เปิด 10 บิ๊กอสังหากำไรท่วม 2.39 หมื่นล้าน

เปิด 10 บิ๊กอสังหากำไรท่วม 2.39 หมื่นล้าน
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

อานิสงส์มาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ท็อปเทนบริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นกำไรสุทธิอู้ฟู่รวมกัน 2.39 หมื่นล้านบาท

"แลนด์ฯ แอนด์ เฮาส์" รั้งแชมป์กำไรสูงสุดกว่า 5.5 พันล้าน

"แสนสิริ" ที่ยอดรับรู้รายได้โตพรวด 3 หมื่นล้านบาทเศษ แต่กำไรสุทธิสอยอันดับ 3

"ศุภาลัย" เจ๋งทำสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้สูงสุดที่ 23.5%

ส่วน "เพอร์เฟค" รับรู้ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนสกีรีสอร์ต-โรงแรมที่ญี่ปุ่น รั้งอันดับ 10


ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจผลประกอบการปี 2555 ของ 10 บริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก มีกำไรสุทธิรวมกัน 23,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% ปัจจัยมาจากนโยบายปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติที่น่าสนใจว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ถึงแม้มียอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 3 รองจาก บมจ.แสนสิริ และ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท คือ 24,432 ล้านบาท แต่กลับครองความเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มีผลกำไรสุทธิประจำปีสูงสุดคือ 5,540 ล้านบาท และมีสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ถึง 22.6%

 

 

 


"แสนสิริ" เม็ดเงินอันดับ 3

สำหรับ บมจ.แสนสิริ ที่มีผลประกอบการปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะไตรมาส 4/2555 มียอดรับรู้รายได้รวม 14,073 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งอย่างพฤกษาฯ และแลนด์ฯ ขึ้นมาเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุดของปี 2555 คือ 30,087 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกำไรสุทธิยังคงเป็นอันดับ 3 ทำได้ 3,019 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ประมาณ 10% ขณะที่ บมจ.พฤกษาฯ มีกำไรสุทธิและยอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 2 คือ 3,892 ล้านบาท และ 27,141 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 14.3%

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายทำสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 12% แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สิ่งที่เน้นคือการทำให้แสนสิริเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ

"เรื่องกำไรสุทธิเราก็พยายามเข็นให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะผมไม่สนใจว่ากำไรสุทธิจะนำมาอ้างอิงที่หนึ่ง แต่ที่ผมสนใจคือลูกค้า เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ไม่สนใจว่าแต่ละปีบริษัทจะกำไรมากหรือกำไรน้อย" นายเศรษฐากล่าว



"ศุภาลัย" คุมต้นทุนอยู่หมัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจ บมจ.ศุภาลัย มีผลกำไรสุทธิ 2,743 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 11,649 ล้านบาท ถือว่าเป็นบริษัทที่มีสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ในปี 2555 สูงที่สุดถึง 23.5% นั่นหมายความว่ามีขีดความสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทั้งที่มียอดรับรู้รายได้ปี 2555 ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 13,500 ล้านบาท

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลงานของศุภาลัยเกิดจาก 4 ปัจจัย 1) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปรับลดลง 2) ควบคุมค่าใช้จ่ายและงบฯการตลาดได้ดี 3) รายได้จากอสังหาฯให้เช่า ได้แก่ โรงแรมและอาคารสำนักงานปรับตัวดีขึ้น และ 4) ยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนการพัฒนาบ้าน-คอนโดมิเนียมต่อหน่วยลดลง โดยปี 2555 กลุ่มศุภาลัยทำยอดขายรวม 23,400 ล้านบาท เกินเป้าประมาณ 2,000 ล้านบาท

"แนวโน้มอัตรากำไรสุทธิในปีนี้คงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่ารัฐบาลจะลดอัตราภาษีเงินได้ฯ จาก 23% เหลือ 20% แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างน่าจะปรับขึ้น 5%"



"เพอร์เฟค" กำไรหล่น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับบริษัทอสังหาฯอีก 6 รายที่เหลือ มีผลกำไรสุทธิในปี 2555 ลดหลั่นกันตั้งแต่ 233-2,399 ล้านบาท ได้แก่ 1) บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) มีกำไรสุทธิ 2,399 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดขายรับรู้รายได้ 14,409 ล้านบาท 2) บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพี) มีกำไรสุทธิ 2,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.4% จากยอดรับรู้รายได้ 17,310 ล้านบาท 3) บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดรับรู้รายได้ 13,325 ล้านบาท

4) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิ 1,101 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.1% จากยอดรับรู้รายได้ 8,358 ล้านบาท 5) บมจ.ไรมอนแลนด์ มีกำไรสุทธิ 495 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% จากยอดรับรู้รายได้ 5,519 ล้านบาท และ 6) บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.6% จากยอดรับรู้รายได้ 8,818 ล้านบาท

นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีผลกำไร 233 ล้านบาท ตลอดปี 2554 สาเหตุมาจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรมและสกีรีสอร์ตที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจในประเทศ บริษัทมีผลกำไรสุทธิปี 2555 กว่า 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย