
รู้จัก "ค่าปฏิกรรมสงคราม" คืออะไร? เปิด 10 ประเทศที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์
สงครามระหว่างประเทศ นอกจากจะเป็นการเข้ายึดดินแดนแล้ว สิ่งที่ผู้แพ้จะต้องจ่ายให้กับประเทศที่ชนะสงครามคือ "ค่าปฏิกรรมสงคราม" นั่นเอง เราจะพาไปรู้จักคำว่า "ค่าปฏิกรรมสงคราม คืออะไร?" และที่ผ่านมามีประเทศที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เรามีข้อมูลดีๆ ที่พอรวมรวบได้มาฝากกัน
ค่าปฏิกรรมสงคราม คือ ของมีค่าที่ประเทศผู้แพ้สงครามจะต้องจ่ายชดเชยให้กับประเทศผู้ชนะสงคราม เพื่อครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการสู้รบ
ในทางปฏิบัติ ค่าปฏิกรรมสงครามมักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้แพ้ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากจนและความขัดสน ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและการก่อตัวของความขัดแย้งใหม่ในอนาคตได้ เช่น กรณีของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวลานั้น
เยอรมนี: เป็นอันดับ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (สนธิสัญญาแวร์ซาย) ซึ่งกำหนดให้จ่าย 132 พันล้านมาร์กทองคำ (เทียบเท่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) และยังคงจ่ายค่าชดเชยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับประเทศต่างๆ และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust โดยการจ่ายเงินงวดสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดในปี 2010
ฝรั่งเศส: เป็นผู้จ่ายรายใหญ่หลังสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (ค.ศ. 1870-1871) โดยต้องจ่าย 5 พันล้านฟรังก์ทองคำให้แก่เยอรมนี ซึ่งเป็นจำนวนที่มหาศาลในสมัยนั้น และฝรั่งเศสก็สามารถชำระคืนได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
จีน: จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลหลายครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20:
หลังสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1894-1895) จ่ายให้ญี่ปุ่น 230 ล้านเหลียง (หน่วยเงินโบราณของจีน) ซึ่งเทียบเท่ากับ 36 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงในขณะนั้น
หลังกบฏนักมวย (ค.ศ. 1901) จ่ายให้กลุ่มพันธมิตรแปดชาติรวม 450 ล้านตำลึงเงิน (taels of silver) ซึ่งเทียบเท่าประมาณ 67.5 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งเป็นหนี้ที่จะต้องชำระไปจนถึงปี 1940
ญี่ปุ่น: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและค่าชดเชยให้กับหลายประเทศในเอเชียที่ได้รับความเสียหายจากการยึดครอง โดยมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจ่ายในรูปแบบเงิน สินค้า และบริการ
อิตาลี: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะหนึ่งในประเทศฝ่ายอักษะ อิตาลีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรหลายประเทศ เช่น กรีซ ยูโกสลาเวีย เอธิโอเปีย และสหภาพโซเวียต เป็นจำนวนรวมประมาณ 360 ล้านดอลลาร์ (ในขณะนั้น) ในรูปของสินค้าและเงิน
เฮติ: แม้จะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1804 แต่เฮติต้องจ่าย "ค่าชดเชย" ให้กับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1825 เป็นจำนวน 150 ล้านฟรังก์ทองคำ (ซึ่งภายหลังลดเหลือ 90 ล้านฟรังก์) เพื่อชดเชยการสูญเสีย "ทรัพย์สิน" (ทาส) ของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาระหนี้สินที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเฮติอย่างรุนแรงมานานกว่าศตวรรษ
ฟินแลนด์: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟินแลนด์ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่สหภาพโซเวียตเป็นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ (ในราคาปี 1938) ในรูปของสินค้าและเครื่องจักร ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วงแต่ฟินแลนด์ก็สามารถชำระได้ตามกำหนด
จักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกีในปัจจุบัน): หลังความพ่ายแพ้ในสงครามหลายครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 รวมถึงความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิออตโตมันต้องเผชิญกับภาระหนี้สินและการชดเชยที่หนักหน่วง แม้สนธิสัญญาแซฟร์ซึ่งกำหนดค่าปฏิกรรมจำนวนมากจะไม่ได้ถูกบังคับใช้ทั้งหมด แต่ก็มีภาระทางการเงินและการเสียดินแดนเกิดขึ้น
บัลแกเรีย: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 บัลแกเรียซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการส่งมอบสินค้าและทรัพยากร
ฮังการี: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ภายใต้สนธิสัญญาทรียานง) และสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮังการีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพโซเวียต เชโกสโลวาเกีย และยูโกสลาเวีย
อย่างไรก็ตาม ค่าปฏิกรรมสงคราม 10 ประเทศที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ไม่ได้จ่ายเพียงแค่เงินเท่านั้น แต่อาจจะรวมถึงสินค้า ทรัพยากร การยกดินแดน แรงงานด้วย รวมถึงค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ช่วงนั้นๆ และขึ้นอยู่กับการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :britannica