12 คำศัพท์ประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ ที่มือใหม่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจทำ

12 คำศัพท์ประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ ที่มือใหม่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจทำ

12 คำศัพท์ประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ ที่มือใหม่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจทำ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขข้อข้องใจ! 12 คำศัพท์ประกันสุขภาพและประกันชีวิต มือใหม่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ

สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูลการทำประกันเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต หลายคนอาจรู้สึกสับสนกับศัพท์เฉพาะทางในกรมธรรม์จนไม่แน่ใจในเงื่อนไข

วันนี้เราได้รวบรวม 12 คำศัพท์ประกันพื้นฐานที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้เข้าใจความคุ้มครองและเลือกแผนประกันได้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น

1. OPD (Outpatient Department)

OPD หมายถึง การรักษาพยาบาลในฐานะ "ผู้ป่วยนอก" ที่เข้ารับการตรวจ วินิจฉัย และรับยากลับไปพักฟื้นที่บ้านโดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือใช้เวลารักษาไม่ถึง 6 ชั่วโมง ดังนั้น ประกัน OPD จึงเป็นประกันที่เข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เช่น ค่าตรวจแพทย์ ค่ายา ค่าบริการ และค่าทำแผล มีทั้งรูปแบบเหมาจ่ายและจำกัดวงเงินต่อครั้ง

2. IPD (Inpatient Department)

IPD หมายถึง การเข้ารับการรักษาในฐานะ "ผู้ป่วยใน" ที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อให้แพทย์ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เช่น ผู้ป่วยวิกฤต หรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงรุนแรง โดยประกัน IPD จะช่วยดูแลค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าแพทย์ ค่าผ่าตัด รวมถึงค่าห้อง ICU ตามเงื่อนไขของแต่ละแผนประกัน

3. ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

ค่าเสียหายส่วนแรก หรือที่นิยมเรียกว่า Deduct คือ จำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบจ่ายเองตามข้อตกลง (เฉพาะ IPD เท่านั้น) ก่อนที่บริษัทประกันจะจ่ายส่วนที่เหลือให้ตามวงเงิน

ตัวอย่างเช่น หากมีข้อตกลง Deductible อยู่ที่ 10,000 บาท และมีค่ารักษา 30,000 บาท ผู้เอาประกันต้องจ่าย 10,000 บาทแรก และบริษัทประกันจะเบิกจ่ายส่วนที่เหลืออีก 20,000 บาท การเลือกแบบมีค่าเสียหายส่วนแรกจะช่วยให้เบี้ยประกันถูกลง เหมาะกับผู้ที่มีสวัสดิการอื่นครอบคลุมอยู่แล้ว

4. Copayment (การร่วมจ่าย)

Copayment คือ เงื่อนไขการร่วมกันจ่ายค่ารักษาระหว่างผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่ระบุไว้ตั้งแต่บาทแรก เช่น หากกำหนดสัดส่วน Copayment ไว้ที่ 10% เมื่อเกิดค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลือ 45,000 บาท ซึ่งเงื่อนไขนี้ช่วยทำให้เบี้ยประกันภัยรายปีราคาประหยัดลงเช่นกัน

5. ระยะเวลารอคอย (Waiting Period)

ช่วงเวลาหลังจากกรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว แต่บริษัทประกันภัยยังไม่ให้ความคุ้มครองทันที จนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันกรณีผู้เอาประกันภัยเจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยมาทำประกัน โดยทั่วไปประกันสุขภาพจะมีระยะเวลารอคอยประมาณ 30 วัน ส่วนกลุ่มโรคร้ายแรงจะมีระยะเวลารอคอยอยู่ที่ 120 วัน

6. เบี้ยประกันภัย (Insurance Premium)

จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องชำระให้แก่บริษัทประกันภัยตามรอบงวดที่เลือก เช่น รายปี ราย 6 เดือน หรือรายเดือน เพื่อแลกกับความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในสัญญา หากผู้เอาประกันภัยขาดส่งเบี้ยประกันภัยเกินระยะเวลาที่กำหนด อาจส่งผลให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับและถูกยกเลิกได้

7. ผู้เอาประกันภัย (Insured)

ผู้ที่ตกลงทำสัญญาประกันภัยหรือผู้ซื้อประกัน ซึ่งเป็นบุคคลที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองโดยตรงตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น การได้รับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้ หรือเงินชดเชยกรณีอุบัติเหตุ

8. ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary)

บุคคลที่มีชื่อระบุไว้อย่างชัดเจนในกรมธรรม์ว่าจะได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต โดยผู้เอาประกันภัยสามารถระบุผู้รับผลประโยชน์ได้มากกว่า 1 คน พร้อมกำหนดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เงินที่จะได้รับได้ เช่น ระบุให้บิดา 40% มารดา 40% และคู่สมรส 20% ของทุนประกันชีวิต

iStockphoto

9. ความคุ้มครอง (Insurance Coverage)

สิทธิประโยชน์และวงเงินดูแลต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับจากบริษัทประกันภัยตามที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น ค่าห้องพักรักษาตัว เงินชดเชยการนอนโรงพยาบาล การดูแลกรณีอุบัติเหตุ หรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งรายละเอียดความคุ้มครองจะแตกต่างกันไปตามประเภทและแผนประกัน

10. สินไหมทดแทน

จำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามขอบเขตและเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ หลังจากที่ได้ทำการยื่นเรื่องเคลมประกันและผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

11. ทุนประกัน (Sum Assured)

จำนวนเงินสูงสุดที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาเมื่อเกิดเหตุเคลมประกัน ทั้งนี้ แม้จะเป็นแผนประกันเดียวกัน แต่ระดับทุนประกันและเบี้ยประกันภัยอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการประเมินปัจจัยความเสี่ยง เช่น อายุ เพศ และประวัติสุขภาพ

12. สัญญาเพิ่มเติม (Riders)

สัญญาประกันภัยที่ซื้อเพิ่มเสริมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเล่มหลัก เพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองให้ครอบคลุมและรอบด้านยิ่งขึ้นในสัญญาฉบับเดียว โดยต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม เช่น สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ สัญญาอุบัติเหตุ สัญญาโรคร้ายแรง หรือสัญญาชดเชยรายได้รายวัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล