สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA "ACT" ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA "ACT" ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA "ACT" ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA "ACT" ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย พร้อมชงรัฐบาลกระตุ้นกำลังซื้อ

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ที่มีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย

2636507

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนกรกฎาคม 2569 ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) อย่างน่ากังวล แม้ความถี่ในการเข้าร้านค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่ “ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ” (Spending per bill) กลับปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคเลือกซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและของใช้ประจำวัน ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ และสินค้ามูลค่าสูงถูกชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ขณะที่ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือน ก.ค. 69 ที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง ผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะในหมวดอาการ และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าโตที่ราว 3.0% มาอยู่ที่ระดับ 4.38 ล้านบาท จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นราว 127,500 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนมาจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล การท่องเที่ยว การลงทุน และการใช้จ่ายในช่วงปลายปี

ส่วนแนวโน้มในปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ราว 1.8% ส่วนตลาดค้าปลีกมีแนวโน้มโตในระดับ 3.0-3.5% มูลค่าราว 4.51-4.53 ล้านล้านบาท แต่ก็ต้องจับตาแรงกดดันจากหนี้สินครัวเรือน กำลังซื้อในประเทศ ที่ยังคงเป็นข้อจำกัดอยู่

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้เปิดเผยกลยุทธ์ TRA "ACT" ที่จะยกระดับผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ ฝ่าความท้าทายทั้งทางด้านต้นทุน การแข่งขัน เทคโนโลยีรวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวไว้ดังนี้

1. A – Advancing Inclusive & Fair Growth – ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้า ที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
  • สนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ
  • ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย
  • ร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
  • ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
  • ยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
    • การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย
    • ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย
    • นำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น

2. C – Capability Building for Future-Ready Retail – เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถ ค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • ผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ
  • สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์
  • เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์
  • เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
  • ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน

3. T – Together for Sustainable Growth – เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ
  • จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
  • ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

Retail Transformations ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ

1. ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน

ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้

ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป

2. หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform

หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำด้วย

3. ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า

ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหาร โลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

4. AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”

AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขอให้มีการพิจารณาดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้ต่อเนื่อง พร้อมอยากให้ภาครัฐปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการที่จะขยายขอบเขตมาในภาคธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง ให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ซึ่งการเปิดโอกาสให้ธุรกิจค้าปลีกเข้ามาร่วม จะช่วยส่งผ่านเม็ดเงินเข้าไปยังผู้ประกอบการ SMEs ผู้ผลิต รวมถึงซัพพลายเออร์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นการกระจายเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง

อีกทั้งยังเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการ Easy E-Receipt กลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อาจจะพิจารณาเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจากเดิมสูงสุด 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยเพิ่มยอดขาย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น

ส่วนมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ที่จะเข้ามากระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 นั้น การใช้จ่ายจะส่งไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และภาคค้าปลีก โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายช่วงปลายปี

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล