ค่าเงินบาทวันนี้ 26/7/65 อ่อนค่าที่ 36.66 บาทต่อดอลลาร์ จับตาสินทรัพย์ EM Asia
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/mn/0/ud/175/876299/thaibath.jpgค่าเงินบาทวันนี้ 26/7/65 อ่อนค่าที่ 36.66 บาทต่อดอลลาร์ จับตาสินทรัพย์ EM Asia

ค่าเงินบาทวันนี้ 26/7/65 อ่อนค่าที่ 36.66 บาทต่อดอลลาร์ จับตาสินทรัพย์ EM Asia

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ 26 ก.ค. 65 เปิดที่ระดับ 36.66 บาทต่อดอลลาร์ พลิกอ่อนค่าจากก่อนหน้าที่ 36.61 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย ระบุ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.66 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.61 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองว่าการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์อาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทได้บ้าง แต่โดยรวมเงินบาทยังมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงที่จะผันผวนในฝั่งอ่อนค่าได้ หากตลาดพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีที่สินทรัพย์ฝั่ง EM Asia เผชิญแรงเทขาย

ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากทางการจีนตัดสินใจใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 โดยในกรณีดังกล่าว เงินบาทก็อาจอ่อนค่ากลับไปแถว 37.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่เรามองว่า ในสัปดาห์นี้ เงินบาทจะยังไม่อ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าว หากสุดท้ายเฟดไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอย่างที่ตลาดเคยกังวล กดดันให้เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลงชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ดังจะเห็นได้จากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ระดับ +2 S.D. (Standard Deviation) แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.60-36.80 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดการเงินโดยรวมยังคงผันผวนและผู้เล่นในตลาดต่างไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติมมากนัก โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามรายงานผลการประชุมเฟด (ทราบผลการประชุมในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสฯ นี้) และรอติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Amazon และ Microsoft เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อในภาวะตึงตลาดของตลาดน้ำมัน ได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวขึ้น (Exxon Mobil +3.3%, Chevron +3.0%) ทำให้ดัชนี S&P500 สามารถปิดตลาด +0.13% ขณะที่ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลงราว -0.43% ตามแรงขายทำกำไรการรีบาวด์ของหุ้นเทคฯ ในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่ตลาดจะทยอยรับรู้ผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป สามารถปรับตัวขึ้นราว +0.13% หลังจากเผชิญความผันผวนและแรงกดดันจากความกังวลวิกฤติพลังงาน หลังที่บริษัท Gazprom ของรัสเซียเปิดเผยว่าจะลดปริมาณการส่งแก๊สผ่านท่อ Nord Stream 1 นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอมนี (Ifo Business Climate) ในเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลงแย่กว่าคาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่มการเงิน

ทางด้านตลาดบอนด์ แม้ว่าตลาดจะอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ทว่าผู้เล่นบางส่วนก็ขายทำกำไรบอนด์ระยะยาวออกมาบ้างในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด ทำให้โดยรวมบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.80% ซึ่งเราคาดว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มแกว่งตัว sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 106.4 จุด ตามการลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ของผู้เล่นบางส่วน หลังตลาดประเมินว่า เฟดอาจไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอย่างที่เคยกังวล อย่างไรก็ดี แม้ว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงบ้าง แต่การรีบาวด์ขึ้นมาของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และแรงขายทำกำไรราคาทองคำก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด ได้กดดันให้ราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงสู่ระดับ 1,717 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง อนึ่งการปรับตัวลดลงของราคาทองคำอาจหนุนให้ผู้เล่นบางส่วนทยอยเข้ามาซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในฝั่งอ่อนค่าได้

สำหรับวันนี้ เรามองว่า ตลาดจะรอจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Microsoft และ Alphabet (Google) ซึ่งหากผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดก็อาจช่วยหนุนให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงและกดดันให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลงหรือแกว่งตัว sideways ได้