Passive Income คืออะไร? รายได้แบบไม่ต้องทำงานจริงไหม พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย

Passive Income คืออะไร? รายได้แบบไม่ต้องทำงานจริงไหม พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย

Passive Income คืออะไร? รายได้แบบไม่ต้องทำงานจริงไหม พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนถึงยังมีรายได้เข้ามา แม้ในวันที่ไม่ได้ทำงาน? คำตอบหนึ่งคือ Passive Income หรือรายได้ที่เกิดขึ้นจากเงิน สินทรัพย์ หรือระบบที่สร้างเอาไว้

แต่ Passive Income ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วมีเงิน” เพราะรายได้ประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงิน เวลา ความรู้ หรือแรงในการสร้างตั้งแต่แรก และบางรูปแบบก็ยังต้องดูแลต่อเนื่อง

มาทำความรู้จักว่า Passive Income คืออะไร มีอะไรบ้าง ต่างจากรายได้ประจำอย่างไร และถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้รูปแบบนี้ควรเริ่มจากตรงไหน

Passive Income คืออะไร?

Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลงแรงทำงานในลักษณะเดิมซ้ำทุกครั้งที่ได้รับรายได้

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นการสร้างรายได้จาก สินทรัพย์ เงินลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา หรือระบบที่สร้างไว้ แทนการทำงานเพื่อแลกเงินโดยตรงทุกครั้ง

ตัวอย่างเช่น เงินฝากที่ได้รับดอกเบี้ย การได้รับเงินปันผลจากการลงทุน ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ หรือรายได้จากผลงานที่สามารถสร้างรายได้ซ้ำได้

อย่างไรก็ตาม Passive Income ไม่ใช่เงินที่ได้มาแบบฟรีๆ เพราะกว่าจะสร้างรายได้ขึ้นมาอาจต้องใช้เงินลงทุน ใช้เวลาสร้างผลงาน หรือใช้แรงในการสร้างระบบก่อน

Passive Income ต่างจาก Active Income อย่างไร?

รายได้ทั้งสองแบบแตกต่างกันที่ “สิ่งที่ใช้แลกกับรายได้”

ประเภท ลักษณะ ตัวอย่าง
Active Income ต้องลงแรงหรือทำงานเพื่อแลกกับรายได้ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าฟรีแลนซ์
Passive Income รายได้เกิดจากสินทรัพย์ เงินทุน หรือระบบที่สร้างไว้ ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์

ทั้งสองแบบสามารถมีพร้อมกันได้ เช่น มีเงินเดือนจากงานประจำ และมีรายได้จากดอกเบี้ยหรือสินทรัพย์อื่นๆ เพิ่มเติม

Passive Income มีอะไรบ้าง?

Passive Income มีได้หลายรูปแบบ และแต่ละแบบมีระดับความเสี่ยง เงินทุน และการดูแลที่แตกต่างกัน

1. ดอกเบี้ยจากเงินฝาก

การนำเงินไปฝากกับสถาบันการเงินแล้วได้รับดอกเบี้ย ถือเป็นรายได้ที่เกิดจากเงินทุน โดยอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีและเงื่อนไขของธนาคาร

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายประเภทและหลายอัตรา โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับระยะเวลาการฝากและเงื่อนไขการถอนเงิน

อย่างไรก็ตาม ควรดู ผลตอบแทนหลังหักภาษี ด้วย เพราะดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภทมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

2. เงินปันผลจากการลงทุน

การถือหุ้นหรือสินทรัพย์บางประเภทอาจได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร แต่ต้องเข้าใจว่า เงินปันผลไม่ได้รับประกันว่าจะมีทุกปีหรือมีจำนวนเท่าเดิม

สำหรับบุคคลธรรมดา เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามกฎหมายภาษี และมีหลักเกณฑ์เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการนำไปคำนวณภาษีตามกรณี

3. รายได้จากค่าเช่า

การปล่อยบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า สามารถสร้างรายได้เป็นระยะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

เจ้าของยังอาจต้องดูแลเรื่องผู้เช่า ค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่าย และการบริหารทรัพย์สิน

4. REIT

อีกหนึ่งช่องทางที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์คือ REIT หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งระดมทุนจากผู้ลงทุนเพื่อนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ เช่น ค่าเช่า และอาจมีการจ่ายผลประโยชน์ให้ผู้ถือหน่วยตามเงื่อนไขของ REIT นั้นๆ

อย่างไรก็ตาม REIT ก็มีความเสี่ยงจากการลงทุน และการจ่ายผลประโยชน์ไม่ได้หมายความว่าจะคงที่ตลอดไป

5. ค่าลิขสิทธิ์

ผลงานบางประเภทสามารถสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ เช่น หนังสือ เพลง ภาพถ่าย งานออกแบบ หรือผลงานสร้างสรรค์อื่นๆ

กรมสรรพากรจัด “ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น” อยู่ในประเภทเงินได้ตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อดีคือผลงานหนึ่งชิ้นอาจสร้างรายได้ซ้ำได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้ตลอดไป เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการและเงื่อนไขการใช้งาน

6. Digital Product และคอนเทนต์

ปัจจุบันการสร้าง E-book, Template, ภาพ, เพลง, คอร์ส หรือคอนเทนต์ดิจิทัลบางประเภท ก็สามารถสร้างรายได้ซ้ำได้

จุดสำคัญคือ ต้องสร้างผลงานก่อน และอาจต้องมีการโปรโมต อัปเดต หรือดูแลระบบอยู่เป็นระยะ จึงไม่ใช่ Passive Income แบบไม่ต้องทำอะไรเลย

Passive Income ต้องมีเงินเท่าไหร่?

คำตอบคือ ไม่มีจำนวนเงินตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับช่องทางที่เลือก อัตราผลตอบแทน เงินต้น ค่าใช้จ่าย ภาษี และความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น หากสมมติว่าต้องการสร้างรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน เท่ากับต้องการรายได้ 120,000 บาทต่อปี

ถ้าสมมติผลตอบแทนอยู่ที่ 3% ต่อปี

120,000 ÷ 0.03 = 4,000,000 บาท

ดังนั้น ในทางคณิตศาสตร์จะต้องมีเงินต้นประมาณ 4 ล้านบาท เพื่อสร้างผลตอบแทน 120,000 บาทต่อปีที่อัตรา 3%

แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียง ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะในโลกจริงอัตราผลตอบแทนอาจเปลี่ยนแปลง มีภาษี ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงของเงินต้น

อยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องเริ่มอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องมีเงินหลายล้านบาทตั้งแต่วันแรก และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง สิ่งแรกที่ควรทำคือ

1. ดูรายรับและรายจ่ายของตัวเอง
รู้ก่อนว่าในแต่ละเดือนมีเงินเหลือสำหรับออมหรือลงทุนเท่าไหร่

2. สร้างเงินสำรอง
ควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นก่อนนำเงินไปลงทุน

3. เลือกช่องทางให้เหมาะกับตัวเอง
พิจารณาทั้งเงินทุน ความรู้ ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่รับได้

4. เริ่มจากสิ่งที่มี
คนที่มีเงินทุนอาจใช้เงินสร้างผลตอบแทน ส่วนคนที่มีทักษะหรือความรู้ อาจสร้างผลงานดิจิทัลหรือทรัพย์สินทางปัญญา

5. อย่าพึ่งรายได้จากช่องทางเดียว
การมีรายได้หลายทางช่วยลดการพึ่งพาแหล่งรายได้เพียงแห่งเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง

Passive Income มีความเสี่ยงไหม?

คำตอบคือ มี นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนเริ่ม เพราะ Passive Income ไม่ได้เท่ากับ “รายได้ที่แน่นอน” ตัวอย่างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจลดลง
  • เงินต้นอาจมีความเสี่ยง
  • เงินปันผลอาจไม่เท่ากันทุกปี
  • อสังหาริมทรัพย์อาจไม่มีผู้เช่า
  • มีค่าซ่อมบำรุงและค่าใช้จ่าย
  • รายได้จากคอนเทนต์หรือ Digital Product อาจลดลง
  • อาจมีภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาคำนวณ

ดังนั้น หากเจอคำโฆษณาประเภท “ลงทุนครั้งเดียว ได้เงินตลอดชีวิต” หรือ “ไม่ต้องทำอะไร ก็มีเงินเข้าทุกเดือน” ควรตรวจสอบข้อมูลและความเสี่ยงให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

สรุป Passive Income คืออะไร?

Passive Income คือรายได้ที่เกิดขึ้นจากเงิน สินทรัพย์ ผลงาน หรือระบบที่สร้างไว้ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานในลักษณะเดิมซ้ำทุกครั้งที่ได้รับรายได้

ตัวอย่างที่พบได้ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า REIT ค่าลิขสิทธิ์ และรายได้จาก Digital Product หรือคอนเทนต์

แต่สิ่งสำคัญคือ Passive Income ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย และไม่ได้หมายความว่าจะได้รับผลตอบแทนแน่นอน การสร้างรายได้รูปแบบนี้จึงควรเริ่มจากการเข้าใจเงินของตัวเอง เลือกช่องทางให้เหมาะสม และศึกษาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือรับประกันผลตอบแทน ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไข ความเสี่ยง ภาษี และค่าธรรมเนียมของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล