
ในปี 2566 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลชุดใหญ่ เนื่องจากมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่นั่นเอง เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายก็ย่อมเปลี่ยนตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง เงินทอง ของประชาชนคนไทย 60 ล้านคน ทั้งเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน, เงินดิจิทัล 10,000 บาท, มาตรการลดหย่อนภาษี E-Refund รวมถึงความอลหม่าน JKN อาณาจักรพันล้าน สู่สถานะฟื้นฟูกิจการในที่สุด เนื่องประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เป็นโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ในช่วงปลายปี 2565 เพื่อคัดกรองผู้ที่มีรายได้น้อยที่แท้จริง กระทั่งล่าสุดในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ และมีการจ่ายเงินย้อนหลังให้กับผู้ที่ยืนยันตัวตนตามกรอบเวลาที่กระทรวงการคลังกำหนด และถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนมือจากรัฐบาลบิ๊กตู่ มาสู่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน แล้วก็ตาม แต่โครงการฯ ดังกล่าวก็ยังคงเดินหน้าไปต่อไม่ได้มีการติดขัดหรือชะงักแต่อย่างใด เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ดีทีเดียว

อีกหนึ่งโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่นำทัพโดยพรรคการเมืองเพื่อไทย หลังจากที่เข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่่อหวังกระชักเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หรือที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำมาตลอดว่าต้องการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจหลายๆ รอบ แม้ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมาประกาศรายละเอียดและเงื่อนไขเงินดิจิทัล 10,000 บาท แบบละเอียดยิบแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหาแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ จนท้ายที่สุด ก็ประกาศที่จะออก พ.ร.บ. เงินกู้ 500,000 ล้านบาท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการการตีความโดยกฤษฎีกา หลังจากนี้คงต้องมาติดตามว่าสุดท้าย "แหล่งเงิน" จะออกมาเป็นอย่างไร

มนุษย์เงินเดือน สายช้อปทั้งหลายต่างตั้งตารอ เพราะโครงการ E-Refund หรือ e-receipt เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายซื้อสินค้าจากร้านค้า ที่สามารถออกใบกำกับภาษีรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อนำมาลดหย่อนภาษี หรือขอเงินคืนภาษีได้ 50,000 บาท ทว่าโครงการดังกล่าว จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ. 2567 เพื่อที่จะนำมาใช้ลดหย่อนในปีภาษี 2566 นั่นเอง

หากพูดถึง JKN หลายคนจะจำ แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าของอาณาจักรหมื่นล้าน ที่แจ้งเกิดจากการทำธุรกิจให้บริการ และจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งมีการประกาศลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น ลงทุนซื้อหุ้นช่อง New18 มูลค่า 1,060 ล้านบาท ต่อมาก็เข้าลงทุนครั้งใหญ่ในธุรกิจนางงามจักรวาล หรือ Miss Universe Organization มูลค่าการลงทุน 550 ล้านบาท เรียกว่าเป็นการลงทุนที่สร้างความฮือฮาในระดับโลกเลยก็ว่าได้ แต่แล้วไม่น่าน JKN ก็ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ไม่สามารถจ่ายเงินต้น และดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นได้ทันตามกำหนด ซึ่งจ่ายได้เพียง 156 ล้านบาท จากยอดเต็มทั้งหมดกว่า 600 ล้านบาท พร้อมกับออกมายอมรับว่า JKN ขาดสภาพคล่อง กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่ทัน ที่สำคัญ แอน จักรพงษ์ ยืนยันด้วยว่าจะหาเงินมาจ่ายหุ้นกู้ที่ผิดนัดให้ได้ และให้เหตุผลด้วยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการเลื่อนนัดวันจ่ายออกไป พร้อมกับสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มให้ หากผู้ถือหุ้นกู้อนุมัติให้เลื่อนวันจ่ายได้ ดูเหมือนสถานการณ์ในตอนนั้นมีทิศทางดีขึ้นเมื่อผู้ถือหุ้นกู้อนุมัติเลื่อนวันไถ่ถอนโดยไม่ถือเป็นเหตุผิดนัด กระทั่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 66 JKN ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อหวังให้ช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง รวมทั้งสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ และเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 66 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับเรื่องไว้ไต่สวน โดยศาลได้นัดไต่สวนคำร้องของ JKN วันที่ 29 ม.ค. 2567 หลังจากนี้ต้องต้องมาดูว่าผลการตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร