"ค่าปฏิกรรมสงคราม" คืออะไร? เปิด 10 ประเทศจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/mn/0/ud/188/941588/hotwar.jpg"ค่าปฏิกรรมสงคราม" คืออะไร? เปิด 10 ประเทศจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์

"ค่าปฏิกรรมสงคราม" คืออะไร? เปิด 10 ประเทศจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์

แชร์เรื่องนี้

รู้จัก "ค่าปฏิกรรมสงคราม" คืออะไร? เปิด 10 ประเทศที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์

สงครามระหว่างประเทศ นอกจากจะเป็นการเข้ายึดดินแดนแล้ว สิ่งที่ผู้แพ้จะต้องจ่ายให้กับประเทศที่ชนะสงครามคือ "ค่าปฏิกรรมสงคราม" นั่นเอง เราจะพาไปรู้จักคำว่า "ค่าปฏิกรรมสงคราม คืออะไร?" และที่ผ่านมามีประเทศที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เรามีข้อมูลดีๆ ที่พอรวมรวบได้มาฝากกัน

ค่าปฏิกรรมสงคราม (War Reparations) คืออะไร? 

ค่าปฏิกรรมสงคราม คือ ของมีค่าที่ประเทศผู้แพ้สงครามจะต้องจ่ายชดเชยให้กับประเทศผู้ชนะสงคราม เพื่อครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการสู้รบ

ค่าปฏิกรรมสงครามมักจะอยู่ในรูปของอะไร

  • เงิน: เป็นจำนวนมหาศาลที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามและการฟื้นฟูความเสียหาย
  • สินค้าหรือทรัพยากร: เช่น ถ่านหิน แร่ธาตุ เครื่องจักร หรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา
  • การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์: บางครั้งอาจหมายถึงการยกดินแดนบางส่วนให้กับฝ่ายผู้ชนะ

วัตถุประสงค์ของการเรียกเก็บค่าปฏิกรรมสงคราม

  • ชดเชยความเสียหาย: เพื่อฟื้นฟูประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
  • ลงโทษผู้แพ้: เพื่อให้ผู้แพ้รับผิดชอบต่อการกระทำที่ก่อให้เกิดสงคราม
  • ป้องกันการก่อสงครามซ้ำ: โดยการทำให้ประเทศผู้แพ้อ่อนแอลงทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบของค่าปฏิกรรมสงคราม

ในทางปฏิบัติ ค่าปฏิกรรมสงครามมักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้แพ้ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากจนและความขัดสน ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและการก่อตัวของความขัดแย้งใหม่ในอนาคตได้ เช่น กรณีของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวลานั้น

เปิด 10 ประเทศที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์

  1. เยอรมนี: เป็นอันดับ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (สนธิสัญญาแวร์ซาย) ซึ่งกำหนดให้จ่าย 132 พันล้านมาร์กทองคำ (เทียบเท่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) และยังคงจ่ายค่าชดเชยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับประเทศต่างๆ และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust โดยการจ่ายเงินงวดสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดในปี 2010

  2. ฝรั่งเศส: เป็นผู้จ่ายรายใหญ่หลังสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (ค.ศ. 1870-1871) โดยต้องจ่าย 5 พันล้านฟรังก์ทองคำให้แก่เยอรมนี ซึ่งเป็นจำนวนที่มหาศาลในสมัยนั้น และฝรั่งเศสก็สามารถชำระคืนได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

  3. จีน: จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลหลายครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20:

    • หลังสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1894-1895) จ่ายให้ญี่ปุ่น 230 ล้านเหลียง (หน่วยเงินโบราณของจีน) ซึ่งเทียบเท่ากับ 36 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงในขณะนั้น

    • หลังกบฏนักมวย (ค.ศ. 1901) จ่ายให้กลุ่มพันธมิตรแปดชาติรวม 450 ล้านตำลึงเงิน (taels of silver) ซึ่งเทียบเท่าประมาณ 67.5 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งเป็นหนี้ที่จะต้องชำระไปจนถึงปี 1940

  4. ญี่ปุ่น: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและค่าชดเชยให้กับหลายประเทศในเอเชียที่ได้รับความเสียหายจากการยึดครอง โดยมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจ่ายในรูปแบบเงิน สินค้า และบริการ

  5. อิตาลี: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะหนึ่งในประเทศฝ่ายอักษะ อิตาลีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรหลายประเทศ เช่น กรีซ ยูโกสลาเวีย เอธิโอเปีย และสหภาพโซเวียต เป็นจำนวนรวมประมาณ 360 ล้านดอลลาร์ (ในขณะนั้น) ในรูปของสินค้าและเงิน

  6. เฮติ: แม้จะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1804 แต่เฮติต้องจ่าย "ค่าชดเชย" ให้กับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1825 เป็นจำนวน 150 ล้านฟรังก์ทองคำ (ซึ่งภายหลังลดเหลือ 90 ล้านฟรังก์) เพื่อชดเชยการสูญเสีย "ทรัพย์สิน" (ทาส) ของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาระหนี้สินที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเฮติอย่างรุนแรงมานานกว่าศตวรรษ

  7. ฟินแลนด์: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟินแลนด์ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่สหภาพโซเวียตเป็นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ (ในราคาปี 1938) ในรูปของสินค้าและเครื่องจักร ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วงแต่ฟินแลนด์ก็สามารถชำระได้ตามกำหนด

  8. จักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกีในปัจจุบัน): หลังความพ่ายแพ้ในสงครามหลายครั้งในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 รวมถึงความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิออตโตมันต้องเผชิญกับภาระหนี้สินและการชดเชยที่หนักหน่วง แม้สนธิสัญญาแซฟร์ซึ่งกำหนดค่าปฏิกรรมจำนวนมากจะไม่ได้ถูกบังคับใช้ทั้งหมด แต่ก็มีภาระทางการเงินและการเสียดินแดนเกิดขึ้น

  9. บัลแกเรีย: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 บัลแกเรียซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการส่งมอบสินค้าและทรัพยากร

  10. ฮังการี: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ภายใต้สนธิสัญญาทรียานง) และสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮังการีต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพโซเวียต เชโกสโลวาเกีย และยูโกสลาเวีย

อย่างไรก็ตาม ค่าปฏิกรรมสงคราม 10 ประเทศที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ไม่ได้จ่ายเพียงแค่เงินเท่านั้น แต่อาจจะรวมถึงสินค้า ทรัพยากร การยกดินแดน แรงงานด้วย รวมถึงค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ช่วงนั้นๆ และขึ้นอยู่กับการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :britannica