MINT เผยปี 2568 กำไรโต 16% ตอกย้ำฐานะการเงินแกร่ง-ขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light

MINT เผยปี 2568 กำไรโต 16% ตอกย้ำฐานะการเงินแกร่ง-ขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light

MINT เผยปี 2568 กำไรโต 16% ตอกย้ำฐานะการเงินแกร่ง-ขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“MINT”) รายงานผลการดำเนินงานอีกหนึ่งไตรมาสที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพ โดยกำไรจากการดำเนินงาน ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เป็น 3,472 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับทั้งปี 2568 อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่หลากหลาย และการดำเนินงานอย่างมีวินัย

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลักของ MINT กลยุทธ์ด้านราคาและการขายที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจโรงแรม รวมถึงนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายร้านอาหารอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำกำไร อีกทั้งวินัยด้านต้นทุนและการบริหารเงินทุนเชิงรุกช่วยแปลงการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน MINT ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง การลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไรช่วยทำให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้นและส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนถึงการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและการบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ

ไมเนอร์ โฮเทลส์มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน (reported net profit) เพิ่มขึ้น 38%

  • ยุโรปและอเมริกา: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เติบโตร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ร้อยละ 4 จากการบริหารราคาอย่างมีวินัยและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งทั้งจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกค้าองค์กร ยุโรปกลางและอิตาลีได้รับแรงหนุนจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและกิจกรรมการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ขณะที่สเปนและกลุ่มประเทศเบเนลักซ์มีการเติบโตทั้งจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและสันทนาการ
  • ประเทศไทย: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้นโดดเด่นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับเพิ่มของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) หลังการปรับปรุงโรงแรมหลัก และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวรีสอร์ต
  • มัลดีฟส์: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยได้รับแรงหนุนจากตลาดต้นทางที่หลากหลาย อาทิ รัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในไตรมาสที่ผ่านมา การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่กับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง
ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศอินเดียและประเทศออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง

03-anantaranewyorkpalaceb

ธุรกิจ Branded Residences กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันประมาณร้อยละ 20 ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว

การเติบโตของโครงการในแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านของ MINT สู่โครงสร้างรายได้แบบ Asset-Light และ Fee-based มากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน พร้อมลดความเข้มข้นของการใช้เงินทุนในงบดุล

ไมเนอร์ ฟู้ดรายงานการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน ภายหลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%

08-burgerking

พอร์ตธุรกิจร้านอาหารของ MINT ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light

จุดเด่นสำคัญ ได้แก่

  • การพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger Kingและ Bonchon ช่วยสนับสนุนจำนวนลูกค้าและยอดขายสาขาเดิม
  • การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมตลอดทั้งวัน
  • การเปิดร้านใหม่สุทธิ 32 สาขาในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากแฟรนไชส์ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย
  • การนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค

05-minorfood-bonchon(1)

ความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านที่น่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซีย
เริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดียผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder

เบื้องหลังความสำเร็จของ MINT คือทีมงานระดับโลกที่ดำเนินงานในกว่า 65 ประเทศ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในศักยภาพผู้นำ มาตรฐานแบรนด์ ระบบดิจิทัล และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ช่วยเสริมความสามารถ
ในการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาคและทุกแบรนด์

แพลตฟอร์มของ MINT เอื้อต่อการบูรณาการสัญญาบริหารโรงแรมใหม่ (new management contracts) อย่างรวดเร็ว การสนับสนุนแฟรนไชส์อย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งมอบประสบการณ์ที่สม่ำเสมอแก่ลูกค้า
และผู้เข้าพักในทุกตลาด ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการเร่งการเติบโตสู่โมเดล Asset-Light

ความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ระยะยาวของ MINT ทั้งในธุรกิจไมเนอร์ โฮเทลส์ และไมเนอร์ ฟู้ด บริษัทเดินหน้าดำเนินโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงาน การลดของเสีย การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ
และการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงสนับสนุนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่า
อย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

“ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light” นายดิลลิป กล่าว

นอกจากนี้ นายดิลลิป ระบุว่า สำหรับไมเนอร์ โฮเทลส์ เราคาดว่าจะมีอีกหนึ่งปีที่สร้างสถิติใหม่ของการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) โดยปัจจุบันโครงการที่พักอาศัยหลายแห่งได้ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนรายได้ประจำในระยะยาว โดยคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด เรายังเห็นโอกาสการขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่ขยายตัวได้ดีและความต้องการแฟรนไชส์ที่สูง เรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล