"อเมซอน" ยึดค้าปลีกออนไลน์ ขยายบริการขายอาหารสดส่งถึงบ้าน

"อเมซอน" ยึดค้าปลีกออนไลน์ ขยายบริการขายอาหารสดส่งถึงบ้าน

"อเมซอน" ยึดค้าปลีกออนไลน์ ขยายบริการขายอาหารสดส่งถึงบ้าน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คอลัมน์ Click World เริ่มต้นจากการเป็นผู้ค้าปลีกหนังสือในตลาดสหรัฐอเมริกา มาสู่ผู้ค้าปลีกหนังสือเล่มและ "อีบุ๊ก" ให้ผู้อ่านทั่วโลก จากนั้นก็ขยับขยายสยายปีกเข้าสู่สมรภูมิอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ เรียกว่าจำหน่ายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ


ดูเหมือน "อเมซอน" จะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ หากประเมินจังหวะก้าวครั้งล่าสุดในการขยายพื้นที่บริการส่งสินค้าประเภท "อาหาร" ออกไปนอกเมืองบ้านเกิดของบริษัท เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มสูงมากที่ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์รายนี้จะโดดเข้าสู่ธุรกิจขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อการบริโภคทั้งหลายเต็มตัว

เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัลรายงานว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในโลก "อเมซอน" ขยายบริการส่งสินค้าจำพวกอาหารสดออกนอกเมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเพิ่มพื้นที่การให้บริการ "AmazonFresh" ให้ครอบคลุมพื้นที่เมืองลอสแองเจลิสอย่างเงียบ ๆ เป็นสัญญาณให้เห็นว่าอเมซอนมีโอกาสขยายบริการให้ครอบคลุมในระดับที่กว้างกว่านี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดเผยข้อมูลด้วยว่า อเมซอนเตรียมตัวเปิดบริการส่งสินค้าประเภทอาหารในรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งหมด เริ่มจากเมืองลอสแองเจลิสและซานฟรานซิสโก และมองการเปิดตัวในเขตเมืองเอาไว้อีก 20 แห่ง ทั้งในและนอกตลาดสหรัฐอเมริกาภายในปี 2557 นี้

สำหรับในเมืองซีแอตเติล ซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทแม่ของอเมซอน ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายนี้ได้เปิดส่วนธุรกิจส่งสินค้าอาหารการกินให้ลูกค้ามากว่า 6 ปีแล้ว โดยบริการดังกล่าวครอบคลุมการส่งอาหารแปรรูป, นมกล่อง, เนื้อสัตว์, อาหารกล่อง และสินค้าสำหรับการบริโภครูปแบบอื่น ๆ ถึงหน้าบ้านลูกค้าภายใน 1-3 ชั่วโมง สินค้าจะบรรจุอยู่ในกล่องกันกระแทก

วอลล์สตรีต เจอร์นัลมองว่า การขยายส่วนธุรกิจส่งสินค้าประเภทอาหารการกินจะสร้างปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างให้ "อเมซอน"ถึงแม้บริษัทจะแสดงออกอย่างแน่วแน่ว่าตั้งใจทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อสร้างจุดยืนในตลาดใหม่ แต่การจำหน่ายสินค้าเพื่อการบริโภคขึ้นชื่อว่าสามารถสร้างผลกำไรให้ผู้ประกอบการได้น้อยมาก ทั้งตลาดรวมในสหรัฐอเมริกายังมีผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างวอล-มาร์ต, โครเกอร์ และเซฟเวย์ครอบครองส่วนแบ่งตลาดแทบทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทเฟรชไดเรคท์ แอลแอลซีและพีพอด แอลแอลซี เคยเปิดบริการส่งสินค้าจำพวกอาหารการกินมาแล้วในเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมถึงนครนิวยอร์ก, ชิคาโก และฟิลาเดลเฟีย ที่สำคัญกว่านั้นคือ หนึ่งในบริษัทที่ให้บริการส่งอาหารออนไลน์อย่างเว็บแวน กรุ๊ป เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ในการประกอบธุรกิจประเภทนี้เมื่อปี 2544 ในช่วงแรกที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ภาวะฟองสบู่

แม้ในขณะนี้ "อเมซอน" ยังไม่ได้แจ้งผลประกอบการในส่วนธุรกิจ AmazonFresh แต่ "เจฟ เบซอส" ซีอีโอ "อเมซอน" ให้ข้อมูลในงานพบปะกับผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ธุรกิจดังกล่าวยังไม่ใช่ตัวทำเงินของบริษัท แต่มีผลประกอบการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

AmazonFresh คล้ายคลึงกับการเปิดตัวบริการส่งนมสด, ขนมปัง และไข่หน้าประตูบ้านของชาวอเมริกันเป็นครั้งแรก แต่ต่างตรงที่ผู้บริโภคในเมืองซีแอตเติลสามารถเลือกสั่งแอปเปิลและเนยแล้วนำมาผนวกกับสินค้าอย่างอื่นของอเมซอนอีกกว่า 100,000 ชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกม, กระดาษชำระ หรือแม้แต่น้ำมันเครื่อง โดยขณะนี้บริการ AmazonFresh ให้บริการครอบคุลมไปถึงพื้นที่ชานเมืองซีแอตเติลแล้วด้วย อัตราค่าส่งสินค้าอยู่ที่ 8-10 เหรียญสหรัฐ/ครั้ง แต่ถ้าลูกค้าสั่งสินค้ามูลค่ามากกว่า 100 เหรียญสหรัฐขึ้นไปไม่ต้องเสียค่าขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ "อเมซอน" ยังมีโปรแกรม Big Radish ให้บริการส่งฟรีสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ในราคามากกว่า 50 เหรียญสหรัฐ

"แมตต์ นีเมอร์" นักวิเคราะห์จากบริษัทเวลส์ ฟาร์โก้ แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นนี้ว่า อเมซอนน่าจะใช้โมเดลธุรกิจนี้ผลักดันยอดขายให้สินค้าทั่วไปอื่น ๆ

ของบริษัท ซึ่งทำกำไรได้มากกว่าสินค้าประเภทอาหารการกิน เขามองว่า ความต่างระหว่างบริการของอเมซอนและผู้ประกอบการส่งสินค้าอาหารเพียงอย่างเดียว คือ

อเมซอนไม่จำเป็นต้องทำให้บริการส่งอาหารทำเงินได้เป็นจำนวนมากก็ได้

"อเมซอน" สร้างโกดังสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่งในปีนี้ ทั้งในแคลิฟอร์เนีย และเทกซัส ซึ่งเป็นโกดังศูนย์กลางสำหรับย่านเมืองใหญ่ เช่น ในซานฟรานซิสโก และดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ท น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับรองรับการขยายบริการจำหน่ายสินค้าอาหารการกินของอเมซอน โดยในเดือนตุลาคมปีที่แล้วบริษัทเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าในเมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย พื้นที่ขนาด 1 ล้านตารางเมตร อยู่ทางตะวันออกของลอสแองเจลิส อีก 2 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่ตะวันออกของซานฟรานซิสโก และน่าจะเปิดใช้บริการช่วงหลายปีนี้

ฝั่งผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าประเภทอาหารในสหรัฐอเมริกามองว่า บริการ AmazonFresh ทำให้สินค้าของตนจำหน่ายได้มากขึ้น และเห็นด้วยหากอเมซอนจะขยายบริการในระดับประเทศ เนื่องจากบริการดังกล่าวรับส่งอาหารสด ๆร้อน ๆ จากภัตตาคาร, ร้านขนม หรือผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารรายย่อยอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม "อเมซอน" คิดส่วนแบ่งรายได้จากยอดขายสินค้าอาหารแต่ละชิ้นในบางครั้งอาจมากถึง 40% จากราคาสินค้าเลยทีเดียว

ด้านสำนักข่าว "เดอะ การ์เดี้ยน" มองว่า หากกลยุทธ์การขยายส่วนธุรกิจส่งสินค้าอาหารสดในตลาดสหรัฐอเมริกาของอเมซอนประสบความสำเร็จ ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายยักษ์อาจขยายบริการดังกล่าวเข้าไปในประเทศอังกฤษได้ ผู้ประกอบการหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้อเมซอนยึดครองส่วนแบ่งหลักในตลาดค้าปลีกทั้งหมด ไล่ตั้งแต่หนังสือไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งเล็กและใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่วนหนึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจในเรื่องที่อเมซอนใช้กลยุทธ์ตัดราคาจนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องถอนตัวออกจากตลาด

"บิล บิชอป" ที่ปรึกษาด้านการค้าปลีกของ "บริค มีทส์ คลิก" มองว่า การเปิดตัวบริการส่งอาหารในลอสแองเจลิสของอเมซอนเป็นแค่การทดลองตลาดเท่านั้น ตลาดถัดไปที่ "อเมซอน" น่าจะเข้าไปรุกอย่างเต็มตัวเป็นตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งเครือข่ายการขนส่งสินค้าขนาดมหาศาลของอเมซอนทำให้บริษัทมีความพร้อมสำหรับการทำธุรกิจส่งอาหารที่สั่งซื้อผ่านออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการจำหน่ายสินค้าเพื่อการบริโภคออนไลน์ในตลาดสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดรวม แต่ธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ชคาดการณ์ว่า ยอดขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านสื่อออนไลน์ปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 15,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะในตลาดอเมริกา ส่วน "คอมสกอร์" รายงานว่า ผู้ใช้งานเว็บไซต์ประมาณ 12% เริ่มซื้อสินค้าเพื่อการบริโภคผ่านสื่อออนไลน์

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล