ค่าเอฟทีงวดใหม่ ม.ค.-เม.ย.56 ขยับขึ้น 4.04 สต./หน่วย

ค่าเอฟทีงวดใหม่ ม.ค.-เม.ย.56 ขยับขึ้น 4.04 สต./หน่วย
mcot

สนับสนุนเนื้อหา

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ.วันนี้ (2 ม.ค.) มีมติเห็นชอบการประกาศค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่

ประจำเดือนมกราคม-เมษายน 2556 ขึ้น 4.04 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับเอฟทีเดิมเอฟทีงวดนี้จึงเท่ากับ 52.04 สตางค์ต่อหน่วย

ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประชาชนเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.72 บาทต่อหน่วยเป็น 3.76 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ทาง กกพ.ได้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาวะเศรษฐกิจ และไม่ต้องการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน จึงเห็นชอบให้มีการปรับขึ้นในอัตราดังกล่าว

จากเดิมที่หน่วยงานผลิตไฟฟ้าเสนอปรับขึ้นมาในอัตรา 13.57 สตางค์ต่อหน่วย โดยต้นทุนที่มีภาระในส่วนนี้ได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมรับภาระแทนประชาชนเป็นการชั่วคราวไปก่อนวงเงิน 5,131 ล้านบาท

นายดิเรก กล่าวอีกว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีที่ปรับขึ้นงวดนี้ ต้นทุนสำคัญเกิดจากต้นทุนค้างจ่ายของประชาชนที่ กฟผ.แบกรับภาระไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่การลดค่าไฟฟ้าช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 โดยช่วงนั้น กฟผ.แบกรับภาระกว่า 10,000 ล้านบาท และทาง กกพ.พิจาณาเกลี่ยต้นทุนภาระดังกล่าวคืนแก่ กฟผ. จนทำให้งวดนี้เหลือเพียง 5,131 ล้านบาท และจะมีการเกลี่ยอย่างต่อเนื่องโดยงวดหน้าเหลืออีกประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท จะมีผลทำให้คาดว่าค่าไฟฟ้างวดต่อไปยังปรับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังเกิดจากประเทศพม่าจะหยุดจ่ายก๊าซชั่วคราวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนเมษายนนี้ จึงทำให้ต้องมีการใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติต้นทุนจึงขยับสูงขึ้น

ท่ามกลางการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ทรงตัวระดับสูง แต่ต้นทุนงวดนี้ต่ำกว่างวดที่แล้ว โดยต้นทุนก๊าซอยู่ที่ประมาณ 307 - 317 บาทต่อล้านบีทียู

ลดลงจากงวดที่แล้วที่อยู่ประมาณ 308-324 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันย้อนหลังที่ปรับลดลง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณงวดนี้เท่ากับ 30.82 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าการใช้ไฟฟ้าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 4.1

สำหรับมติดังกล่าวสำนักงาน กกพ.จะนำรายละเอียดทั้งหมดเผยแพร่ผ่าน www.erc.or.th เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียวันที่ 2-8 มกราคมนี้ ก่อนนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาและประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตั้งแต่งวดนี้เป็นต้นไป