ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น128.78จุด

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (10 เม.ย.) พุ่งขึ้น 128.78 จุด หรือ 0.88% ปิดที่ 14,802.24 จุด ดัชนี S&P 500 ดีดขึ้น 19.12 จุด หรือ  1.22% ปิดที่ 1,587.73 จุด และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 59.40 จุด หรือ 1.83% ปิดที่ 3,297.25 จุด ซึ่งเป็นการปิดบวกติดต่อกัน 3 วันทำการ โดยดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 ปิดทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณณ์ ขานรับรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่า คณะกรรมการเฟดมีความเห็นที่พ้องกันในเรื่องประโยชน์ของการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE   รายงานการประชุมเฟดเป็นปัจจัยหลักที่หนุนตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้น โดยรายงานระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) มีความเห็นพ้องต้องกันว่า มาตรการ QE เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและสามารถชดเชยปัจจัยลบที่เป็นผลมาจากต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น   ในการประชุมเมื่อวันที่ 19-20 มี.ค.ที่ผ่านมา เฟดมีมติใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเดินหน้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) ของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุน วงเงิน 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุการไถ่ถอนนานขึ้นวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้น่าจะยังคงสร้างแรงกดดันช่วงขาลงต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว ช่วยหนุนตลาดจำนอง และช่วยทำให้ภาวะทางการเงินในวงกว้างมีความผ่อนคลายมากขึ้น   เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดกล่าวว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของสหรัฐอย่างมาก พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะยังคงประเมินต้นทุน ผลประโยชน์ และประสิทธิผลของโครงการซื้อสินทรัพย์   นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่จีนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นการเปิดโอกาสให้จีนใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปได้ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ขยายตัว 2.1% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งลดลงจาก 3.2% ในเดือนก.พ. และต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5%   นักลงทุนจับตาดูกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 6 เม.ย.ในวันนี้เวลา 19.30 น.ตามเวลาไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 365,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 385,000 ราย