"คาเฟ่หรู" หัวนอกเคลื่อนทัพบุกไทย แบรนด์ดัง"แฮร์รอดส์-คอสต้า"ปักธง/ตลาดชาคึก

"คาเฟ่หรู" หัวนอกเคลื่อนทัพบุกไทย แบรนด์ดัง"แฮร์รอดส์-คอสต้า"ปักธง/ตลาดชาคึก
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

คาเฟ่ "ชา-กาแฟ" หรูอินเตอร์แบรนด์ดาหน้าบุกตลาดไทย สบช่องไลฟ์สไตล์เปลี่ยน กำลังซื้อเพิ่ม กลุ่มไฮเอนด์ขยายตัว พร้อมรับเปิดเออีซี ชี้คู่แข่งในไทยยังน้อยมีแค่ "สตาร์บัคส์" ล่าสุดแบรนด์ดังอังกฤษ "คอสต้า-แฮร์รอดส์" เปิดสาขาสยามพารากอนปลายปีนี้ ด้านชาหรู "ทีดับบลิวจี ที" เดินหน้าขยายสาขารับดีมานด์เพิ่ม

คนในวงการชี้ตลาดสุดคึกคักไลฟ์สไตล์กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองชนชั้นกลางที่ขยายตัวจากกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น การเปิดรับเทรนด์จากต่างประเทศ ส่งผลให้ดีมานด์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น จาก "เทสต์" หรือ "รสนิยม" ที่เปลี่ยนไป สังเกตได้จากบรรดา "อินเตอร์แบรนด์" ชื่อดังที่รุกเข้ามาบุกตลาดไทย

โดยเฉพาะแฟชั่นแบรนด์ดังจากทั่วโลก เช่นเดียวกับตลาดร้านกาแฟ-ชา ซึ่งมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักขณะนี้ เมื่อแบรนด์ดังระดับโลกเตรียมเข้ามาปักธงขยายสาขา สิ่งที่น่าจับตาคือการเข้ามาเจาะกลุ่มระดับบน กำลังซื้อสูงที่ยังเป็นช่องว่างสำคัญของตลาด



แฮร์รอดส์-คอสต้า เปิดพารากอน

แหล่งข่าวจากวงการร้านชา กาแฟระดับพรีเมี่ยม กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้แบรนด์ร้านกาแฟสุดหรูของห้างแฮร์รอดส์ ประเทศอังกฤษ จะเข้ามาเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนในช่วงปลายเดือนนี้ โดยแฮร์รอดส์ถือว่ามีชื่อเสียงด้านกาแฟเป็นอย่างมาก เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เท่าที่ทราบผู้นำแบรนด์นี้เข้ามาเป็นทุนใหญ่ที่ทำธุรกิจด้านอื่น แต่เห็นช่องว่างดังกล่าว ทั้งนี้ พร้อม ๆ กับการเข้ามาของแบรนด์ "คอสต้า" ซึ่งเป็นอันดับต้น ๆ ในอังกฤษ เชื่อว่าจะทำให้ตลาดร้านกาแฟหรูของไทยคึกคักขึ้นทันตา

"เดิมตลาดนี้มีแค่สตาร์บัคส์ครองตลาดอยู่ ทุกค่ายก็เห็นช่องว่างตรงนี้ ทั้งคอสต้าและแฮร์รอดส์ก็อยู่ระดับใกล้เคียงกัน บวกกับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เปลี่ยนไปมาก เมื่อรวมกับเออีซีที่จะเปิดในปีหน้า จะทำให้ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ เพราะแบรนด์เหล่านี้ได้เปรียบที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หากสามารถควบคุมคุณภาพ ทำมาตรฐานได้ดี ก็จะไปได้เร็วและแรงแน่นอน"

นอกจากนี้ร้านกาแฟระดับท็อปทรีของโลกจากประเทศอังกฤษ "คอสต้า คอฟฟี่" เตรียมจะเปิดสาขาแรกในไทยปีนี้ หลังจากได้พื้นที่ในสยามพารากอน ชั้น G ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง สอดคล้องกับรายงานข่าวจากทางบริษัทแม่ คอสต้า คอฟฟี่ ที่กล่าวถึงแผนการลงทุนทั่วโลกในปีนี้ว่า ต้องการที่จะขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งกัมพูชา ไทย และพม่าในอนาคต โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นจะมีการลงทุนขยายสาขาจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันไทยเป็นที่สนใจของแบรนด์ร้านชา-กาแฟระดับโลกมากมาย ก่อนหน้านี้ "คอฟฟี่ คลับ" เบอร์ 1 ในออสเตรีย และ "ทัม แอนด์ ทัมส์" เบอร์ 1 ในเกาหลี รวมถึง "ดีนแอนด์ เดลูก้า" และ "เดอะคอฟฟี่บีน แอนด์ ทีลีฟ" ร้านกาแฟสไตล์คาเฟ่ชื่อดังจากอเมริกา ได้ทยอยเข้ามาเปิดสาขาในไทยมาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยทุกคนต่างมองว่าไทยยังมีศักยภาพขยายตัวอีกมาก บวกกับคู่แข่งหลักมีเพียง "สตาร์บัคส์" เท่านั้น ปัจจุบันมูลค่าร้านกาแฟในไทยอยู่ที่กว่า 6,000 ล้านบาท



สบช่องไฮเอนด์เมืองไทยขยายตัว

นายพริษฐ์ อนุกุลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ "อโรม่ากรุ๊ป" (Aroma Group) ผู้นำด้านธุรกิจกาแฟคั่วบดครบวงจร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตลาดร้านกาแฟและชาหรูจากนี้จะคึกคักมากขึ้น เพราะมีแบรนด์ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในตลาดต่อเนื่อง จากโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนไทยเปลี่ยนไป กลุ่มคนมีกำลังซื้อ หรือกลุ่มไฮเอนด์ในเมืองขยายตัว เส้นทางจราจรที่สะดวกขึ้น กับครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง คนนิยมอาศัยตามคอนโดฯมากขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่าย หรือการกินดื่ม เข้าร้านอาหารของคนเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ โดยแสวงหาแบรนด์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ มีความหรูหรามากขึ้น ทั้งคอนเซ็ปต์ การตกแต่ง และการบริการ เป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้แบรนด์หรูจากต่างประเทศในกลุ่มของร้านกาแฟและร้านชา ทยอยเข้ามาเปิดตัวในไทย

"หนุ่มสาวออฟฟิศที่มีกำลังซื้อ อาศัยคอนโดตามแนวรถไฟฟ้า คนกลุ่มนี้ไลฟ์สไตล์คือเดินช็อปปิ้ง หาที่พบปะกันตามห้าง ซึ่งคาเฟ่หรูกลุ่มนี้จะเข้ามาตอบโจทย์"

นายพริษฐ์กล่าวว่า ในส่วนของร้านชาหรูเริ่มเห็นเทรนด์ชัดเจนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ส่วนใหญ่ไทยเป็นตลาดของร้านกาแฟ ในส่วนของบริษัทที่มีธุรกิจร้านกาแฟชาวดอย พบว่ายอดการสั่งเมนูชาเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นเหตุให้ต้นปีต้องมีการแตกไลน์ร้านชาวดอย บับเบิ้ล ทีออกมารับเทรนด์ที่เกิดขึ้น



ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนดีมานด์ชาพุ่ง

นายทาฮา บูกดิบ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งทีดับเบิลยูจี ที ร้านชาอันดับ 1 ของสิงคโปร์ระดับพรีเมี่ยม ฉายภาพว่า คนไทยมีความรู้และความสนใจเกี่ยวกับชามากขึ้น ส่งผลให้วัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาระดับไฮเอนด์ ซึ่งผู้บริโภคคนไทยถือว่ามีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

ด้านนายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทย กรุ๊ป ผู้ได้รับสิทธิ์แบรนด์ "ทีดับบลิวจี ที" ในไทย กล่าวว่า หลังจากผลตอบรับของสาขาแรกที่เอ็มโพเรียมออกมาดีมาก สามารถทำรายได้ต่อเดือนประมาณ 5-6 ล้านบาท บริษัทจึงมีแผนขยายสาขาเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคปีละ 1 สาขา ล่าสุดเปิดสาขาที่สยามพารากอน จากนี้เตรียมเปิดเป็นเคาน์เตอร์เล็ก ๆ สำหรับซื้อกลับบ้านที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนปีหน้าจะขยายในเอ็มโพเรียม 2 ภายใต้งบฯลงทุนสาขาละ 60 ล้านบาท

ขณะที่นายจิรพงษ์ สกุลชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเตชา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านชาระดับบน "ซิมพลี ดับบลิว" อดีตแฟรนไชซี "วิททาร์ด ออฟ เชลซี" ร้านชาชื่อดังของอังกฤษ ที่หันมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง เปิดเผยว่า ซิมพลี ดับบลิว จะมีภาพลักษณ์เป็นร้านชา คาเฟ่มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและการแข่งขันที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจากนี้ยังมีแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ต้องการเข้ามาทำตลาดอีกจำนวนมาก

"ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับการดื่มชาอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มดังกล่าวมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความเก๋ รวดเร็ว เรียบง่าย และทันสมัย นอกจากนี้เทรนด์ของคนรักสุขภาพก็มาแรง ซึ่งชาก็เข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค สำหรับซิมพลี ดับบลิวจะใช้คอนเซ็ปต์ที่ทำให้การดื่มชาเป็นเรื่องง่าย ดูดี ด้วยการตกแต่งร้านและนำเสนอเมนูใหม่ ๆ"