แสนสิริ กสศ. เดินหน้าโครงการ 'Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน'

แสนสิริ กสศ. เดินหน้าโครงการ 'Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน'

แสนสิริ กสศ. เดินหน้าโครงการ 'Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน'
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff ฝ่ายการตลาดดิจิตอลและสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แสนสิริมุ่งมั่นส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมไทย อันเป็นภาคส่วนสำคัญของ 4 เสาสังคมแสนสิริ ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้นและสังคม โดยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษายิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้แสนสิริมีความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศ และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราจึงได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ ‘Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน’ ครั้งแรกของเอเชีย ชู ‘ราชบุรีโมเดล’ เป็นจังหวัดต้นแบบ ที่เด็กหลุดจากการศึกษาจะเป็น ‘ศูนย์’ ภายใน 3 ปี ไทย และเดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิดกับ กสศ. ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อติดตามผลงานและประสานกลไกท้องถิ่น-พื้นที่ ระดมความร่วมมือค้นหาและช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ ทั้งตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วให้ได้กลับมาเรียน พร้อมส่งเสริมสนับสนุนและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้กลุ่มเด็กเสี่ยงหลุดได้เรียนต่อไป โดยปักหมุดดำเนินงานบนพื้นที่ ‘สวนผึ้ง’ เป็นอำเภอนำร่องของจังหวัดราชบุรี กับเป้าหมายของพันธกิจแรก เพื่อลดจำนวนนักเรียนหลุดนอกระบบการศึกษาในช่วงวัยระดับการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 - ม.3) ใน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ให้เป็น ‘ศูนย์’ ภายในเดือนกันยายน 2565”

917309

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยมีต้นทุนเดิมตั้งแต่ก่อนโควิด โดยมีเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในวัยเรียนปฐมวัยถึงมัธยมศึกษากว่า 1.9 ล้านคน ที่แต่เดิมก่อนโควิดมีปัญหารายได้น้อย ขาดโอกาสต่าง ๆ ประกอบกับสถานการณ์โควิดเข้ามา จึงสร้างความเสี่ยงให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในขณะที่สถานการณ์ในจังหวัดราชบุรี อ้างอิงจากข้อมูลระบบ iSEE ของ กสศ. พบว่า มีเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษากว่า 11,200 คน แบ่งเป็น เด็กปฐมวัย 3-5 ปี 66% เด็กประถมศึกษา 6-11 ปี 26% และเด็กมัธยมศึกษา 12-15 ปี 8% โดยข้อมูลเฉพาะอำเภอสวนผึ้ง พบว่ามีเด็กช่วงอายุ 3-14 ปี และนับรวมถึง 17 ปี ที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา 3,592 คน ขณะที่เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษามีจำนวน 7,650 คน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่มีความเสี่ยงกำลังจะหลุดจากการศึกษาเช่นกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้เด็กใน อ.สวนผึ้ง ทุกคนต้องได้เรียนและไม่หลุดจากการระบบการศึกษาให้ได้ภายในกันยายนปีนี้ตามเป้า

นายนิรันดร สีหาราช ปลัดอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า อำเภอสวนผึ้ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กสศ. บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และหน่วยงานในพื้นที่ ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างเต็มที่ โดยมองว่า ‘สวนผึ้ง’ ที่เป็นอำเภอนำร่องแห่งแรก ของโครงการ ‘Zero Dropout’ จะเป็นต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง และตระหนักว่าต้องสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกับการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตามบริบทของพื้นที่และความสามารถทางการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมกับการพัฒนาทักษะความรู้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถพึ่งพาตัวเองในการดำรงชีวิตได้

ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โดยการทำงานในช่วง 3 เดือนแรก เป็นช่วงของการทำงานเพื่อเรียนรู้บริบทและสถานการณ์ในพื้นที่จริง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายภาคีการทำงานระยะยาว เป็นการเคลื่อนงานจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ iSEE ที่ช่วยชี้เป้าและสะท้อนสภาพปัญหาระดับจังหวัด สู่ภาคปฏิบัติในการลงพื้นที่เพื่อสร้างความชัดเจนถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจสภาพปัญหาของนักเรียน คุณครู และโรงเรียน ที่เป็นข้อมูลรายคนและรายโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเรียนการสอนและการช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนที่ด้อยโอกาส วันนี้พอเข้าใจภาพของสภาพปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น และอาจแบ่งกลุ่มเด็กที่มีแนวโน้มการหลุดออกจากระบบโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี ออกเป็น 2 กลุ่มสาเหตุสำคัญ ได้ ได้แก่ 1) ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาซึ่งสูงกว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนมาก (High Education Cost to Earning) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนครอบคลุมจากโครงการเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล และมักจะสูงเป็นพิเศษสำหรับนักเรียนยากจนพิเศษที่มีความด้อยโอกาสหลายมิติซ้ำซ้อนทั้งด้านสุขภาพ สภาพครอบครัว และความทุรกันดารห่างไกลของที่อยู่อาศัย 2) การประเมินผลตอบแทนจากการศึกษาในอนาคต (Perceived Benefits of Education) ของครัวเรือน เนื่องจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษจำเป็นต้องให้บุตรหลานเริ่มทำงานหารายได้ตั้งแต่เข้าสู่วัยแรงงานเมื่ออายุ 15 ปี การศึกษาต่อแบบเต็มเวลาหลังภาคบังคับ หรือมหาวิทยาลัยจึงไม่ตอบโจทย์ที่เร่งด่วนของครัวเรือนเหล่านี้ การแก้ไขปัญหาในที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยมาตรการลดต้นทุนการศึกษา และ ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์ของประชากรกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพได้ในพื้นที่

102047

“ด้วยคุณลักษณะของจังหวัดราชบุรีมีความหลากหลายของบริบทของชุมชนและสังคม ทั้งมีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน มีเศรษฐกิจที่มีฐานของภาคเกษตร บริการ พาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้มีความท้าทายในเชิงสภาพปัญหาที่หลากหลายตามไปด้วย แต่จากการทำงานก็มีความประทับใจที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ความเอาใจใส่ ของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งเครือข่าย รร. ท่านนายอำเภอ สพป. ภาคประชาสังคมและวิชาการ ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการทำงาน รวมทั้งภาคเอกชนอย่าง บ. แสนสิริที่พยายามดึงภาคส่วนเพิ่มเติม เช่น พนักงาน ลูกบ้าน นักลงทุน ให้เข้ามามีส่วนร่วมวาระความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งต้องถือว่าโครงการนี้เป็นการหนุนเสริมนโยบายรัฐบาลในการ “พาน้องกลับมาเรียน” ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้การดำเนินโครงการนำร่องนี้มีความน่าสนและเป็นต้นแบบที่สามารถถอดบทเรียนเพื่อการขยายงานไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ได้เพิ่มเติม” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ตอนนี้การเคลื่อนงานด้านความช่วยเหลือได้เริ่มการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายที่เร่งด่วนที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา เป็นนักเรียนชัน ป. 6 ที่เป็นกลุ่มรอยต่อของการเปลี่ยนโรงเรียน ซึ่งน้อง ๆ เป็นกลุ่มที่ต้องการการศึกษาพิเศษ มีทั้งเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ พิการ หรือบางคนก็หลุดการศึกษาไปแล้ว 1 ปีเต็ม รวมทั้งที่ในช่วงการระบาดหนักของโควิด-19 แทบไม่มีโอกาสเข้าถึงการเรียนออนไลน์ ทำให้ต้องการช่วยเหลือในการหาโรงเรียนที่จะต้องศึกษาในระดับชั้นต่อไป เช่น โรงเรียนรุจิรพัฒน์ เป็นโรงเรียนประจำที่มีรูปแบบเฉพาะทางในการดูแลเด็ก โดยไม่เน้นวิชาการ แต่จะมุ่งไปยังกิจกรรมฝึกอาชีพ ค้นหาความถนัดของตัวเอง ส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ขณะเดียวกันยังได้มีการเชื่อมต่อไปยังสถาบันการศึกษาสายอาชีพ 5 สถาบัน ซึ่งพร้อมรองรับเด็กเมื่อจบชั้น ม.3 และมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อ รวมถึงยังร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในการผลักดันเข้าสู่สถานประกอบการในอนาคต

590192

“ควบคู่กันไปเพื่อสร้างความยั่งยืนของเป้าหมายของการพันธกิจ ‘Zero Dropout’ เด็กทุกคนต้องได้เรียน’ กสศ. ทำงานใกล้ชิดกับ มจธ. ซึ่งเป็นภาคีภาควิชาการในพื้นที่ ที่ช่วยวางแผนงานหรือ Roadmap ในการทำงานให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกที่เพื่ออำนวยให้เกิดระบบติดตามดูแลช่วยเหลือ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือป้องกันการออกกลางคันในอนาคตให้ได้ การพัฒนาออกแบบกลไกการช่วยเหลือและนวัตกรรมการศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ อีกทั้งต้องเข้าไปเสริมหนุนให้เกิดการสร้างความร่วมมือของคนในพื้นที่ที่ลงถึงระดับหมู่บ้าน ตำบล/เทศบาล และจังหวัด ภาคีประชาสังคม และเครือข่ายวิชาการพื้นที่ ให้ร่วมมือกันในฐานะเจ้าภาพจัดการพื้นที่การศึกษา (Area-based Education) เพื่อให้วาระความเสมอภาคทางการศึกษามีแนวทางและกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว”

นายสมัชชา กล่าวสรุปว่า นอกจากเป้าหมายหลักในการลดจำนวนเด็กหลุดจากการศึกษาในจังหวัดราชบุรีให้เป็น ‘ศูนย์’ ภายใน 3 ปี โครงการ ‘Zero Dropout’ จะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย และสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่พนักงาน ลูกบ้านแสนสิริและสังคม ผ่านการรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนและการระดมพลังความร่วมมือของทุกคนให้มีส่วนร่วมในการช่วยส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่ดีอย่างเสมอภาคตลอดช่วงระยะเวลาโครงการ โดยในครั้งนี้ แสนสิริได้รับบริจาคหนังสือจากพนักงานและลูกบ้านแสนสิริรวมกว่า 2,500 เล่ม พร้อมยกทัพพนักงานแสนสิริและพนักงานสีทีโอเอรวมกว่า 40 ชีวิต ลงพื้นที่ซ่อมแซมห้องสมุดให้กับโรงเรียนอนุบาลสวนผึ้งด้วยเช่นกัน

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ ‘Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน’ จากแสนสิริได้ทาง Facebook : Sansiri PLC,https://blog.sansiri.com/zero-dropout-main/ และ #SANSIRI #ZeroDropout #YOUAreMadeForLife

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล