UOB คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.8% แนะลงทุนกระจายพอร์ต เกาะกระแส AI

UOB คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.8% แนะลงทุนกระจายพอร์ต เกาะกระแส AI

UOB คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.8% แนะลงทุนกระจายพอร์ต เกาะกระแส AI
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

UOB คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.8% เงินเฟ้อต่ำหนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน 70% กดดันรัฐบาลใหม่ พร้อมแนะนักลงทุนกระจายพอร์ต เกาะกระแส AI

นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 โตที่ 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ราว 2.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบที่ราว -0.3% ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์เอาไว้ จากภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ และเงินเฟ้อต่ำจะส่งผลให้คนหยุดบริโภค ผู้ประกอบการร้านค้าต้องลดราคา บริษัทต่างๆ ลดการผลิต ไม่มีการจ้างงานเกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีก

uob-5

นายเอเบล กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 68% ใกล้กับเพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมายที่ 70% นับโจทย์ท้าทายในการบริหารนโยบายการคลัง และการลงทุนของรัฐบาลใหม่ เพราะมีช่องว่างในการใช้งบประมาณดำเนินการค่อนข้างจำกัด หากหนี้สาธารณะทะลุเพดานก็จะส่งผลกระทบต่อ Credit Rating ของประเทศด้วย

ในส่วนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ตลาดหุ้นไทย นายเอเบล ระบุว่าปัจจุบันรัฐบาลมีความเสถียรภาพมากขึ้น และยังเป็นรัฐบาลต่อเรื่องจึงเชื่อว่าน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ และถ้านโยบายมีความต่อเรื่องก็จะเห็นเงินไหลเข้าต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนจะเข้ามาต่อเนื่องหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการดำเนินนโยบายด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ นายเอเบล มองว่าสิ่งที่จะน่าจะได้เห็นในรัฐบาลใหม่ คือ นโยบายการคลัง และการเงิน การกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการผ่อนคลายโดยไทยจุดแข็งด้านอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวรอบนอกซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกรวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลและการส่งผ่านนโยบายที่มีความราบรื่น

สำหรับ การลงทุนปี 2569 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ ยูโอบีมองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น

ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่ โดยแม้สหรัฐจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังช่วยเร่งโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

จีนยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจในปี 2569 ยังขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ “อุตสาหกรรมใหม่” หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

ด้านการส่งออกอาจชะลอลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ภัยธรรมชาติ และปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว

ฉะนั้น ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ยูโอบีแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์ เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าได้ชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพและหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล