เด็กไทยเห่อรวยทางลัด แห่เปิดพอร์ตเล่นหุ้น เข้าคอร์สติวเข้ม

เด็กไทยเห่อรวยทางลัด แห่เปิดพอร์ตเล่นหุ้น เข้าคอร์สติวเข้ม
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

ในยุควัยรุ่นพันล้าน ปรากฏการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อยกำลังเป็นเทรนด์ฮิต ที่ใครๆก็อยากเป็นและตลาดหุ้นกลายเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้กระโจนเข้าสู่การลงทุนที่ดูเหมือนจะได้เงินง่ายและประสบความสำเร็จเร็วจึงไม่แปลกที่จะเห็นเด็กมหาวิทยาลัยพากันจับกลุ่มติว คุยเรื่องหุ้นเป็นเรื่องปกติ ทำให้หลักสูตร

การอบรมเรื่องนี้จึงเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น อย่างโครงการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ชื่อว่า Young Financial Star Competition หรือ YFS ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป จนถึงระดับปริญญาโท ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี ไม่จำกัดคณะวิชาและสถาบันการศึกษา โครงการนี้เริ่มมากว่า 10 ปีแล้วและมีแนวโน้มว่ามีผู้สนใจเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งยัง

มีหลักสูตรต่างๆที่อบรมแก่ผู้ลงทุนมือใหม่สำหรับบุคคลทั่วไป หรือการอบรมเรื่องการจัดการใช้และเก็บออมเงินสำหรับเด็ก อย่างหลักสูตรที่มีชื่อว่า "เงินทองเป็นของมีค่า" อีกด้วย โดยทางเจ้าหน้าตลาดหลักทรัพย์ให้ข้อมูลกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นในขณะนี้กำลังเป็นกระแสที่คนกำลังสนใจ และมีวัยรุ่นให้ความสนใจกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างหลักสูตรผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ที่เปิดอบรมสำหรับนักศึกษาชั้นปี3 ก็มีผู้สนใจมากขึ้นทุกปี

ปีล่าสุดมีนักศึกษาให้ความสนใจราว 5,688 คน โดยหลักสูตรครบคลุมมหาวิทยาลัย 90 แห่งทั่วประเทศไทย และที่เลือกเป็นนักศึกษาชั้นปี 3 ก็เพื่อให้จบไปสามารถประกอบอาชีพได้เลย โดยหลักสูตรนี้ผู้เรียนสามารถไปเป็นนักลงทุนหรือประกอบอาชีพได้เมื่อสอบไลซ์เซนผ่าน

ด้านนายภาวิช กลิ่นประทุม นักลงทุนตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงเทรนด์การลงทุนตลาดหุ้นในปัจจุบันกำลังเป็นกระแสฮิต เพราะมองว่าได้เงินง่ายและเร็ว แต่นักเล่นหุ้นมือใหม่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะขาดทุนในระยะเริ่มแรก เพราะมักซื้อหุ้นตามข่าวหรือไม่ก็ซื้อหุ้นที่มีราคาสูงมากอยู่แล้ว แต่หากผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะเรียนรู้และมีความชำนาญมากขึ้นเข้าใจหุ้นมากขึ้น ซึ่งจะสร้างกำไรในภายหลัง

โดยปัจจุบันนี้มีเด็กวัยรุ่นเข้ามาให้ความสนใจมากขึ้นเด็กบ้างคนอายุยังไม่ถึงก็ให้พ่อแม่เปิดพอร์ตให้ หลายคนศึกษาจากหนังสือหรือเข้าอบรมหลักสูตรต่างๆ และหลายสำนักพิมพ์ที่เคยผลิตหนังสือในแนวการลงทุนก็หันมาทำการพัฒนาองค์กรให้ครบวงจรด้านการลงทุน ที่มีทั้งหนังสือและคอร์สอบรมควารู้เรื่องหุ้นตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปถึงเทคนิคต่างๆ ถึงอย่าไรก็ตามการศึกษาพร้อมกับลงมือทำไปด้วยจะทำให้เข้าใจมากขึ้น นายภาวิชกล่าว

เมื่อเทียบความสำเร็จผู้เล่นหุ้นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีโอกาสสำเร็จมากกว่าเด็กแต่การเริ่มลงทุนตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องดี ผมสนับสนุนให้เริ่มตั้งแต่เด็กเพราะเด็กมีโอกาสแก้ตัวได้ มีตัวอย่างเคสคุณลุงคนหนึ่งที่เพิ่งเกษียรแล้วนำเงินที่เก็บมาเล่นหุ้นผ่านไป 6 เดือน เงินเก็บของคุณก็ลดลงไปเกือบครึ่ง ซึ่งช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ แต่ถ้ายัง

เด็กอยู่ก็มีโอกาสล้มได้หลายครั้ง เหมือนการปั้นจักรยาน ไม่มีใครปั้นแล้วไม่เคยล้มแต่เมื่อปั่นเยอะๆก็จะมีประสบกาณ์ว่าควรปั่นอย่างไรไม่ให้ล้ม และถ้าให้คนแก่กับเด็กมาหัดจักรยานพร้อมกัน การหัดปั้นในวัยเด็กเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเพราะเมื่อล้มก็ลุกขึ้นมาปั่นใหม่ได้แต่ถ้าเป็นคนแก่ล้มไปก็มีความเสี่ยงบาดเจ็บมากกว่าเด็กและฟื้นตัวยากกว่าเด็ก

สำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถามว่ารวยไหม "ผมบอกเลยว่า ถ้าใครอยู่ในการลงทุนนี้เกิน 10 ปี ต้องรวยแน่"

นายภาวิชแนะนำผู้ที่สนใจลงทุนด้านตลาดหลักทรัพย์ว่า "สำหรับมือใหม่ควรศึกษาหาข้อมูลและเปิดใจยอมรับความผิดพลาดของตัวเองเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงข้อบกพร่องเหล่านั้นและควรเตรียมใจว่าระยะแรกจะมีโอกาสขาดทุนสูง เพราะการเล่นหุ้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้องอาศัยประสบการณ์"

หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่ผปู้ลงทุนได้เลือกศึกษาคือหนังสือประเภทธุรกิจโดยประชาชาติธุรกิจได้ทำการสำรวจและสัมภาษณ์ ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ดังอย่าง "บีทูเอส" และ "ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์"

โดยทางบริษัทบีทูเอสให้สัมภาษณ์ถึงหนังสือที่ขายดีในร้านเป็นหนังสือประเภทธุรกิจและหัวข้อที่มีคนสนใจมากเป็นคือเทคนิคเล่นหุ้น สำหรับสำนักพิมพ์ที่ขายดีที่สุดเป็นของ ′สต๊อก ทูมอร์โรว์′ รองลงมาเป็นของสำนักพิมพ์ ′Think Beyond′ ที่ออกมาเป็นซีรี่ย์(เรื่องชุด) ส่วนนักเขียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ′นายภาวิทย์ กลิ่นประทุม′

ทั้งนี้หนังสือหุ้นมีระดับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะปัจจุบันที่เติบโตมากขึ้น ส่วนหนังสือการลงทุนที่เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการลงทุนด้านทองคำที่ได้รับความนิยมหลังจากทองราคาขึ้นซึ่งผู้อ่านหนังสือประเภทนี้มีอายุตั้งแต่ 25-60 ปี

ส่วนทางด้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ โดย นายศรีนวล ก้อนศิลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ด้านการตลาดและสินค้า ว่า หนังสือขายดีตามมูลค่าการขายโดยมีหนังสือด้านบริหารธุรกิจติดอันดับ 4 และใน 50 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในหมวดนี้ เป็นหนังสือด้านหุ้น และการลงทุนธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเทคนิคการเล่นหุ้นและหุ้นสำหรับมือใหม่เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ส่วนนักเขียนที่ขายดีที่สุดในประเภทนี้คือ นายภาวิทย์ กลิ่นประทุม

โดยกลุ่มผู้อ่านมีตั้งแต่ระดับนักศึกษาไปถึงวัยทำงาน และเป็นที่น่าสังเกตว่า มีการบรรยายเรื่องหุ้นในสถาบันระดับอุดมศึกษามากขึ้นและได้รับความสนใจจากนักศึกษาไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่นักศึกษาที่สนใจการอบรมเรื่องหุ้นแต่บุคคลในวัยทำงานปัจจุบันก็นิยมศึกษาและเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกเช่นกัน

นายศรีนวลมองแนวโน้มยอดการขายของหนังสือการลงทุนหุ้นยังมีแนวโน้มดีมากอยู่และเชื่อว่าจะมีหนังสือใหม่ทยอยส่งออกมาวางตลาดอย่างต่อเนื่องซึ่งน่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หนังสือกลุ่มธุรกิจที่ขายดีรองลงมาคือหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจขนาดเล็ก

ประชาชาติธุรกิจได้สัมภาษณ์นักลงทุนรุ่นเล็กอย่าง นายพรคง ปัญญางาม อายุ 23 ปี นักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ 1 หลักสูตรควบตรีโททางบัญชีและบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท SET Star Investment Planner ที่สุดแห่งนักวางแผนการลงทุน บนเวทีแข่งขัน Young Financial Star Competition 2012 ได้ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจว่า ได้สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นเพราะตรงกับสายที่เรียนมา และมองว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้สร้างรายได้มากเพื่อจะเกษียณได้เร็ว เริ่มเล่นตั้งแต่อายุ 21 หรือเมื่อ 2ปีที่แล้ว ใช้เวลาในการศึกษา 1 เดือน หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือเล่นจริงด้วยเงินของตัวเอง

เงินที่ใช้ลงทุนก็เป็นหลักหมื่นที่ใช้เวลาน้อยในการศึกษาเพราะเห็นว่าการลงมือจริงจะทำให้เราเข้าใจและอยู่ในความสนใจเรามากกว่า ก็มีปรึกษาพ่อแม่บ้าง แต่ถ้าเกี่ยวกับข้อมูลการลงทุนก็จะปรึกษาเพื่อน เพราะเขาเล่นหุ้นมาตั้งแต่ ม.6 จึงมีข้อมูลเยอะกว่า ส่วนสไตล์การเล่นหุ้นของนายพรคง เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า ตนเองจะจะมองหุ้นมีพื้นฐานดี มีราคายังไม่สูงเท่าที่ควรจะเป็นและยังไม่เป็นที่รู้จัก และมีหลักการเลือกลงทุน มี 3 ข้อดังนี้

1.มองเศรษฐกิจมหาภาคในช่วงเวลานั้นว่ามีสภาพอย่างไร
2.ศึกษาในรายอุตสาหกรรมที่มีแวรุ่งในช่วงนั้น
3.ศึกษาด้านการเงินในตัวบริษัทที่เราสนใจลงทุน

แม้ นายพรคง ปัญญางาม จะเริ่มหุ้นขณะยังศึกษาอยู่ แต่ก็กล่าวว่าการใช้เวลาในการหาข้อมูลเพื่อลงทุนนั้นไม่ได้ทำให้เสียการเรียน เวลาที่ใช้ก็เป็นเวลาที่คนอื่นอาจนำไปใช้ทำงานอดิเรกอื่นๆที่ต่างกัน แต่เขาใช้ในการศึกษาและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และความรู้ที่ได้ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนได้

นายพรคงทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับผู้สนใจเข้ามาสลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ขณะนี้ว่า "ตอนนี้ภาวะตลาดราคาหุ้นสูง ควรดูหุ้นที่มีพื้นฐานดีราคาเหมาะสมกับค่าตอบแทนในอนาคตและควรลงทุนด้วยเงินเย็น ไม่ใช่เงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คนที่คิดว่าการเล่นหุ้นนั้นได้เงินง่ายและเร็วนั้นควรเข้าใจว่ามีความเสี่ยงด้วย แต่ถ้าหาข้อมูลให้รู้ให้เข้าใจก็จะลดความเสี่ยงได้"

นายธีรชาติ ภู่ธำรงวัฒน์ อายุ 22 ปี นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกคนที่เข้าวงการตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้ให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจว่า มีความสนใจตั้งแต่เด็กเนื่องจากคุณพ่อลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ตัวเองยังชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว

นายธีรชาติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นลงทุนว่า ในตอนแรกแค่ต้องการออมทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไป จึงเริ่มจากการซื้อกองทุนซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 15 ปี พออายุ 18 ปีก็ต้อเริ่มซื้อขายหุ้นเพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยให้คุณพ่อเปิดพอร์ตให้ ผลตอบแทนที่ได้ราว 40-50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ โดยจะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดี ราคาไม่สูงมาก แต่สำหรับผู้ชอบซื้อหุ้นพื้นฐานดีมากๆ ราคาสูงก็ไม่ผิดอะไร เพราะแต่ละคนมีสไตล์ไม่เหมือนกัน

สำหรับคำแนะนำของมือใหม่หัดลงทุนว่าการลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ด้วยเช่นกันต้องศึกษาให้เยอะ สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีความสนใจในตลาดหลักทรัพย์ แนะนำให้ลงทุนในกองทุนดัชนี จะได้ไม่ต้องค่อยติดตามข้อมูลบริษัท แต่ถ้าพร้อมศึกษาก็แนะนำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากกว่า

ถือเป็นกรณีตัวอย่างเมื่อผู้คนสมัยนี้ให้ความสนใจกับการลงทุนมากขึ้นและแนวโน้มอายุของผู้สนใจก็มีอายุน้อยลง ทำให้ผู้สำเร็จด้านธุรกิจที่มีอายุยังน้อยมีมากขึ้นจนกลายเป็นปรากฎการวัยรุ่นพันล้าน