กสิกรไทยเปิดสาขาเฉิงตู เชื่อมธุรกิจจีนตะวันตก-ไทย-อาเซียน

กสิกรไทยเปิดสาขาเฉิงตู เชื่อมธุรกิจจีนตะวันตก-ไทย-อาเซียน
Siamturakij

สนับสนุนเนื้อหา

กสิกรไทยปูฐานธุรกิจในจีน วางแผน 2 ปี เปิดครบ 5 สาขา พร้อมยื่นเป็นธนาคารท้องถิ่นรุกตลาดเอสเอ็มอีในจีน ล่าสุดเปิดสาขาเฉิงตู เป็นสาขาที่ 2 ในจีนแผ่นดินใหญ่

หวังเป็นศูนย์กลางเชื่อมธุรกิจจีนตะวันตก ไทย อาเซียน ตั้งเป้าปี 56 ปล่อยกู้ในจีน 3,000 ล้านหยวน

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงแนวทางการทำธุรกิจในจีนว่า ธนาคารกสิกรไทยมียุทธศาสตร์ที่จะรุกเข้าไปทำธุรกิจในจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ตลาดมีขนาดใหญ่และมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก ทั้งนี้ภายใน 2 ปี ธนาคารฯ ที่แผนจะเปิดสาขาในประเทศจีนอีก 2-3 แห่ง เพื่อให้มีสาขาในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจสูงของจีนครบ 5 สาขา รวมถึงการเปิดสาขาเฉิงตู เป็นสาขาที่ 2 ในจีนแผ่นดินใหญ่ และเตรียมเปิดสาขาย่อยที่ Longgang มณฑลกวางตุ้ง ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการให้บริการ เตรียมพร้อมการขอยกฐานะเป็นธนาคารท้องถิ่นของประเทศจีน (LII - Locally Incorporated Institution) ซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถขยายขอบเขตการทำธุรกิจและการให้บริการมากขึ้น ทั้งการให้สินเชื่อและเงินฝาก รวมทั้งธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) และ การบริการแก่นักลงทุนจีนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ที่ธนาคารต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างองค์ความรู้เแก่พนักงานเพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต

การเปิดสาขาเฉิงตู ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเครือข่ายการให้บริการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็นเอเซียนแบงก์ (Asian Bank) ที่มุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมจีนตะวันตกและอาเซียน สนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคไทย-จีน-อาเซียน โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี ในมณฑลเสฉวน ซึ่งมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงเป็นอันดับที่ 8 และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์สู่ภาคตะวันตกของจีน

สาขาเฉิงตู จะเน้นให้บริการทางการเงินแก่ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศจีน กลุ่มนักธุรกิจที่ทำการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาค ไทย-จีน-เออีซี การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนระหว่างไทย-จีน ด้วยพนักงานที่มีความรู้และความพร้อมทางด้านภาษาไทย จีน และอังกฤษ

ในปี 2556 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในประเทศจีนรวมประมาณ 3,000 ล้านหยวน ผ่านโครงการปล่อยกู้ร่วม (co-lending) กับธนาคารพันธมิตรในจีน และการปล่อยกู้ตรงแก่ลูกค้าที่มีการแนะนำกันต่อ และตั้งเป้ายอดเงินฝากประมาณ 3,000 ล้านหยวน เน้นกลุ่มนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยใช้เงินฝากในประเทศจีนเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อในไทย วางเป้าปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ผ่านสาขาเซินเจิ้น จำนวน 4,000 ล้านหยวน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผลการดำเนินงานในประเทศจีนมีคุณภาพสินเชื่อดีและมีกำไรตั้งแต่ปีแรก ๆ จากการปล่อยกู้สินเชื่อเอสเอ็มอีและรับฝากเงินจากลูกค้ารายใหญ่ ทำให้ยอดสินเชื่อในปี 2554-2555 เติบโตถึง 68.40% และปัจจุบัน (มี.ค.56) มียอดสินเชื่อ (Outstanding loan) รวม 1,513 ล้านหยวน เพิ่มจากสิ้นปีที่แล้ว 17.3% คาดเมื่อถึงสิ้นปีนี้ยอดสินเชื่อจะเพิ่ม 132.56%

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทย ทั้งในไทยและจีน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศจีน ในกลุ่ม High-technology, Green Innovation ซึ่งมีตลาดขนาดใหญ่ มีโอกาสเติบโตสูง ผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมนำเข้า-ส่งออกระหว่างไทยและจีน ได้แก่ กลุ่มสินเค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์), อุปกรณ์ Hardware (เครื่องมือการเกษตร เครื่องตัดโลหะ), เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมส่งออกอาหารกลุ่มนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2555 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากจีนทั้งสิ้น 44 โครงการ เงินลงทุน 12,829 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากยาง โลหะภัณฑ์

นายบัณฑูร กล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีสาขาในจีน 3 สาขา คือ สาขาเซินเจิ้น สาขาเฉิงตู สาขาฮ่องกง และ 3 สำนักงานผู้แทน คือ สำนักงานผู้แทนกรุงปักกิ่ง สำนักงานผู้แทนนครเซี่ยงไฮ้ และสำนักงานผู้แทนเมืองคุนหมิง รวมถึงมีธนาคารพันธมิตรที่กระจายอยู่ในแต่ละประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรองรับความต้องการทางธุรกิจระหว่างอาเซียนและจีนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง