รู้จัก "หมอต้วง" CEO Air AMB กับภารกิจหัวใจติดปีก

รู้จัก หมอต้วง กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม CEO Air AMB เปลี่ยนทุกข้อจำกัดด้านระยะทาง สู่โอกาสรอดของทุกชีวิต
อาชีพหมอ และอาชีพนักบิน ถือเป็นอาชีพติดอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ตั้งความหวังอยากให้ลูกเป็นมากที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะค่าตอบแทน หรือความมั่งคงที่อยากให้ลูกๆ มี แต่เป็นอาชีพที่มีเกียรติอันสูงสุด เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การรักษาชีวิตคนให้รอด โดยทั้ง 2 อาชีพนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ ความมีระเบียบวินัย ความอดทน และความรอบคอบสูง เพราะทุกๆ การตัดสินใจจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต "ผู้ป่วย" และ "ผู้โดยสาร" ได้ทันที
"หมอต้วง" กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม CEO Air AMB คือ ผู้ที่สานความหวังของพ่อแม่ และเดินตามความฝันของตนเองโดยใช้ "หัวใจ" นำทาง จนรวมร่าง "หมอ และนักบิน" อยู่ในคนคนเดียวกันได้อย่างลงตัว และมองเห็นโอกาสที่จะพาผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่ดีที่สุด โดยปราศจากข้อจำกัดด้านระยะทาง
จุดเริ่มต้นจากศัลยแพทย์หัวใจ สู่เส้นทางนักบิน

หมอต้วง เล่าถึงในช่วงวัยเด็กว่าด้วยความที่เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวใหญ่ และยังไม่มีใครเป็นหมอเลยสักคน ทางครอบครัวจึงขอให้ตนเลือกเรียกหมอ ซึ่งตนเดินตามความฝันของครอบครัวให้ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นแพทย์ในวัย 21 ปี จากนั้นก็ไปใช้ทุนต่ออีก 3 ปี ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนจะกลับมาศึกษาต่อด้านศัลยกรรมทั่วไป และศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจ
ส่วนสาเหตุที่เลือกเรียนด้านผ่าตัดหัวใจ เพราะมีความสนใจด้านงานหัตถการ และพบว่ามีผลการรักษาที่ออกมาดี สังเกตได้จากอาการผู้ป่วยโรคหัวใจ ทั้งก่อน และหลังเข้ารับการผ่าตัดรักษา เมื่อผู้ป่วยฟื้นตัวก็สามารถกลับบ้านได้เลย แตกต่างจากการผ่าตัดสมองที่แพทย์จะต้องมาคอยติดตามอาการหลังคนไข้ฟื้นตัวว่ามีความมึน หรือเบลอหรือไม่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ของหมอต้วง
ถึงแม้หมอต้วงจะสานความฝันให้ครอบครัวจนสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่สิ่งที่ "หัวใจ" เรียกหามาตลอดตั้งแต่เด็ก คือ การเป็นนักบิน เพราะชอบความอิสระ แผงควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และการได้มองท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา จึงทำให้หมอต้วง ตัดสินใจเลือกเส้นทางตามความฝันด้วยการสอบเข้าที่การบินไทย จนได้เป็นกัปตันของการบินไทย (นักบินผู้ช่วย 12 ปี และกัปตัน 12 ปี) จากนั้นหมอต้วง ทำทั้ง 2 หน้าที่นี้ควบคู่กันมานานกว่า 20 ปี โดยการแบ่งเวลา มีวินัย และเคร่งครัดขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของตนเองและผู้อื่น
ผสานความรู้ และความรัก สู่กำเนิด "AIR AMB" บริการเครื่องบินพยาบาล
ตลอดเวลากว่า 20 ปี หมอต้วงไม่ได้มีบทบาทแค่ เป็นหมอผ่าตัดหัวใจ และกัปตัน เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลักดันเรื่อง None-Technical Skills ด้วยการนำหลักสูตรการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในห้องนักบิน (Crew Resource Management – CRM) ของนักบิน คือ ด้านทัศนคติ และการสื่อสารที่ชัดเจน ปราศจากความ Ego โดยมีเป้าหมายช่วยลดอุบัติเหตุมาประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ เพราะนักบินถูกฝึกให้ต้องตรวจสอบเสมอเมื่อได้รับคำเตือน หากไม่รับฟังและเกิดผิดพลาดหมายถึงชีวิตของตน และผู้โดยสารนับร้อยที่ต้องจบลง ในส่วนฝั่งการแพทย์ หมอมักจะมีความ Ego สูง จนพยาบาล และผู้ช่วยไม่กล้าเตือน หรือต่อให้เตือนก็ถูกต่อว่ากลับมา สุดท้ายความเสี่ยงก็ตกอยู่ที่ผู้ป่วย
"เวลาเครื่องบินตกลำหนึ่ง เราเรียนรู้กันทั้งโลก เขาเอาเสียงนักบินมาเปิดให้ฟังว่าสื่อสารอะไรกัน แต่พอหมอพลาด โรงพยาบาลกลับปิดเรื่อง ไม่มีโรงพยาบาลไหนรู้ และไม่ได้มีการแชร์กัน ผมจึงพยายามนำหลักคิดแบบนักบินมาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สื่อสารชัดเจน เพื่อลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด" หมอต้วง กล่าว

จากประสบการณ์ และความรู้ของหมอต้วงทั้งทางด้านการแพทย์ และนักบิน ที่สะสมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับได้รับการทาบทามจากกลุ่มนักลงทุน จนในที่สุดได้ก่อตั้ง บริษัท แอร์ เอเอ็ม บี จำกัด ที่มีเป้าหมายให้บริการขนส่งทางการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ (Air Ambulance) และอยากให้คนไทยได้เข้าถึงบริการขนส่งผู้ป่วยทางอากาศได้ง่ายขึ้นในลักษณะ Budget Charter เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้เข้ารับการรักษา และการปลูกถ่ายอวัยวะได้ทันเวลา รวมถึงรองรับผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามารับการรักษาในไทยได้เร็วขึ้น
"เมื่อเราคลุกคลีอยู่ในวงการการบิน และการแพทย์ ทำให้เห็นจุดเด่น และจุดอ่อน ทั้งข้อจำกัดด้านอวัยวะโดยเฉพาะหัวใจที่ขาดเลือดได้ 4 ชั่วโมงหลังผ่าตัดออกมาจะต้องรีบนำมาต่อให้เสร็จภายใน 4 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นผลการรักษาออกมาไม่ดี เสี่ยงเสียชีวิต หนทางเดียวที่จะทำให้ผู้รอรับอวัยวะ หรือผู้ป่วยมีโอกาสรอดได้มากที่สุด คือ การใช้เครื่องบินขนส่งจากที่ไกลๆ จึงเป็นที่มาของธุรกิจบริการรับส่งผู้ป่วยทางการแพทย์ด้วยเครื่องบิน" หมอต้วงกล่าว
หมอต้วง เล่าเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ธุรกิจเครื่องบินพยาบาลจะค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม แต่เราก็ทำงานร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ในลักษณะงานเพื่อสังคม (CSR) คือ ในกรณีที่พบว่ามีผู้ป่วยจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ ทาง AIR AMB จะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 50% เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการส่งต่อที่ดี และมีประสิทธิภาพ เพราะทราบดีว่าทาง สพฉ. มีขีดจำกัดด้านงบประมาณ
เปิดสเปค Pilatus PC-12 NG เครื่องบินสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ กับภารกิจกู้ชีพ
สำหรับเครื่องบินที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน และอวัยวะที่ได้รับจากการบริจาค ที่ AIRAMB เลือกใช้งานเป็นเครื่องบินรุ่น Pilatus PC-12 NG จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มูลค่า 200 ล้านบาท ที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นเครื่องบินที่ปลอดภัยสูงที่สุด ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องบินที่ปลอดภัยจากทั่วโลก มาพร้อมสมรรถนะสูง บินได้สูงถึง 30,000 ฟุต ทำความเร็วสูงสุด 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินไกลสูงสุด 3,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมสิงคโปร์ ฮ่องกง และบังกลาเทศ

หมอต้วง เล่าว่า จุดเด่นของเครื่องบินรุ่นนี้คือ ระบบ Zero Cabin Altitude ที่สามารถปรับแรงดันในห้องโดยสารให้เท่ากับแรงดันของพื้นโลก รองรับผู้ป่วยวิกฤต หรือผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดปอดมา ซึ่งไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ปกติได้ เพราะก๊าซที่อยู่ในร่างกายจะขยายตัวออก ออกซิเจนที่ร่างกายได้รับลดลง จะทำให้แผลปอดเกิดฉีกขาดและเสี่ยงเสียชีวิตได้
ภายในห้องโดยสารสามารถรองรับทีมแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ติดตาม ได้สูงสุด 6 คน อีกทั้งยังมีการติดตั้งเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ถังออกซิเจน รวมถึงอุปกรณ์สำหรับการกู้ชีพทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉิน ที่สำคัญเครื่องบินรุ่นนี้ยังสามารถปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการได้อีกด้วย
เทคโนโลยีการแพทย์ก้าวไปไกลแค่ไหน แต่การบริจาคอวัยวะ และการให้ยังสำคัญเสมอ
หมอต้วง มองว่า แม้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์ปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีไหนสามารถสร้างหัวใจ หรืออวัยวะที่สำคัญมาทดแทนธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ จุดเริ่มต้นของทุกการปลูกถ่ายอวัยวะยังคงมาจาก "ผู้ให้" ที่ตัดสินใจบริจาค และส่งต่อชีวิตให้กับผู้อื่น เพราะผู้บริจาคอวัยวะแค่ 1 คน สามารถต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้อีกหลายชีวิต ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การลงทะเบียนแสดงความจำนง แต่เป็นการสื่อสารให้ครอบครัวได้รับรู้ ที่มีบทบาทสำคัญในการสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคให้เกิดขึ้นจริง
"ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ได้เห็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากทีมแพทย์อย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของคนจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้บริจาค ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ประสานงาน อาสาสมัคร รวมถึงภาคเอกชน และประชาชนที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ ส่วนการสนับสนุนผ่านมูลนิธิและองค์กรการกุศลด้านสาธารณสุขก็มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้ป่วยที่ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงการรักษา การผ่าตัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นได้มากขึ้น เงินบริจาคเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้ง" หมอต้วง กล่าว
สำหรับผู้ที่สนใจอยากร่วมส่งต่อในอีกทางหนึ่ง KTC (เคทีซี) เปิดโอกาสให้สมาชิกบัตรเครดิตเปลี่ยนคะแนนสะสม KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน เป็นเงินบริจาค 100 บาท สมทบทุนให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ และสภากาชาดไทย เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย สนับสนุนทุนการรักษาผู้ป่วยยากไร้ ตลอดจนพัฒนาระบบขนส่งและปลูกถ่ายอวัยวะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี