แปลงร่างกระติบข้าว เป็น "ปิ่นโต" ไอเดียเพิ่มค่าจักสานคนขอนแก่น

แปลงร่างกระติบข้าว เป็น "ปิ่นโต" ไอเดียเพิ่มค่าจักสานคนขอนแก่น
Siamturakij

สนับสนุนเนื้อหา

"กระติบข้าว" เป็นของใช้ที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ได้รับการ ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งมาอีกรุ่นหนึ่ง แต่ละชุมชน และแต่ละท้องถิ่นมีความสามารถในการผลิตกระติบข้าวออกมาแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับชาวบ้านยางคำ ต.ยางคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เป็นแหล่งผลิตกระติบข้าวฝีมือดี ที่ได้รับการยอมรับอีกแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม และหลังจากว่างจากงานประจำก็จะทำอาชีพหัตถกรรมจักสาน โดยการรวมกลุ่มกันผลิตงานหัตถกรรมจักสาน ใช้ชื่อ "กระติบข้าวไผ่ตะวัน" โดยมีนายกองมี หมื่นแก้ว เป็นประธานกลุ่มฯ มีสมาชิกเป็นคนในชุมชนหลายสิบชีวิต ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันผลิตสินค้า และส่งมาให้ทางกลุ่มจำหน่าย

นายกองมี เล่าว่า สำหรับสมาชิกของเรามีความสามัคคีทำงาน เป็นทีม ซึ่งงานจักสานที่ทางกลุ่มทำขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านยางคำ สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ จึงเป็นลวดลายจักสานแบบดั้งเดิม

เช่น ลายคุบ ลายสอง ลายสาม ลายดอกจิก จุดเด่นของงานจักสานกลุ่มกระติบข้าวไผ่ตะวัน คือ ฝีมือ การทำลวดลายที่ละเอียด การสานที่แน่นหนา ทำให้กล่องข้าวและกระติบข้าวที่ได้สามารถเก็บอุณหภูมิของข้าวเหนียวได้ดี อันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม โดยเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุกหรือไผ่สีทองเป็นวัสดุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและได้ขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่องจากการปลูกเพื่อรองรับการขยายสินค้าตามความต้องการมากขึ้น

ด้วยศักยภาพดังกล่าว กลุ่มสานกระติบข้าวบ้านยางคำจึงถูกคัดเลือกให้เป็นกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาวิจัยในโครงการสนับสนุนนักวิจัยหน้าใหม่ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

โดยมี ผศ. ดวงจันทร์ นาชัยสินธุ์ สายวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ โปรแกรมบรรจุภัณฑ์และนิทรรศการ (หัวหน้าทีมวิจัย) อาจารย์เจด็จ ทองเฟื่อง สายวิชาประติมากรรม และอาจารย์ทรงวุฒิ แก้ววิศิษฏ์ สายวิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ศึกษาพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ กลุ่มกระติบข้าวบ้านยางคำ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน จังหวัดขอนแก่น

ผศ.ดวงจันทร์ นาชัยสินธุ์ กล่าวว่า การสร้างผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์มีแนวคิดหลักและวัตถุประสงค์ของกระบวนการ คือ เน้น สิ่งที่เห็นในรูปแบบของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานที่มีรูปแบบเฉพาะตัว

เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยกลุ่มกระติบข้าวไผ่ตะวัน เน้นการใช้วัสดุไม้ไผ่ สีทองที่เป็นทรัพยากรหลัก ของชุมชน โดยได้ดำเนินกระบวนการสร้างสรรค์ ของนักออกแบบร่วมกับกลุ่มชุมชนผู้ผลิตกระติบข้าวบ้านยางคำ คือ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดใหม่ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น

กลุ่มผู้บริโภคที่รับรู้ถึงคุณค่ารสนิยมของผลิตภัณฑ์ จากความรู้สึกของผู้บริโภคจะกระตุ้นให้เกิดการซื้อ การเลือกใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลักประยุกต์ใช้อย่างกลมกลืน ให้เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม

โดยใช้ไม้ไผ่สีสุกหรือไผ่สีทองเป็นวัสดุที่ใช้ในการจักสาน การสร้างแนวคิดของผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยการสื่อความหมายจากแนวคิด "วัฒนธรรมการกิน" การสร้างตราสินค้า ให้มีความแตกต่างกันในเรื่องของรูปร่างสีสัน และสัญลักษณ์แสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมา และแสดงถึงความแตกต่าง และการกำหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์ ให้มีการออกแบบรูปร่างผลิตภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารแนวคิดของสินค้าที่ประกอบด้วยการใช้งานที่ควบคู่กับความสวยงามแต่คงคุณค่าของงานฝีมือที่เน้นศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นไว้

จากผลงานวิจัยทำให้กระติบข้าว ไผ่ตะวัน ของชาวบ้านยางคำ มีเอกลักษณ์ จากวัสดุไม้ไผ่สีทองเนื้อดี รูปทรงที่แปลกตา ทำเป็นปิ่นโต กระเป๋า เพื่อให้เกิดประโยชน์อเนกประสงค์มากกว่ากระติบข้าวแบบเดิม การเลือกใช้สีที่ลงตัว ลวดลายที่ดูแปลกและสวยงาม สีที่ใช้ย้อมก็เป็นสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ด้วยเทคนิคการย้อมพิเศษติดทนนาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สามารถขยายกลุ่มลูกค้า จากชาวบ้าน ไปสู่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อที่สูงขึ้น

นอกจากการเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระติบข้าวไผ่ตะวันแล้ว ทีมนักวิจัย จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังมีความสนใจ มีความคิดสร้างสรรค์ นำเอาวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้ เช่น ใช้หนามไม้ไผ่ ผลน้ำเต้า นำมาสร้างสรรค์เป็นโคมไฟ ที่แขวนชุด เสื้อผ้า โดยเจ้าของผลงานคือ อาจารย์เจด็จ ทองเฟื่อง สายวิชาประติมากรรม และอาจารย์ทรงวุฒิ แก้ววิศิษฏ์ สายวิชา จิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ สมาชิกของทีมวิจัยนั่นเอง

กระติบข้าวไผ่ตะวัน โคมไฟ ที่แขวนเสื้อผ้า ผลน้ำเต้า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้มีการศึกษาข้อมูลแล้ว สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้งนักออกแบบและผู้ผลิตกลุ่มกระติบข้าว โดยมีเป้าประสงค์หลักคือให้คนในชุมชนได้สร้างสรรค์ ผลงานหัตถกรรมจักสานที่พวกเขาต้องการด้วยตัวเอง แต่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องตอบสนองกับความต้องการของตลาด

กลุ่มผู้ผลิตชุมชนต้องพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด จะส่งผลถึงการพัฒนาชุมชนสังคม เกิดทักษะอันสำคัญทางวิชาการในการเรียนรู้ให้สามารถแข่งขันในสภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง

และภูมิปัญญาเหล่านี้จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะได้มีการบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านยางคำ ซึ่งสมาชิกของกลุ่ม ได้สลับหมุนเวียนกันไปให้ความรู้เด็กๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำ และนี่ก็คืออีกหนึ่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยการนำองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัย ของนักวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในชุมชนและสังคมให้ดีขึ้น