หากน้ำท่วมเริ่มก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และยังท่วมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นเหตุการณ์เดียวกัน จะไม่ได้รับเงินสองก้อน แต่จะเข้าสู่การพิจารณาเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาทตามมาตรการเดิม หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด

ส่วนประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะใช้กับเหตุที่เริ่มเกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หรือกรณีเกิดภัยระลอกใหม่ซึ่งได้รับการตรวจสอบว่าเป็นคนละเหตุการณ์กับครั้งเดิม สิ่งสำคัญที่สุดคือเก็บหลักฐานวันเริ่มเกิดเหตุและความเสียหายไว้ให้ครบ พร้อมติดตามแนวทางยื่นคำร้องจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด หรือสำนักงานเขตในพื้นที่อีกครั้ง

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล