"เศรษฐีหุ้น" รวยท่วมเท่าตัว "หมอเสริฐ" เบียด "ทองมา" ขึ้นเแชมป์

"เศรษฐีหุ้น" รวยท่วมเท่าตัว "หมอเสริฐ" เบียด "ทองมา" ขึ้นเแชมป์
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

เปิดพอร์ตเศรษฐีหุ้นไทยรวยเพิ่มเท่าตัว โหนกระแสตลาดหุ้นกระทิงไตรมาสแรกมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นเฉียด 2 ล้านล้านบาท

ดัน "หมอเสริฐ" ขึ้นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย หลังสะสมหุ้น BGH ต่อเนื่องปั้นพอร์ตโตแตะ 4.77 หมื่นล้านบาท เบียด "ทองมา" แชมป์ 3 สมัยตกไปอยู่อันดับ 2 ส่วน "คีรี" เสี่ยบีทีเอส ครองอันดับ 3 รวยหุ้น 3.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ "ตระกูลมาลีนนท์" ร่วง หลัง BEC ทำเงินหาย 1.5 พันล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยปี 2555 ที่ผ่านมาเป็นช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็น "ปีแห่งความมั่งคั่ง" ของตลาดทุนและนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมากกว่า 35%

เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน ด้วยมูลค่าตลาดรวม 11.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 8.4 ล้านล้านบาท ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมาก เรียกว่าความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.43 ล้านล้านบาท ในเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น

ขณะที่ไตรมาส 1/2556 แนวโน้มยังสดใส จากวันแรกที่ปิดตลาดระดับ 1,407.45 จุด ก็มีทิศทางพุ่งตัวอย่างร้อนแรง จนขึ้นไปแตะระดับสูงสุดถึง 1,601.34 จุด หรือปรับตัวขึ้นราว 193.89 จุด เพิ่มขึ้น 13.78%

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความคึกคักดังกล่าวก็ต้องถูกเบรกด้วยมาตรการสกัดความร้อนแรงของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบกับปัจจัยภายในภายนอกต่าง ๆ ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกันออกมากดให้ดัชนีร่วงกว่า 100 จุด และเมื่อ 29 มี.ค. 56 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,561.06 จุด ด้วยมูลค่าตลาดรวม 13.29 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันดัชนีก็แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 1,400-1,500 จุด

ทั้งนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รวบรวมข้อมูลความมั่งคั่งของ 10 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตรวจสอบจากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ประเภทบุคคลธรรมดา ที่มียอดถือครอง ณ วันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (ณ วันที่ 10 เม.ย.) กับราคาปิดวันที่ 29 มี.ค. ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของไตรมาส 1 โดยเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลจากความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้น ณ 30 ก.ย. 2555 ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,299.71 จุด


หมอเสริฐ ขึ้นแชมป์เศรษฐีหุ้น

ผลสำรวจพบว่า "น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ" หรือ "หมอเสริฐ" ได้กระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มเศรษฐีหุ้นทันที จากปีก่อนหน้าอยู่อันดับ 4 โดยพอร์ตของ "หมอเสริฐ" มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 47,741.88 บาท จากปี 2555 ที่มีเงินจากการลงทุนหุ้นมูลค่า 21,123.49 ล้านบาท (จากการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ 30 กันยายน 2555)

โดยสาเหตุที่ทำ ให้ "หมอเสริฐ" ขึ้นมานั่งแท่นแชมป์ เพราะมีการทยอยสะสมหุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นจำนวนถึง 290,201,434 หุ้น คิดเป็น 18.78% รวมเป็นมูลค่า 47,738.14 ล้านบาท

จากก่อนหน้านี้ที่ถือเพียง 12.7% ประกอบกับราคาหุ้น BGH ที่พุ่งขึ้นจากต้นปี 2556 อยู่ที่ 113 บาท ไปเป็นหุ้นละ 164.50 บาท ก็ส่งเสริมความมั่งคั่งของ "หมอเสริฐ" แบบทวีคูณ นอกจากนี้ "หมอเสริฐ"

ยังถือ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) จำนวน 125,800 หุ้น คิดเป็น 0.79% ราคา 29.75 บาท รวม 3.74 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจด้วย ทำให้พอร์ต "หมอเสริฐ" มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นในไตรมาส 1 "47,741.88 บาท" เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเงินลงทุนหุ้น 21,123.49 ล้านบาท

ทองมา ร่วงแชมป์ 3 ปีซ้อน

ส่วนอันดับ 2 "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" หล่นจากเก้าอี้แชมป์หุ้น 3 ปีซ้อน (2553-2555) เนื่องจากปิดไตรมาส 1 "ทองมา" มีเพียงยอดการถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) จำนวน 1,305,300,000 หุ้น 58.76% ราคา 30 บาท "รวมเป็นมูลค่า 39,159 ล้านบาท" ซึ่งแม้จะสูงกว่าปีก่อนที่มีมูลค่าพอร์ตอยู่ที่ 23,497.78 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครองแชมป์ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ "ทองมา" ต้องก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำ อาจเป็นผลมาจากการ "ลดสัดส่วนถือครองหุ้น" เนื่องจากในวันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด พบว่า

"ทองมา" ไม่มีรายชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) เหมือนเช่นในปีก่อนแล้ว

สำหรับ เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ตกเป็นของ "คีรี กาญจนพาสน์" ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ร่วงลงจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 2 โดยการสำรวจครั้งนี้พบว่า "คีรี" ถือหุ้น BTS 3,964,048,573 หุ้น 36.01% ราคา 9.40 บาท รวมมูลค่า 37,262.06 ล้านบาท บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) จำนวน 121,401,065 หุ้น คิดเป็น 0.68% ราคา 1.97 บาท รวมเป็นมูลค่า 239.16 ล้านบาท บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) 5,885,090 หุ้น 1.96% ราคา 131.50 บาท รวม 773.89 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่าความมั่งคั่งจากการลงทุนหุ้นไตรมาส 1 ทั้งสิ้น "38,275.11 ล้านบาท" เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 23,456.07 ล้านบาท

เศรษฐี หุ้นอันดับ 4 "อนันต์ อัศวโภคิน" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) หล่นจากอันดับ 3 ในปีก่อน โดยในไตรมาส 1 ถือหุ้น LH 2,382,639,623 หุ้น 23.76% ราคา 12.80 บาท รวม 30,497.79 ล้านบาท บมจ.แมนดารินโฮเต็ล (MANRIN) จำนวน 366,400 หุ้น คิดเป็น 0.36% ราคา 22.00 บาท รวม 8.06 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนหุ้นทั้งหมด "30,505.85 ล้านบาท" เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่าพอร์ต 21,687.96 ล้านบาท

ขณะที่อันดับ 5 ยังคงยึดเก้าอี้เหนียวแน่น "วิชัย ทองแตง" นักลงทุนมืออาชีพ ที่หันมาเอาดีด้านธุรกิจโรงพยาบาล ลงทุน BGH จำนวน 153,669,155 หุ้น หรือ 9.94% ราคา 164.50 บาท รวม 25,278.58 ล้านบาท และถือหุ้น บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) (อยู่ในกลุ่ม บจ.ที่แก้ไขผลการดำเนินงาน

ไม่ได้ตามกำหนด) 200 ล้านหุ้น 8.04% ราคา 1.36 บาท รวม 272 ล้านบาท บมจ.ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ (TH) จำนวน 60 ล้านหุ้น 9.84% ราคา 2.74 บาท รวม 164.4 ล้านบาท คิดเป็นเงินลงทุนในหุ้นทั้งสิ้น "25,714.98 ล้านบาท" เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ 16,791.43 ล้านบาท

ทายาทโอสถานุเคราะห์อันดับ 6

ส่วนนักลงทุนหนุ่มทายาทโอสถสภา "นิติ โอสถานุเคราะห์" ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 6 จากปีก่อนที่อยู่อันดับ 7 โดย

พบ ว่าลงทุนใน บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) จำนวน 2,742,195 หุ้น หรือ 1.37% ราคา 31 บาท รวม 85 ล้านบาท บมจ.ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ (BAT-3K) จำนวน 495,100 หุ้น 2.48% ราคา 70 บาท รวม 34.66 ล้านบาท บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) จำนวน 7,475,400 หุ้น 0.91% ราคา 215.00 บาท รวม 1,607.21 ล้านบาท

บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) จำนวน 1,588,830 หุ้น 2.09% ราคา 393.00 บาท รวม 624.41 ล้านบาท บมจ.โรงแรม

เซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) จำนวน 36,129,511 หุ้น 2.68% ราคา 38.75 บาท รวม 1,400.02 ล้านบาท บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) จำนวน 24,786,200 หุ้น 1.14% ราคา 94.50 บาท รวม 2,342.3 ล้นบาท บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) จำนวน 332,901,303 หุ้น 4.73% ราคา 17.10 บาท รวม 5,692.61 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังมี บมจ.อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) (IRC) จำนวน 3,840,500 หุ้น 1.92% ราคา 19.40 บาท รวม 74.50 ล้านบาท บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) 284,987,685 หุ้น 7.60% ราคา 24.30 บาท รวม 6,925.20 ล้านบาท บมจ.โอเชียนกลาส (OGC) จำนวน 346,800 หุ้น 1.63% ราคา 61.00 บาท รวม 21.15 ล้านบาท บมจ.เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ (PR) จำนวน 2,927,000 หุ้น 2.44% ราคา 65.00 บาท รวม 190.26 ล้านบาท บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น (SE-ED) จำนวน 4,019,290 หุ้น 1.13% ราคา 9.65 บาท รวม 38.79 ล้านบาท

และในงวดนี้ "นิติ" ได้เข้ามาถือหุ้น บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (SNP) ซึ่งเป็นหุ้นที่ซื้อเข้ามาเพิ่มใหม่อีกจำนวน 960,100 หุ้น 0.92% ราคา 190 บาท รวม 182.42 ล้านบาท ทำให้มูลค่าเงินลงทุนในหุ้นทั้งสิ้น "19,218.53บาท" เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเงินลงทุนหุ้น 12,330.68 ล้านบาท

ตระกูลมาลีนนท์ มั่งคั่งลดลง

ขณะ ที่ "เศรษฐีหุ้น" ตระกูลมาลีนนท์" ได้รับผลกระทบจากที่ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับตัวลดลง ทำให้จากข้อมูล ณ ไตรมาส 1/56 แต่ละคนมีเงินลงทุนหุ้นเฉลี่ยลดลงราว 1.5 พันล้านบาท ได้แก่ "ประชุม มาลีนนท์" ซึ่งลงทุน BEC จำนวน 127,575,000 หุ้น หรือ 6.38% ราคา 64.25 บาท รวม 8,196.69 ล้านบาท บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) จำนวน 3,200,000 หุ้น 0.67% ราคา 16 บาท รวม 51.20 ล้านบาท บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (MJD) จำนวน 4,500,000 หุ้น 0.64% ราคา 2.52 บาท รวม 11.34 บาท บมจ.ศิครินทร์ (SKR) จำนวน 3,200,000 หุ้น 3.20% ราคา 28.00 บาท รวม 89.60 ล้านบาท "มูลค่าทั้งสิ้น 8,348.83 บาท" ลดลงจากปีก่อนที่มีความมั่งคั่งจากหุ้น 9,861.37 ล้านบาท

สำหรับ "นิภา มาลีนนท์" และ "ประวิทย์ มาลีนนท์" มีสัดส่วนการถือหุ้น BEC รายละ 127,575,000 หุ้น 6.38% ราคา 64.25 บาท "รวมมูลค่ารายละ 8,196.69 บาท" ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ 9,759.49 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มเศรษฐีหุ้นที่มีความร่ำรวยจากการลงทุนหุ้นลดลง

นอกจากนี้ ยังมีความเปลี่ยนแปลงจากที่มีการเทขายหุ้น โดยในกรณีของ "สาธิต วิทยากร" ซึ่งปีที่แล้วเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 6 จากการที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BGH ขณะนี้ได้หลุดจาก 1 ใน 10 เศรษฐีหุ้นเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากได้ขายหุ้น BGH ออกมาจนไม่ติดอันดับรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ อีกทั้งช่วงปิดสมุดทะเบียนที่สำรวจ ก็ยังไม่พบว่ามีการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอื่นด้วย

อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่าอันดับเศรษฐีหุ้นจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่จากตลาดหุ้นไทยช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงขาขึ้น จนมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มขึ้นเป็น 13.29 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/56 จึงทำให้เศรษฐีหุ้นไทยส่วนใหญ่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล