ส่องเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ผ่านมุมมอง ThaiFex-Anuga Asia 2025

ส่องเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ผ่านมุมมอง ThaiFex-Anuga Asia 2025

ส่องเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ผ่านมุมมอง ThaiFex-Anuga Asia 2025
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน กับความท้าทาย และการแข่งขันต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก งาน ThaiFex-Anuga Asia 2025 ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุน นักธุรกิจ รวมถึงผู้บริโภค ได้เข้าใจ และเข้าถึงเทรนด์อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มในระดับเอเชีย รวมถึงนวัตกรรมที่จะช่วยเข้ามาลดต้นทุน เพื่อเชื่อมเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ

hilightday127may(1)_0

Mr. Oliver Frese ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operating Officer) จาก Koelnmesse ซึ่งจะมาร่วมแบ่งปันบทบาทระดับโลกของ Koelnmesse ในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ เซินเจิ้น โตเกียว โคโลญจน์ โบโกตา และเซาเปาโล โดยระบุว่า THAIFEX – Anuga Asia เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาค และนำเสนอภาพรวมของกลยุทธ์ระดับนานาชาติ พอร์ตโฟลิโอของ Anuga ทั่วโลก และมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังใหม่ของสังคมล้วนมีผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต และความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและอัตราเงินเฟ้อก็กำลังกดดันภาคธุรกิจ รวมถึงเรื่องของความยั่งยืนเองก็กลายเป็นหนึ่งหลักเกณฑ์ในการลงทุน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินซื้อสินค้าสำหรับผู้บริโภค

นอกจากนี้ เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการดิจิทัล ก็เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น ปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน และเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งจุดเด่นของงาน Anuga จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมสู่ตลาดซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับเอเชียถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่มีชีวิตชีวา และผู้บริโภคที่มีความต้องการสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึง คุณภาพ สุขภาพ และความสะดวก คือประเด็นหลักที่ผลักดันเทรนด์ผู้บริโภค – และนั่นคือเหตุผลที่ THAIFEX – Anuga Asia มีความสำคัญอย่างยิ่ง

งานแสดงสินค้านี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทาง มันสร้างการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน และเปิดโอกาสใหม่ในตลาด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการสร้างฐานระดับนานาชาติและวางตำแหน่งตนเองในระยะยาว

Koelnmesse ถือเป็นพันธกิจเชิงกลยุทธ์ที่จะดำเนินกิจกรรม Anuga ทั่วโลก เช่น อินเดีย บราซิล ญี่ปุ่น โคลอมเบีย จีน อิตาลี และประเทศไทย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของตลาดนั้นๆ ร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างรูปแบบงานที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด พร้อมกันนั้นยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลก

ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร งาน Anuga ได้สร้างมาตรฐานระดับโลก ซึ่งมีผู้แสดงสินค้าประมาณ 12,800 ราย ผู้เข้าชมงานกว่า 400,000 คน และพื้นที่จัดแสดงสินค้ามากกว่า 486,000 ตารางเมตร งานนี้ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุด แต่ยังเป็นเวทีที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาและนวัตกรรมด้านอาหารระดับโลก โดยในวันที่ 4 ถึง 8 ตุลาคม 2568 ขอเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมงาน Anuga ที่เมืองโคโลญจน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกำหนดอนาคตที่สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารร่วมกัน

Mr. Bastian Mingers รองประธานฝ่ายบริหารจัดการงานแสดงสินค้า ด้านอาหารและเทคโนโลยีอาหาร (Vice President of Trade Fair Management for Food and FoodTec) นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ANUGA ที่เมืองโคโลญจน์ โดยระบุว่า Anuga ยังคงยืนหยัดในฐานะงานแสดงสินค้า และเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการขยายตัว และบทบาทความสำคัญอย่างต่อเนื่องจากเมืองโคโลญจน์สู่กรุงเทพฯ และเซาเปาโลก หลักการของเราชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว คือ อุตสาหกรรมอาหารคือชุมชนระดับโลก นำผู้คน ตลาด และแนวคิดมารวมกัน – ข้ามทวีป ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการสร้างแนวคิดใหม่ด้านโภชนาการ โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 7,900 ราย และผู้เข้าชมงานราว 140,000 คน จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มาร่วมงาน Anuga การมีส่วนร่วมในระดับนานาชาตินี้ทำให้งานแสดงสินค้ากลายเป็นจุดนัดพบระดับโลกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

ความสำคัญของเอเชียต่อ Anuga เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ มีผู้แสดงสินค้าจากภูมิภาคนี้ประมาณ 1,800 ราย และผู้เข้าชมงานราว 21,000 คน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเอเชียมีบทบาทศูนย์กลางต่อความสำเร็จและการพัฒนา Anuga ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกของอุตสาหกรรมอาหาร และในหนึ่งในตลาดอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก สังเกตได้จากการบริโภค เทคโนโลยี และโภชนาการกำลังเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไร THAIFEX – Anuga Asia ไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เป็นผู้ขับเคลื่อน – ด้วยแนวคิดที่แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทำตลาด และความร่วมมือระดับโลก ด้วยบริบทดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำว่างาน Anuga เดือนตุลาคม 2025 ที่โคโลญจน์: Anuga เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นทุกสองปี โดยรวบรวมงานแสดงสินค้าย่อยเฉพาะทาง 10 รายการไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน แนวคิดนี้ช่วยผสมผสานความลึกทางเทคนิคเข้ากับภาพรวมที่กว้างขวาง – ตั้งแต่ Anuga Meat, Anuga Dairy ไปจนถึง Anuga Organic และการเพิ่มล่าสุดคือ Anuga Alternatives ซึ่งผมจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

ในงาน Anuga ปี 2025 ที่เมืองโคโลญจน์จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เช่น การเปิดตัว “Anuga Alternatives” ซึ่งเป็นโซนแสดงสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก และการปรับผังพื้นที่ใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่รวบรวมแนวคิดล้ำสมัย เช่น Boulevard of Innovation ที่รวมโซนต่าง ๆ อย่าง Anuga Trend Zone, โซนสตาร์ทอัพ และ Anuga Taste Innovation Show ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและแนวโน้มล่าสุดในอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนเวทีเสวนาและการบรรยายที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนและโภชนาการแห่งอนาคต

งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ “Organic on Stage 2025” ซึ่งจัดแสดงความก้าวหน้าล่าสุดในภาคเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งพื้นที่อีเวนต์ที่มีรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการจัดการประชุมสำคัญต่าง ๆ เช่น Anuga Halal Forum, International Frozen Food Conference และ System Gastronomy Forum ที่ช่วยสร้างพันธมิตรใหม่และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระดับสูง

ปี 2025 ประเทศคู่ค้าหลักของงานคือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะด้านการทำอาหารอย่างลึกซึ้ง โดยเกาหลีใต้จะช่วยเสริมสร้างความสำคัญระดับนานาชาติของงาน Anuga ซึ่งมุ่งเน้นความเป็นสากล ความเกี่ยวข้อง และการมองไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง

Mr. Franz-Martin Rausch ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมการค้าปลีกอาหารเยอรมัน (Bundesverband des Deutschen Lebensmittelhandels e.V. หรือ BVLH) กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกอาหารของเยอรมนีถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ โดยสร้างรายได้ประมาณ 306.9 พันล้านยูโรต่อปี คิดเป็นประมาณ 5% ของ GDP ของประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมนี้ ตลาดมีลักษณะรวมศูนย์สูง โดยมีผู้เล่นหลัก 4 ราย ได้แก่ Edeka, Rewe, กลุ่ม Schwarz (เจ้าของ Lidl และ Kaufland) และ Aldi ซึ่งรวมกันครองส่วนแบ่งตลาดถึง 76%

ธุรกิจนี้มีร้านค้าปลีกมากกว่า 37,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ขายเกือบ 37 ล้านตารางเมตร และมีการจ้างงานประมาณ 1.3 ล้านคน พร้อมฝึกอบรมผู้ฝึกงาน (apprentices) อีก 32,000 คน ที่สำคัญ เยอรมนียังเป็นที่ตั้งของผู้ค้าปลีกอาหารรายใหญ่ของโลกถึง 8 จาก 20 อันดับแรก ซึ่งตอกย้ำสถานะของประเทศในฐานะมหาอำนาจด้านการค้าปลีกอาหารระดับโลก

ภูมิทัศน์การค้าปลีกในเยอรมนีแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลักของร้านค้า ได้แก่ 1.ร้านดิสเคาน์เตอร์, 2.ซูเปอร์มาร์เก็ต, 3.ซูเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบใหญ่, 4.ไฮเปอร์มาร์เก็ต โดย ร้านดิสเคาน์เตอร์ ถือเป็นรูปแบบที่แพร่หลายและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจสูงสุด มีอยู่ 15,972 แห่ง สร้างยอดขายถึง 97.6 พันล้านยูโรต่อปี ความสำเร็จของรูปแบบนี้อยู่ที่การคัดเลือกสินค้าที่มีปริมาณการขายสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ซูเปอร์มาร์เก็ต มีจำนวน 10,998 แห่ง สร้างรายได้ 65.4 พันล้านยูโร โดยนำเสนอสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุมแบรนด์มากขึ้นซูเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบใหญ่ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปกับไฮเปอร์มาร์เก็ต มีจำนวน 1,269 แห่ง สร้างยอดขาย 22.3 พันล้านยูโร ส่วน ไฮเปอร์มาร์เก็ต มี 719 แห่ง และมียอดขายรวม 20.5 พันล้านยูโร ความหลากหลายเชิงโครงสร้างนี้ทำให้ผู้ค้าปลีกสามารถตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากสถานการณ์ COVID-19 และแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครน พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คือ ผู้บริโภคมีแนวโน้ม “อัพเกรดการซื้อ” – ยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าพรีเมียมเพื่อบริโภคที่บ้าน เพราะการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลง เกิดปรากฏการณ์ "cocooning" หรือการใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำอาหารเอง และกักตุนของจำเป็น ส่งผลต่อรูปแบบความต้องการสินค้า
และการทำอาหารได้กลายเป็นกิจกรรมทางสังคมและประสบการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม เทรนด์เหล่านี้ถูกถ่วงดุลโดยความอ่อนไหวต่อราคา เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะด้านพลังงานและอาหาร ส่งผลกระทบต่องบประมาณครัวเรือน ผู้บริโภคชาวเยอรมันจึงให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพและจริยธรรมในการเลือกอาหาร

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหารของเยอรมนีกำลังเข้าสู่ช่วง “การเมืองและจริยธรรม” โดยมีโครงการสำคัญเรื่อง สวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งผู้ค้าปลีกและอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้ร่วมกันพัฒนาระบบการติดฉลากสินค้าข้ามบริษัท เพื่อแจ้งให้ผู้บริโภครับทราบอย่างชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์อีกทั้งยังมีการแนะนำฉลากแหล่งกำเนิดสินค้าใหม่ชื่อว่า "Gutes aus deutscher Landwirtschaft" (“ของดีจากการเกษตรเยอรมัน”) ซึ่งเริ่มจากเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อสัตว์ปีก และจะขยายไปยังนมและผักผลไม้ในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความโปร่งใสและความภาคภูมิใจในผลผลิตท้องถิ่น

ความต้องการของผู้บริโภคก็กำลังมุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น โดยคาดหวังในสินค้า แฟร์เทรด (fair trade), ออร์แกนิก, ท้องถิ่น และปลอด GMO ที่สำคัญ สินค้าเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในร้านเฉพาะทางอีกต่อไป แต่มีจำหน่ายในรูปแบบ แบรนด์ของตัวเอง (private label) ในร้านดิสเคาน์เตอร์และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในวงกว้างของตลาด

Anuga เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารทั้งในเยอรมนีและระดับโลก Anuga ก่อตั้งโดย สมาคมค้าปลีกอาหารเยอรมัน (BVLH) และมีบทบาทเชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคค้าปลีก ค้าส่ง และการผลิต

สำหรับงาน Anuga ครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 4–8 ตุลาคม 2025 ที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี โดย BVLH จะเป็นเจ้าภาพจัดโซน Retailforum Lounge อีกครั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับข้อมูลเชิงลึกในภาคค้าปลีก การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ แพลตฟอร์มนี้เปิดโอกาสให้ผู้นำในอุตสาหกรรมได้แบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด สำรวจเทรนด์ เช่น ความยั่งยืนและดิจิทัล และกำหนดแนวทางรับมือกับความท้าทายในอนาคตร่วมกัน ทั้งในเยอรมนีและตลาดโลก

Fellicia Kristianti ผู้จัดการฝ่ายความสำเร็จลูกค้า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Customer Success Manager APAC) จาก Innova Market Insights กล่าวถึงแนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ระดับโลก และต่อจากนั้นเราจะเปิดเผย 5 เทรนด์หลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC)

บริบทมหภาคที่กำลังกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค

ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลสูงสุด – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็น ประเด็นอันดับ 1 ของผู้บริโภคในเอเชีย มีผลต่อทั้งการคาดหวังต่อสินค้าและวิถีชีวิต
สุขภาพและความเป็นอยู่ดี – การสูงวัยของประชากร, ปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น และความต้องการด้านโภชนาการที่มากขึ้น ทำให้ "สุขภาพ" กลายเป็นเรื่องสำคัญ
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ – แม้ภูมิภาคจะมีแนวโน้มการเติบโต แต่เงินเฟ้อและความไม่มั่นคงด้านการจ้างงานยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย

ค่านิยมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลง

สุขภาพต้องมาก่อน – 56% ของผู้บริโภคในเอเชียระบุว่า “สุขภาพและโภชนาการ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกแบรนด์อาหาร
ความปลอดภัยและคุณภาพ มีความสำคัญเพิ่มขึ้น – ผู้บริโภคเกือบครึ่งเลือกซื้อสินค้าจากความปลอดภัยและคุณภาพ มากกว่าราคา
การบริโภคอย่างมีจิตสำนึก – หลายคนลดการทิ้งอาหาร, ปลูกพืชกินเอง, และปรับวิถีชีวิตให้ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
พึ่งพาตนเองมากขึ้น – 47% ของผู้บริโภคบอกว่าพวกเขา “ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

แนวโน้มวิถีชีวิตที่กำลังเกิดขึ้น

ฉลาดและพึ่งตนเองได้ – ผู้บริโภคใช้เทคโนโลยีจัดการสุขภาพ การเงิน และทางเลือกอาหารด้วยตนเอง
เชื่อมโยงอย่างแท้จริง – ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ประสบการณ์จริง และความสัมพันธ์ทางสังคม โดยเฉพาะผ่าน "มื้ออาหารร่วมกัน"
สุขภาพแบบบวก – สุขภาพจิตและอารมณ์กลายเป็นแรงผลักดันหลักในการตัดสินใจเลือกอาหาร อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “การดูแลตัวเอง”
ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง – ผู้บริโภคมองหา "ประสบการณ์หลายมิติ" จากแบรนด์ เช่น ความน่าตื่นเต้น ความสนุกสนาน หรือการปรนเปรอตนเอง
คุณภาพและความปลอดภัย – แม้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ใหญ่จะเพิ่มขึ้น แต่ความโปร่งใส แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพยังถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

ธีมนวัตกรรม F&B ปี 2025

มากกว่าแค่ส่วนผสม – ผู้บริโภคต้องการคุณค่าเพิ่มเติม เช่น การเล่าเรื่อง แหล่งที่มา และประโยชน์เฉพาะ
สุขภาพแบบแม่นยำ (Precision Wellness) – โภชนาการเฉพาะบุคคลตามอายุ เพศ ไลฟ์สไตล์ หรือความต้องการเฉพาะ (เช่น ขนมเด็ก, อาหารตามเพศ)
รสชาติที่สร้างความประหลาดใจ – ผู้บริโภคมองหา "การผสมผสานรสชาติสุดล้ำ" ที่สร้างความตื่นตา
ปฏิวัติสุขภาพลำไส้ – สุขภาพลำไส้เป็นความกังวลอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่มีไฟเบอร์ พรีไบโอติก และโพรไบโอติก เช่น บาร์หรือเครื่องดื่ม
พืชเป็นหลักในรูปแบบใหม่ – เปลี่ยนจากเนื้อแปรรูปเทียม เป็นอาหารพืชแบบ whole-food ที่มีฉลากโปร่งใสและผ่านกระบวนการน้อย
ความสวยจากภายใน (Taste the glow) – 1 ใน 4 ของผู้บริโภคเอเชียซื้อสินค้า F&B เพื่อผลด้านความงาม เช่น น้ำผสมคอลลาเจน ขนมเพื่อผิว
ความยั่งยืนและการปรับตัวต่อสภาพอากาศ – การเลือกวัตถุดิบและออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องสอดคล้องกับค่านิยมผู้บริโภค ทั้งด้านราคา ความยืดหยุ่น และสิ่งแวดล้อม

โอกาสนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่ควรจับตามอง

ธรรมชาติและมีประโยชน์ – ผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสาน “วัตถุดิบจากธรรมชาติ” กับ “คุณประโยชน์ชัดเจน” จะโดดเด่น
อร่อยแบบดีต่อสุขภาพ – ผู้บริโภคยังต้องการ "ให้รางวัลตัวเอง" แต่ต้องเป็นประสบการณ์ที่รู้สึกดีทั้งร่างกายและใจ
คืนชีวิตให้ของเดิม – วัตถุดิบท้องถิ่นหรือดั้งเดิมที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยีใหม่หรือคุณประโยชน์ด้านสุขภาพจะมีศักยภาพสูง
โปร่งใสคือผู้ชนะ – ความชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มา การแปรรูป และคำอ้างด้านสุขภาพ สร้าง “ความเชื่อมั่น” และภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม
อาหารตอบโจทย์อารมณ์ – โอกาสมหาศาลยังมีในกลุ่ม F&B ที่รองรับสุขภาพจิต ความสงบ และการผ่อนคลาย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล