รู้ไหม "ซิมการ์ด" 1 ใบ มีทองเท่าไร? ชายเคยสกัด เผยคุ้มไหม คำตอบเหนือคาด!

รู้ไหม "ซิมการ์ด" 1 ใบ มีทองเท่าไร? ชายเคยสกัด เผยคุ้มไหม คำตอบเหนือคาด!

รู้ไหม "ซิมการ์ด" 1 ใบ มีทองเท่าไร? ชายเคยสกัด เผยคุ้มไหม คำตอบเหนือคาด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หนุ่มจีนสกัด "ทองคำ" จากซิมการ์ดเก่าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทอง 191.73 กรัม วิเคราะห์ต้นทุน กำไร คุ้มจริงไหม?

กลายเป็นคลิปที่จุดกระแสสนใจในโลกออนไลน์ เมื่อชายชาวมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน นำซิมการ์ดเก่าและเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการชุบทองมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล ก่อนสกัดทองคำออกมาได้หนักถึง 191.73 กรัม หรือเกือบ 2 ขีด

หากประเมินจากราคาทองในช่วงที่คลิปถูกเผยแพร่ ทองก้อนดังกล่าว ถูกระบุว่ามีมูลค่าหลายแสนบาท เกือบล้าน ซึ่งเป็นราคาตามราคาทองที่ขายได้ในช่วงเวลานั้น

ภาพทองก้อนใหญ่ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า ซิมการ์ดเก่าที่เก็บอยู่ในลิ้นชักอาจกลายเป็นขุมทรัพย์หรือไม่ แต่เบื้องหลังการทดลองครั้งนี้ไม่ได้ใช้ซิมเพียงไม่กี่ใบ และไม่ได้เป็นงานที่สามารถทำบนโต๊ะภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย

 

ซิมการ์ดมีทองจริงหรือไม่ ทำไมผู้ผลิตต้องใช้ทอง?

บริเวณหน้าสัมผัสของชิปซิมมีโลหะเคลือบอยู่ เพื่อช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าที่เสถียรและลดปัญหาการกัดกร่อน ทองเป็นหนึ่งในโลหะที่เหมาะกับงานลักษณะนี้ เพราะนำไฟฟ้าได้ดีและไม่เกิดสนิมง่าย

หลักการเดียวกันพบได้ในขั้วต่อของบัตรชิป แผงวงจร ชิปคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายประเภท อย่างไรก็ตาม ชั้นทองที่เคลือบอยู่มีความบางมาก เพราะผู้ผลิตต้องควบคุมต้นทุนและใช้ทองเท่าที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพของอุปกรณ์

ดังนั้น คำตอบคือซิมการ์ดมีทองจริง แต่มีอยู่เพียงเล็กน้อยมาก ทองที่ปรากฏในคลิปจึงไม่ได้มาจากซิมไม่กี่ใบ แต่เกิดจากการรวบรวมวัตถุดิบจำนวนมหาศาลและนำเข้าสู่กระบวนการระดับอุตสาหกรรม

เบื้องหลังทองเกือบ 2 ขีด ต้องใช้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 2 ตัน

ข้อมูลที่เผยแพร่ภายหลังระบุว่า วัตถุดิบทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรัม หรือ 2 ตัน และไม่ได้มีเพียงซิมการ์ดทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเศษชิ้นส่วนและวัสดุอุตสาหกรรมที่มีพื้นผิวชุบทองด้วย

หากนำทอง 191.73 กรัมมาเทียบกับวัตถุดิบ 2,000 กิโลกรัม จะเท่ากับได้ทองเฉลี่ยประมาณ 0.0959 กรัมต่อวัตถุดิบ 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 95.9 กรัมต่อวัตถุดิบ 1 ตัน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า วัตถุดิบส่วนใหญ่ไม่ได้กลายเป็นทอง แต่ต้องผ่านการคัดแยกและจัดการเป็นจำนวนมากเพื่อให้ได้โลหะมีค่าเพียงส่วนเล็ก ๆ

รายการ ข้อมูลโดยประมาณ
น้ำหนักวัตถุดิบ 2,000 กิโลกรัม หรือ 2 ตัน
ทองที่สกัดได้ 191.73 กรัม
ทองที่ได้ต่อวัตถุดิบ 1 กิโลกรัม ประมาณ 0.0959 กรัม
ทองที่ได้ต่อวัตถุดิบ 1 ตัน ประมาณ 95.9 กรัม
ผลผลิตคิดเป็นสัดส่วนของวัตถุดิบ ประมาณ 0.0096%

หากเป็นซิมการ์ดล้วน ต้องใช้กี่ใบถึงได้ทอง 191.73 กรัม?

ข้อมูลต้นทางประเมินว่า ซิมการ์ดทั่วไปหนึ่งใบอาจมีทองประมาณ 0.006–0.01 มิลลิกรัม แต่ปริมาณจริงแตกต่างกันตามรุ่น อายุการผลิต ขนาดของชิป และกระบวนการผลิต จึงไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวเหมารวมกับซิมทุกประเภท

หากคำนวณตามช่วงดังกล่าว การจะได้ทอง 191.73 กรัมจากซิมเพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้ซิมประมาณ 19.17–31.96 ล้านใบ ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณทางทฤษฎี และยังไม่หักการสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างคัดแยกและสกัด

ทองต่อซิม 1 ใบ จำนวนซิมที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ทอง 191.73 กรัม
0.006 มิลลิกรัม ประมาณ 31.96 ล้านใบ
0.008 มิลลิกรัม ประมาณ 23.97 ล้านใบ
0.01 มิลลิกรัม ประมาณ 19.17 ล้านใบ

เมื่อนำมาเทียบกับวัตถุดิบ 2 ตัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่ากองวัตถุดิบในคลิปไม่ได้ประกอบด้วยซิมการ์ดผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีเศษวัสดุชุบทองประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย การใช้คำว่า “ทองจากซิมการ์ด” จึงช่วยให้เข้าใจง่ายและดึงดูดความสนใจ แต่อาจไม่สะท้อนส่วนประกอบทั้งหมดของวัตถุดิบ

สกัดทองจากซิมการ์ดคุ้มไหม? คำตอบอยู่ที่ต้นทุน ไม่ใช่มูลค่าทอง

หากมองเฉพาะทอง 191.73 กรัม ผลลัพธ์ย่อมดูน่าสนใจ แต่การประเมินว่าคุ้มหรือไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายทุกส่วนมาหักออก ตั้งแต่ค่ารับซื้อวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าคัดแยก ค่าสารเคมี ค่าไฟฟ้า ค่าเครื่องจักร ไปจนถึงค่าบำบัดน้ำเสียและของเสียอันตราย

เจ้าของคลิประบุว่า ต้นทุนรวมกินสัดส่วนประมาณ 95% ของมูลค่าทองที่ได้ หมายความว่า กำไรขั้นต้นเหลือเพียงราว 5% หรือมีมูลค่าเทียบเท่าทองประมาณ 9.59 กรัม ไม่ใช่กำไรเต็มจำนวน 191.73 กรัมอย่างที่หลายคนเข้าใจจากภาพในคลิป

รายการ สัดส่วนโดยประมาณ
มูลค่าทองที่สกัดได้ 100%
ต้นทุนรวมตามที่เจ้าของคลิประบุ ประมาณ 95%
กำไรขั้นต้นที่เหลือ ประมาณ 5%
กำไรเทียบเป็นน้ำหนักทอง ประมาณ 9.59 กรัม

หากใช้ตัวเลขมูลค่าทอง 120,000 หยวน กำไร 5% จะเหลือประมาณ 6,000 หยวน แต่หากใช้มูลค่า 200,000 หยวน กำไรจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 หยวน ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ หากยังมีภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าใบอนุญาต ดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายแฝงอื่นที่ไม่ได้ถูกรวมไว้

วิธีคำนวณความคุ้มทุนของการรีไซเคิลทองจากขยะอิเล็กทรอนิกส์

การคำนวณแบบง่ายต้องเริ่มจากปริมาณทองที่คาดว่าจะกู้คืนได้จริง ไม่ใช่ปริมาณทองที่คาดว่ามีอยู่ทั้งหมด เพราะกระบวนการรีไซเคิลย่อมมีการสูญเสีย จากนั้นจึงคูณด้วยราคาที่ผู้รับซื้อยอมจ่ายตามความบริสุทธิ์ แล้วหักต้นทุนทั้งหมดออก

สูตรคำนวณเบื้องต้น: รายได้จากทอง = น้ำหนักวัตถุดิบ × ปริมาณทองเฉลี่ยต่อกิโลกรัม × อัตรากู้คืนจริง × ราคาทองรับซื้อต่อกรัม

กำไรสุทธิ: รายได้จากทองและโลหะอื่นทั้งหมด − ค่าวัตถุดิบ − ค่าขนส่ง − ค่าแรง − ค่าสารเคมีและพลังงาน − ค่าบำบัดของเสีย − ค่าเครื่องจักรและค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย

ตัวแปรสำคัญที่สุดคือ “เกรดของวัตถุดิบ” หากซื้อเศษอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทองต่ำในราคาสูง ธุรกิจอาจขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่มสกัด ผู้ประกอบการจึงต้องสุ่มตรวจและวิเคราะห์ปริมาณโลหะก่อนตกลงซื้อ ไม่ควรประเมินจากสีเหลืองบนพื้นผิวหรือคำโฆษณาของผู้ขายเพียงอย่างเดียว

ต้องทำอย่างไรถึงจะคุ้ม? เงื่อนไขสำคัญมีมากกว่าราคาทองสูง

ธุรกิจรีไซเคิลโลหะมีค่าจะมีโอกาสคุ้มเมื่อดำเนินการในระดับอุตสาหกรรม มีวัตถุดิบต่อเนื่อง และสามารถควบคุมต้นทุนต่อหน่วยได้ การมีทองอยู่ในขยะไม่ได้แปลว่าจะสกัดแล้วทำกำไรได้เสมอ เพราะมูลค่าที่กู้คืนต้องสูงกว่าค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทั้งหมด

  • มีวัตถุดิบปริมาณมากและสม่ำเสมอ เพื่อให้เครื่องจักรทำงานเต็มกำลังและลดต้นทุนต่อกิโลกรัม
  • รู้เกรดโลหะก่อนซื้อ ต้องมีการสุ่มตัวอย่างและวิเคราะห์ปริมาณทอง ไม่ซื้อโดยประเมินจากภายนอก
  • แยกวัตถุดิบตามประเภท เพราะซิม ชิป แผงวงจร และขั้วต่อแต่ละชนิดมีปริมาณโลหะต่างกัน
  • กู้คืนโลหะชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น เงิน ทองแดง พัลลาเดียม หรือนิกเกิล เพื่อเพิ่มรายได้รวมจากวัตถุดิบ
  • มีระบบหมุนเวียนสารและบำบัดของเสีย เพื่อลดต้นทุน ลดมลพิษ และปฏิบัติตามกฎหมาย
  • ขายให้ผู้รับซื้อหรือโรงกลั่นที่เชื่อถือได้ โดยมีการตรวจความบริสุทธิ์และเงื่อนไขหักค่าหลอมที่ชัดเจน
  • บริหารความเสี่ยงด้านราคาทอง เพราะราคาสามารถเปลี่ยนแปลงระหว่างรับซื้อวัตถุดิบกับวันที่ขายทอง
  • มีใบอนุญาตและระบบความปลอดภัยครบถ้วน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องรวมอยู่ในการคำนวณตั้งแต่ต้น

หากธุรกิจหวังกำไรจากทองเพียงชนิดเดียว โอกาสขาดทุนจะสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อซื้อวัตถุดิบตามราคาที่ผู้ขายอ้างว่ามีทองมาก การรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพจึงต้องมองมูลค่าของวัสดุทั้งชุด พร้อมลดของเสียที่ต้องนำไปกำจัดให้เหลือน้อยที่สุด

ทำไมไม่ควรสกัดทองจากซิมการ์ดเองที่บ้าน?

กระบวนการแยกโลหะมีค่าในระดับอุตสาหกรรมอาจเกี่ยวข้องกับสารกัดกร่อน สารออกซิไดซ์ ความร้อน และขั้นตอนทางไฟฟ้าเคมี หากดำเนินการโดยไม่มีระบบควบคุม อาจเกิดไอระเหยเป็นพิษ สารกระเด็น ไฟไหม้ หรือแผลไหม้จากสารเคมีได้

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังอาจมีโลหะหนักและสารเติมแต่งหลายชนิด เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และสารหน่วงการติดไฟ เมื่อถูกบด ให้ความร้อน หรือทำปฏิกิริยากับสารเคมี สารอันตรายอาจปนเปื้อนอากาศ พื้นดิน น้ำทิ้ง และของใช้ภายในบ้าน

แม้จะสามารถแยกทองออกมาได้ แต่ผู้ทำยังต้องจัดการน้ำเสีย กากตะกอน และสารเคมีเหลือใช้อย่างถูกต้อง ของเสียเหล่านี้ไม่สามารถเทลงท่อ ระบายลงดิน หรือทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้ จึงเป็นเหตุผลที่การสกัดทองควรทำในสถานประกอบการที่มีใบอนุญาตและระบบบำบัดตามมาตรฐานเท่านั้น

ซิมการ์ดเก่าควรขายหรือทิ้งอย่างไรให้ปลอดภัย?

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การเก็บซิมจำนวนไม่กี่ใบไว้สกัดทองแทบไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือส่งให้จุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ หรือโครงการรีไซเคิลที่ตรวจสอบได้ เพื่อรวบรวมเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง

ก่อนนำซิมไปทิ้ง ควรตรวจสอบว่าได้ยกเลิกการใช้งานหรือเปลี่ยนซิมกับผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว จากนั้นตัดทำลายบริเวณชิปเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลและการนำกลับไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ควรหลีกเลี่ยงการเผา บด หรือใช้สารเคมีกับซิมด้วยตัวเอง

หากมีโทรศัพท์ แผงวงจร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าจำนวนมาก ควรแยกออกจากขยะทั่วไป และสอบถามราคารับซื้อจากผู้ประกอบการหลายราย การขายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งชุดอาจได้รับผลตอบแทนมากกว่าและปลอดภัยกว่าการพยายามแยกโลหะเอง

สกัดทองจากซิมทำได้จริง แต่คนทั่วไปทำแล้วแทบไม่คุ้ม

กรณีชายจีนสกัดทองได้ 191.73 กรัม แสดงให้เห็นว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์มีโลหะมีค่าซ่อนอยู่จริง แต่เบื้องหลังต้องใช้วัตถุดิบถึงประมาณ 2 ตัน มีเครื่องจักร ความรู้เฉพาะทาง และระบบจัดการสารเคมีครบถ้วน เมื่อหักต้นทุนตามข้อมูลที่เปิดเผย กำไรอาจเหลือเพียงประมาณ 5% ของมูลค่าทองทั้งหมด

สิ่งที่จะทำให้กิจการลักษณะนี้คุ้มไม่ใช่เพียงราคาทองที่สูงขึ้น แต่คือการได้วัตถุดิบในราคาที่เหมาะสม รู้ปริมาณโลหะจริง กู้คืนโลหะได้หลายชนิด และควบคุมต้นทุนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคนทั่วไป ซิมเก่าไม่ใช่เหมืองทองขนาดย่อม และทางเลือกที่คุ้มกว่าอย่างชัดเจนคือส่งเข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล