โลกต้องปรับตัว ตามหัวพญาอินทรี "ทรัมป์-ไบเดน" ไม่ว่าใครก็เขย่าเศรษฐกิจโลก

โลกต้องปรับตัว ตามหัวพญาอินทรี "ทรัมป์-ไบเดน" ไม่ว่าใครก็เขย่าเศรษฐกิจโลก

วันชี้ชะตา "หัวพญาอินทรี" นอกจากชาวมะกันทั่วประเทศจะลุ้นระทึกกันแล้ว นักลงทุน โบรคเกอร์ รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ และผู้ประกอบการทั้งระดับ Micro และ Macro ในต่างประเทศ ต่างลุ้นกันตัวโก่งไปตามๆ กัน เพราะนโยบายของ "โดนัลด์ ทรัมป์" และ "โจ ไบเดน" ที่ใช้หาเสียงไปกันคนละทิศทางเลยทีเดียว นอกจากจะมีผลต่อเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ ยังมีผลโดยตรงต่อประเทศคู่ค้า และเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมหลายคนจึงจับตามองชนิดตาไม่กระพริบเลย!

เอาล่ะ! อยากรู้แล้วใช่มั้ยหากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จะออกมานี้ "โดนัลด์ ทรัมป์" หรือ "โจ ไบเดน" ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง Sanook Money มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยมาฝากกัน  

gettyimages-1281735457

ความหวังตลาดเงิน-ตลาดทุน

  •   ถ้า "โจ ไบเดน" ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 64 จะฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 3% ค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่นๆ ตามความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ลดลง

นักทวิตทีเดียวสะท้านเศรษฐกิจโลก

  •   ถ้า "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อาจทำให้ตลาดเงินทุนผันผวนมาก ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนค่าลง แม้ว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่า "ทรัมป์" อาจไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติเลย และอาจทำให้การใช้นโยบายกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด

สรุป ดูเหมือนนโยบายของ "โจ ไบเดน" จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" แม้นโยบายของทั้งคู่จะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือหมายหัว "จีน" เป็นคู่แข่งและภัยคุกคามความเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกนั่นเอง ที่สำคัญยังส่งผลต่อประเทศกลุ่มอาเซียน และไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง