กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มหัก 1 ต.ค.นี้ ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไง? เช็กเลยใครบ้างต้องจ่าย

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มหัก 1 ต.ค.นี้ ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไง? เช็กเลยใครบ้างต้องจ่าย

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มหัก 1 ต.ค.นี้ ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไง? เช็กเลยใครบ้างต้องจ่าย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกันอย่างไร? เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ใครบ้างต้องจ่าย? 

มนุษย์เงินเดือนเตรียมเช็กสลิปให้ดี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ลูกจ้างบางกลุ่มจะเริ่มถูกหักเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พร้อมกับที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่ง ข่าวนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามทันทีว่า หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD อยู่แล้ว จะต้องจ่ายเข้ากองทุนใหม่ซ้ำอีกหรือไม่ และเงินทั้งสองกองทุนต่างกันอย่างไร

คำตอบสั้นๆ คือ ทั้งสองกองทุนไม่ใช่กองทุนเดียวกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันบางส่วน คือสร้างหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ลักษณะการเข้าร่วม อัตราเงินที่ต้องจ่าย การบริหารเงิน และสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มเก็บเงินวันที่ 1 ตุลาคม 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่กองทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาแล้ว หน้าที่เดิมส่วนหนึ่งคือช่วยเหลือลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย หรือเงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นคือ การเริ่มระบบจัดเก็บ “เงินสะสม” จากลูกจ้าง และ “เงินสมทบ” จากนายจ้างอย่างเป็นทางการ โดยเดิมกำหนดเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระของทั้งสองฝ่ายในช่วงภาวะเศรษฐกิจยังเปราะบาง

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund: PVD เป็นสวัสดิการออมเงินระยะยาวที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกันจัดตั้ง ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมจากค่าจ้าง ขณะที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของแต่ละบริษัท

ตามกฎหมาย อัตราเงินสะสมและเงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ระหว่าง 2–15% ของค่าจ้าง โดยอัตราของลูกจ้างและนายจ้างไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เงินทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนผ่านบริษัทจัดการที่ได้รับอนุญาต สมาชิกบางกองทุนสามารถเลือกนโยบายลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของตัวเองได้

เมื่อลูกจ้างออกจากงาน จะได้รับเงินสะสมของตัวเองพร้อมผลประโยชน์จากการลงทุน ส่วนเงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจะได้รับเท่าใด ต้องพิจารณาเงื่อนไขอายุงานและข้อบังคับของกองทุนแต่ละแห่ง บางบริษัทจึงกำหนดให้ต้องทำงานครบระยะเวลาหนึ่งก่อนจะได้รับเงินสมทบของนายจ้างเต็มจำนวน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นระบบตามกฎหมายแรงงานที่เข้ามารองรับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการซึ่งยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่มีระบบสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือเสียชีวิตที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

ระบบนี้มีลักษณะเป็นหลักประกันขั้นต่ำภาคบังคับสำหรับกิจการที่อยู่ในข่าย ไม่ได้เปิดให้นายจ้างกำหนดอัตราตามใจ และไม่ได้เน้นทางเลือกการลงทุนเฉพาะบุคคลเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หรือเสียชีวิต จะมีสิทธิรับเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกันอย่างไร?

ประเด็นเปรียบเทียบ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ลักษณะกองทุน สวัสดิการออมเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจัดตั้ง หลักประกันตามกฎหมายสำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไข
กฎหมายหลัก พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
หน่วยงานกำกับ สำนักงาน ก.ล.ต. และนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
การเข้าร่วม เป็นระบบสมัครใจตามข้อบังคับของกองทุน บังคับสำหรับกิจการและลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์
อัตราเริ่มต้น 2–15% ของค่าจ้าง ตามข้อบังคับกองทุน ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
การลงทุน บริหารโดยบริษัทจัดการ และอาจมีนโยบายลงทุนให้เลือก บริหารตามหลักเกณฑ์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เงินสมทบนายจ้างเมื่อออกจากงาน ขึ้นอยู่กับอายุงานและข้อบังคับของแต่ละกองทุน รับตามจำนวนที่นำส่งพร้อมดอกผล ตามเงื่อนไขกฎหมาย
เป้าหมายหลัก สร้างเงินออมระยะยาวและเงินเกษียณ สร้างหลักประกันขั้นต่ำเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเงินเดือนเท่าไร?

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสมในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง ขณะที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบให้อีก 0.25% เท่ากัน จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป อัตราของทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง

ค่าจ้างต่อเดือน ลูกจ้างถูกหัก 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% รวมเข้ากองทุนต่อเดือน
15,000 บาท 37.50 บาท 37.50 บาท 75 บาท
20,000 บาท 50 บาท 50 บาท 100 บาท
30,000 บาท 75 บาท 75 บาท 150 บาท
50,000 บาท 125 บาท 125 บาท 250 บาท

ตัวอย่างเช่น ผู้มีค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท จะถูกหักเงินเดือน 50 บาท ขณะที่นายจ้างต้องสมทบเพิ่มอีก 50 บาท เท่ากับมีเงินเข้าสู่กองทุนเดือนละ 100 บาท การหักเงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินประกันสังคม จึงอาจปรากฏเป็นรายการหักเพิ่มเติมในสลิปเงินเดือนของผู้ที่เข้าเกณฑ์

ใครบ้างต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?

หลักเกณฑ์สำคัญคือ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบสงเคราะห์กรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย จะต้องนำลูกจ้างเข้าสู่ระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

สำหรับกิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ต้องตรวจสอบด้วยว่ากองทุนครอบคลุมลูกจ้างทุกคนหรือไม่ หากมีพนักงานบางกลุ่มที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ยังไม่ผ่านทดลองงานหรือเลือกไม่สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างกลุ่มนั้นอาจต้องเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

  • กิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  • ลูกจ้างยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • ไม่มีระบบสงเคราะห์กรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมาย
  • ไม่ใช่กิจการหรือบุคคลที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องจ่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำหรือไม่?

หากลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เข้าเงื่อนไขอยู่แล้ว โดยหลักจะไม่ต้องถูกหักเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำ เพราะกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นให้กิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือมีระบบสงเคราะห์ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แล้ว

แต่คำว่า “บริษัทมี PVD” อาจยังตอบไม่ครบ เพราะบางบริษัทเปิดกองทุนไว้แต่ไม่ได้ครอบคลุมพนักงานทุกคน ฝ่ายบุคคลจึงต้องตรวจรายชื่อเป็นรายบุคคลว่าใครเป็นสมาชิก PVD แล้ว ใครยังไม่เป็นสมาชิก และใครต้องถูกนำเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

มีประกันสังคมแล้ว ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกไหม?

ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกัน การเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จึงไม่ได้แปลว่าจะได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยอัตโนมัติ หากสถานประกอบกิจการและลูกจ้างเข้าเงื่อนไข ก็ยังต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนตามกฎหมาย

ประกันสังคมดูแลสิทธิหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ และเสียชีวิต ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเน้นเงินสะสมและหลักประกันเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง จึงควรแยกแต่ละรายการให้ชัดเมื่อได้รับสลิปเงินเดือนหลังเดือนตุลาคม 2569

ลาออกเอง ได้เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืนหรือไม่?

ลาออกเองก็มีสิทธิรับเงิน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ถูกเลิกจ้าง เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบที่นายจ้างนำส่ง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

กรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินจะจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุชื่อไว้ หากไม่ได้ระบุผู้รับเงิน การจ่ายจะดำเนินการแก่บุคคลที่มีสิทธิตามลำดับและเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนั้น เมื่อระบบเปิดดำเนินการ ลูกจ้างควรตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวและการระบุผู้รับสิทธิให้ครบถ้วน

กองทุนไหนดีกว่ากัน ระหว่าง PVD กับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?

หากมองในแง่การสร้างเงินออมระยะยาว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอัตราการออมสูงกว่า มีเงินสมทบจากนายจ้างมากกว่าในหลายบริษัท และเปิดโอกาสให้เงินเติบโตผ่านการลงทุน จึงเหมาะกับการเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณมากกว่า

ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีจุดเด่นที่เป็นหลักประกันขั้นต่ำสำหรับแรงงานที่เดิมอาจไม่มีระบบเงินออมจากนายจ้างเลย อัตราเริ่มต้นเพียงฝ่ายละ 0.25% อาจไม่ได้สร้างเงินก้อนใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่ช่วยให้ลูกจ้างมีเงินของตัวเองและเงินสมทบจากนายจ้างติดตัวเมื่อออกจากงาน

ดังนั้น ทั้งสองกองทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลูกจ้างเลือกว่าชอบกองทุนไหนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับระบบสวัสดิการของสถานประกอบกิจการและสถานะสมาชิกของลูกจ้างแต่ละคน หากเป็นสมาชิก PVD ที่เข้าเงื่อนไขอยู่แล้ว โดยทั่วไปจะอยู่ในระบบ PVD ส่วนผู้ที่ยังไม่มีหลักประกันดังกล่าวจึงเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

นายจ้างและลูกจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อน 1 ตุลาคม 2569?

นายจ้างควรตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง รายชื่อสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสถานะของพนักงานที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกองทุน พร้อมปรับระบบเงินเดือนให้สามารถหักเงินสะสมและคำนวณเงินสมทบได้ถูกต้อง รวมถึงแจ้งรายละเอียดให้ลูกจ้างเข้าใจก่อนเริ่มหักเงินจริง

ด้านลูกจ้างควรสอบถามฝ่ายบุคคลว่าตัวเองอยู่ในกองทุนใด จะถูกหักเงินเดือนเท่าไร และมีข้อมูลผู้รับเงินกรณีเสียชีวิตครบถ้วนหรือไม่ หากเดือนตุลาคมพบรายการหักที่ไม่ชัดเจน ควรขอรายละเอียดจากนายจ้างหรือสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนสรุปว่าเป็นการหักเงินผิดประเภท

สรุป กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างกันอย่างไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นระบบออมและลงทุนระยะยาวที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจัดตั้ง โดยส่งเงินในอัตรา 2–15% ของค่าจ้าง ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นหลักประกันตามกฎหมายสำหรับกิจการที่เข้าเกณฑ์ โดยเริ่มส่งฝ่ายละ 0.25% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วโดยหลักไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำ แต่บริษัทที่มี PVD ครอบคลุมพนักงานไม่ครบต้องตรวจสอบลูกจ้างที่อยู่นอกระบบเป็นรายบุคคล สำหรับมนุษย์เงินเดือน สิ่งสำคัญที่สุดคือถามฝ่ายบุคคลให้ชัดว่าตัวเองอยู่กองทุนใด เงินเดือนจะถูกหักเท่าไร และจะได้รับสิทธิอย่างไรเมื่อออกจากงาน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล